สมบัติของชาติ ตอนที่ 1 : ว่าด้วยประสิทธิภาพของท้องถิ่น

26  ตุลาคม 2561

ทีมวิชาการสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย [1]

ต้องกระจายอำนาจและความรับผิดชอบให้ อปท.

เปิดประเด็นว่า “สมบัติของชาติ” มีนัยยะว่ามันพัวพันมาที่ท้องถิ่นตามหลักการกระจายอำนาจความรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นในการจัดการบริการสาธารณะ ที่มีแนวคิดพื้นฐานทั่วไปสากลตามหลักประโยชน์มหาชน หรือประโยชน์สาธารณะ (Public Interest) แยก 2 ลักษณะ คือ (1) ประโยชน์มหาชนของรัฐ และ (2) ประโยชน์มหาชนของท้องถิ่น ที่รวมถึง “การบริหารราชการแผ่นดิน” โดยเฉพาะ “ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น” และ “ราชการบริหารส่วนภูมิภาค” หรือจะเรียกว่า “ราชการบริหารส่วนกลางจำแลง” ก็ยังได้ เพราะถือว่าราชการส่วนภูมิภาคเป็นเพียงองค์กรจำแลง หรือตัวแทนของราชการส่วนกลาง ที่ความก้าวหน้าขึ้นอยู่กับราชการส่วนกลางเป็นหลัก [2] เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีหนังสือสั่งการของกระทรวงมหาดไทยกำชับการประพฤติปฏิบัติตนของบุคลากรได้พึงสำนึกในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ซึ่งในเนื้อหาที่ปรากฏย่อมหมายรวมถึงบุคลากร “ส่วนท้องถิ่น” หรือ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” (อปท.) ด้วย [3] มีข้อวิพากษ์กระเซ็นกระสายว่า ท้องถิ่นอยู่ในใต้บังคับบัญชาของกระทรวงมหาดไทยเพียงใด เพราะที่ผ่านมา อปท. มีปัญหาสับสนในการ “กำกับดูแล” (Controle de tutelle) หรือ “การบังคับบัญชา” (Controle hierarchique) [4] จากกระทรวงมหาดไทยกันอย่างไร แน่นอนว่าในความหมายนี้หมายรวมถึงการกำกับดูแลจากนายอำเภอ และผู้ราชการจังหวัดในฐานะ “ราชการบริหารส่วนภูมิภาค” ดัวย เนื้อความข้อวิพากษ์กล่าวถึงหน่วยงานหลักที่แท้จริงในการปฏิบัติหนที่ด่านแรกในการจัดบริการสาธารณะว่า ผลงานความสำเร็จในการปฏิบัติงานตามนโยบายของรัฐบาลไม่ได้ตกเป็นหน้าเป็นตาแก่ท้องถิ่นแต่อย่างใด เชื่อแน่ว่าหากไม่มีท้องถิ่นผลงานดังว่าคงไม่อาจเกิดเป็นผลสำเร็จได้โดยแน่แท้ ความน้อยเนื้อต่ำใจในภารกิจหน้าที่ยังถูกตอกย้ำด้วยทัศนคดีเชิงลบจากฝ่ายบริหารและรัฐบาล [5] อาทิ ไม่เวิร์ก ไม่เดินงาน ขาดสำนึก ขอแต่งบประมาณ เป็นต้นเหตุของการทุจริต อุดมไปด้วยระบบอุปถัมภ์ ฯลฯ แถม อปท.ต้นทางการพัฒนายังถูกกดทับด้วยอำนาจ [6] แม้ว่าข้อกล่าวหาเหล่านี้ก็มีในราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคไม่แพ้กัน ในมุมมองเช่นนี้ อปท. ควรใช้วิกฤติที่ถูกตำหนินี้ให้เป็นโอกาส อปท.ต้องคิดว่าการเดินช้า ดีกว่าเดินถอยหลัง

ปัญหาเชิงขนาดในการจัดบริการสาธารณะของ อปท.

        ประเด็นเรื่อง “การควบรวมหรือการยุบรวม อปท. เพื่อประสิทธิภาพ” มีการกล่าวถึงมานานแล้วตั้งแต่ในช่วงรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งแต่เดิมเน้นประสิทธิภาพในเชิงเศรษฐกิจ ในช่วงรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ได้มีการกล่าวถึงประเด็นนี้มาตลอด จนกระทั่งธนาคารโลก (World Bank, 2012) [7] ได้มีรายงานแนะนำเรื่องการควบรวม อปท. เพื่อให้มีขนาดที่เหมาะสมในการจัดบริการสาธารณะ และช่วงก่อนรัฐธรรมนูญปี 2560 ก็มีความพยายามศึกษาในเรื่องนี้กันอยู่มาก เพราะเป็นช่วงของการปฏิรูปประเทศ คสช. ทั้งโดยสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ซึ่งมีผู้วิพากษ์ว่า ยังหาข้อสรุปและรูปแบบหรือวิธีการในการควบรวม อปท. ไม่ได้สักที สำหรับกฎหมายที่กำลังยกร่างก็เป็นแบบ “ผู้ร่างไม่ได้ใช้ ผู้ใช้ไม่ได้ร่าง” เป็นปมปัญหาของการดำเนินเรื่องที่ถูกแก้ไขจะนำไปสู่ปมปัญหาใหม่ไม่สิ้นสุดไม่รู้จบแบบ “งูกินหาง” [8]

การควบรวม และ การประสานความร่วมมือภารกิจของ อปท.

ไม่ว่า “การควบรวม” (Amalgamation or Merging) เป็นแบบญี่ปุ่น ที่มีสรุปผลการศึกษา (2560) ในประการสำคัญว่า “...หากต้องการเพิ่มประสิทธิภาพและความประหยัดเชิงขนาดให้ควบรวมที่รายภารกิจหรือตามบริการสาธารณะแต่ละประเภทโดยเฉพาะแนวทางการจัดบริการสาธารณะร่วมกัน และ การควบรวมก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายจากการปฏิรูปโครงสร้างซึ่งอาจมากกว่าผลด้านการเงินที่จะได้จากการควบรวม ซึ่งประเด็นเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่สมเหตุสมผลของการใช้เหตุผลด้านเศรษฐศาสตร์เพียงด้านเดียวมาเป็นเหตุผลรองรับข้อเสนอการควบรวม” [9] หรือ “การประสานความร่วมมือภารกิจแบบชั้น” หรือที่กฎหมายเทศบาลเรียก “สหการ” (Syndicats, Corporatism) [10] ที่ไม่ต้องควบรวมแบบฝรั่งเศส แยกเป็นระดับบน ระดับล่าง เป็นการสถาปนาอำนาจเป็นหลักมากกว่าการทำงาน ความคาดหวังในความสำเร็จก็อาจจะเป็นเพียงข้ออ้าง ที่อยากให้คนเห็นด้วย ที่เนื้อหาในรัฐธรรมนูญปี 2560 ยังล้าหลังอยู่หลายช่วงตัว

ประเด็นเรื่องการยุบรวม ควบรวม ที่จะเอาแบบญี่ปุ่น เพื่อให้ลดบทบาทภูมิภาคลง ก็น่าจะเป็นไปได้ เพราะภารกิจร่วมในพื้นที่ จากการถูกบีบของหน่วยตรวจสอบ และข้อจำกัดงบประมาณ อปท. และก็ทำมาก่อนแล้ว เช่น งานประเพณีท้องถิ่น งานรัฐพิธี งานการศึกษา งานกำจัดขยะ งานบริหารจัดการน้ำ และงานสาธารณูปโภคพื้นฐาน เรื่องถนนฯ เพราะการแบ่งแยกภารกิจกัน เช่นที่เป็นอยู่ปัจจุบันยิ่งแย่ไม่สอดรับการถ่ายโอนภารกิจ เพราะ อปท.ของไทย ไม่เหมือนแบบฝรั่งเศสที่มีหน่วย อปท.มากก็จริง แต่ฝรั่งเศสไม่มีภูมิภาค แต่ฝรั่งเศสมีดินแดนโพ้นทะเลและเขตปกครองโพ้นทะเล (DOM/TOM) [11] ด้วย ที่มีรัฐบาลกลางทำหน้าที่ซ้ำซ้อนและควบคุม อปท.ไว้หมด แต่แบ่งเป็นหลายชั้น มีชั้นสูงขึ้น มีส่งตัวแทนไปร่วม สำหรับการปกครองท้องถิ่นสหรัฐอเมริกา และ ออสเตรเลียนั้น เขามีพื้นที่กว้างขวาง ห่างไกลกันมาก มีปัญหาการจัดบริการสาธารณะที่ใกล้ชิด ในท้องถิ่นต่างประเทศนั้น แม้แต่การรถไฟ กรมทางหลวง เขื่อน มหาวิทยาลัย ก็ อปท.บริหาร ที่ ครม.ส่วนกลางภูมิภาคหวงไว้ไม่ถ่ายโอน เพราะผลประโยชน์โครงการพัฒนาและการจัดตำแหน่งสำคัญ ๆ เท่านั้น การจัดสรรงบพัฒนา และจัดสรรตำแหน่งสูงๆ ยึดติดกับโครงสร้าง ไม่ยึดติดกับภารกิจหน้าที่ เป็นโครงการไฟไหม้ฟางเป็นจ๊อบๆ ไม่ต่อเนื่อง งบหมด งานหมด คืองานของส่วนกลาง กับภูมิภาค ฉะนั้น จึงนำมาเปรียบเทียบกับประเทศไทยยาก

ปัญหาการกระจายอำนาจ และการควบรวม อปท.

เรื่องการกระจายอำนาจ และเรื่องการควบรวม อปท. ยังมีช่องโหว่อยู่หลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตราบใดที่ยังมีหน่วยงานส่วนภูมิภาคคั่นอยู่ การกระจายอำนาจและการควบรวมฯ ยากที่สำเร็จ ในภาพลักษณ์ของหน่วยกำกับดูแลแต่เข้ามาควบคุมสั่งการ หลากหลายผู้บังบัญชาหลายหลายสไตล์การบริหารบางฉากดูเป็นนักบุญนักพัฒนา แต่พฤติกรรมบริหารกลับตรงกันข้าม มีการเข้ามาจัดการและร่วม อปท. ของบประมาณดำเนินการฯ มีความเคยตัวเคยชินกับการได้รับจัดสรรประโยชน์ต่างตอบแทนฯ เอาเป็นว่ามีสีเทา เป็นต้น

นอกจากนี้การ “ควบรวม” อปท. แบบญี่ปุ่น  หรือ อปท. “ทำกิจการร่วม” แบบฝรั่งเศส จะหมดคุณค่าลง หากทรัพยากรสำคัญของท้องถิ่นที่เป็น “สมบัติของชาติ” ที่กล่าวไว้แต่ตอนต้นได้ยกให้ทุนสัมปทานโดยนายทุนทั้งในชาติและข้ามชาติไปหมด

บทบาทเวทีท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญมีอำนาจลดลง

ปรากฏการณ์ในช่วงรัฐธรรมนูญปี 2540 หน่วยงานราชการหากทำโครงการใหญ่มักมาขอความเห็น อปท. ผ่านนายกฯ ผ่านสมาชิกสภาฯ หรือผ่านสมาคม สมาพันธ์ อปท.ต่าง ๆ ดูเหมือน อปท.มีราศี มีสีสัน คึกคัก แต่พอรัฐธรรมนูญปี 2550 บรรยากาศกลับเงียบเหงาลง ยิ่งรัฐธรรมนูญปี 2560 ยิ่งหนักขึ้น อปท.จะทำอะไรในพื้นที่ใดที่มีหน่วยงานอื่นครอบครองดูแลพื้นที่อยู่ โดยเฉพาะที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เช่น ที่ดิน ส.ป.ก. ที่ป่าไม้ ที่ทางหลวง ที่ รฟท. ที่ชลประทาน ที่สาธารณประโยชน์ ฯลฯ ต้องได้รับความเห็นชอบอนุญาตให้ใช้พื้นที่เสียก่อน บรรยากาศจึงเปลี่ยนไป อปท.กลับเป็นฝ่ายเข้าไปง้อ ทั้งนี้ เพราะที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินทั้งหลายเดิมกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2540 ให้เวทีท้องถิ่นมีอำนาจบทบาท [12] แต่รัฐธรรมนูญปี 2550 และ 2560 กำหนดบทบาทให้เป็นหน่วยงานของรัฐร่วมกับชาวบ้านกำหนดทิศทาง ซึ่งข้าม อปท.ไป นักกฎหมายท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกท้องถิ่น และหน่วยกำกับดูแลท้องถิ่น ต้องตื่นรู้เรื่องราวเหล่านี้ด้วย เพราะการเริ่มต้นประชาคมท้องถิ่นโดย อปท. เป็นสิ่งจำเป็น

เรื่องเล่าการถ่ายโอนภารกิจ อปท.

มีเรื่องเล่าการถ่ายโอนภารกิจ และการจัดสรรงบประมาณของเทศบาล อปท. สายที่ยกฐานะมาจาก อบต.และกลุ่มเทศบาลรุ่นหลัง อยากให้เอางบอุดหนุนอาหารเสริมนม อาหารกลางวัน และเบี้ยยังชีพคืนไปส่วนกลาง แต่ขอเอางบประมาณอื่นมาแทน มีผู้แย้งไม่เห็นด้วย เพราะเป็นภารกิจที่เกี่ยวข้องกับชาวบ้านโดยตรงซึ่งเป็นหน้าที่ของ อปท. ไม่เอาภารกิจก็จะถ่ายโอนไม่ได้ อปท. จะเอาแต่เงินงบประมาณไปทำตามความต้องการของตนในทุกเรื่องไม่ได้ แต่ในกรอบวิสัยทัศน์ของนายกเทศมนตรีใหม่ที่ยกฐานะมีกรอบคิดเรียกร้องเอางบประมาณนั่นนี่ตามที่ตนได้หาเสียง ไม่สนใจภารกิจในหน้าที่เทศบาลที่กำหนด นี่ถือเป็นจุดอ่อนของตัวแทน สมาคม อปท.ต่าง ๆ ที่เรียกร้องสิทธิที่ตนเองอยากได้  แต่ละเว้นเสียซึ่งภารกิจสำคัญไป หรือไปเบียดเบียนรบกวนส่วนราชการอื่นไม่คำนึงถึงความเป็นธรรมความเหลื่อมล้ำในสังคม  นี่ยังไม่พูดไปถึงงานตำรวจ ที่คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจมีแนวคิดให้มีการถ่ายโอนภารกิจงานตำรวจให้ อปท. ด้วย กรณีตำรวจท้องถิ่นนั้น หากเทียบกับตำรวจอเมริกัน หลักคือตำรวจท้องถิ่น ตำรวจตามภารกิจ คือตำรวจจากส่วนกลางที่เป็นนักสืบ แต่ตำรวจท้องถิ่นไทยขอเพียงแค่ การถ่ายโอนงานค่าปรับ งานรักษากฎหมายความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ การรักษาความสะอาดฯ การจัดระเบียบตลาด ชุมชนฯ การจัดระเบียบในหน้าที่ของ “เทศกิจ” ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

ตัวอย่างการแก้ไขปัญหางานและภารกิจของ อปท.

(1) เรื่องโรงฆ่าสัตว์ ตามกฎหมายใหม่ พรบ. ควบคุมการฆ่าสัตว์การจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2559 เรื่อง สัตว์เลี้ยงควบคุม คือ สุนัขหรือสัตว์อื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง (แมวตามกฎกระทรวงปี 2560) ตาม พรบ. โรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ. 2535

(2) ในเรื่องการควบคุมโรคและการเลี้ยงมีมุมมองงบประมาณที่ขัดแย้งกันระหว่างกรมปศุสัตว์ และ อปท. โดยผู้กำกับดูแล อปท. ก็ช่วยอะไรไม่ได้ไม่เข้าใจไม่มาแก้ปัญหา มัวแต่ติดสั่งการ ฯลฯ เป็นต้น นัยว่า เรื่องวัคซีนพิษสุนัขบ้า เหตุผลเชิงลึกเกิดจากผลประโยชน์ผู้ปฎิบัติหน่วยงานเดิม และการสูญเสียบทบาทหน้าที่ และ อปท.มีบทบาทซ้ำซ้อนบทบาทเดิม

(3) ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น พ.ศ. 2555 แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2- 4  พ.ศ. 2558, 2559, 2561 ที่ค่อนข้างลงตัวล้อตามระเบียบกระทรวงการคลัง นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องอื่น ๆ ได้มีการแก้ไขอยู่บ้าง เช่น เรื่องระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทำแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548 แก้ไข (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559  (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2561  นี่ยังไม่รวมถึงระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วย ค่าเช่าบ้านของข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2548 แก้ไข (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2559 ที่แตกต่างกันในรายละเอียดกับราชการส่วนกลางแม้จะล้อมาจากระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการเบิกจ่ายค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. 2549 แก้ไข (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2552 และ พระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ.2547 แก้ไข (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2552

          ยังมีประเด็นวิพากษ์ในประเด็นข้างต้นต่อเนื่องอีกขอยกไปตอนหน้า

[1]Phachern Thammasarangkoon & Watcharin Unarine, Municipality Officer ทีมวิชาการสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย, หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 66 ฉบับที่ 7 วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม -  วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน 2561, เจาะประเด็นร้อน อปท.หน้า 66 

[2]ส่วนกลางในภูมิภาค, ไทยรัฐ ซี 12, 5 กุมภาพันธ์ 2561, https://www.thairath.co.th/content/1195112

ส่วนราชการที่มีเฉพาะ หน่วยงานส่วนกลาง ที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคมีทั้งสิ้น 35 กรม   

[3]หนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนที่สุด ที่ มท 0302.2 /ว 5821 ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2561 เรื่อง กำชับการประพฤติปฏิบัติตนของบุคลากรในสังกัดกระทรวงมหาดไทย

[4]มีหนังสือตอบหารือของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินว่า การกำกับดูแลไม่ใช่การบังคับบัญชาแบบสั่งการ ตามหนังสื ด่วนที่สุด ที่ มท 0302.2 / 428 ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2555 เรื่อง แจ้งผลการวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน ตอบ นายอรรถ  ปิ่นคำ ว่า ... พรบ.เทศบาล พ.ศ. 2496 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2552 ส่วนที่ 6 การควบคุมดูแลเทศบาล มาตรา 71-73 บัญญัติขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอ แล้วแต่กรณี ควบคุมดูแลและตรวจสอบกิจการของเทศบาล เพื่อให้เทศบาลปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่โดยถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งการควบคุมดูแลนี้มิใช่การเข้าไปสั่งการในลักษณะที่เทศบาลอยู่ใต้บังคับบัญชาของผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอ แต่เป็นเพียงดารเข้าไปตรวจสอบและดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อเห็นว่า เทศบาลได้ปฏิบัติการไม่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น ...    

[5]'บิ๊กตู่'คาดโทษท้องถิ่นช่วยปชช.ไม่ได้ก็ยุบ, 28 พฤศจิกายน 2560, https://www.isranews.org/isranews-other-news/61549-komchadluek_61549.html    

[6]กระจายอำนาจจอมปลอม...ความจริงอันขมขื่นที่พี่น้องท้องถิ่นมีวิบากกรรมมานาน, โดย apichatology (นามแฝง), 21 กันยายน 2561, https://www.salika.co/2018/09/21/power-local-administrative-organization/amp/

[7]ธนาคารโลกเสนอ มี economy of scale โดยขนาด อปท. ที่เหมาะสมทั่วไปจะต้องมีประชากรในพื้นที่ประมาณ 10,000 คน ดูใน ธนาคารโลกสำนักงานประจำประเทศไทย, ประเทศไทย: ความท้าทายและทางเลือกในปี 2555 และอนาคต, การเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะ ผ่านการสร้างความเข้มแข็งให้กับโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลและท้องถิ่น รวมถึงนโยบายรายจ่ายของรัฐ, มกราคม 2555, http://www-wds.worldbank.org/external/default/WDSContentServer/WDSP/IB/2012/06/07/000333038_20120607014231/Rendered/PDF/685510THAI0Box369270B00PUBLIC0.pdf

& Public Disclosure Authorized 67486 Overview Paper : Improving Service Delivery In Thailand – A Public Finance Management Review @2012 The World Bank, http://www-wds.worldbank.org/external/default/WDSContentServer/WDSP/IB/2012/06/20/000333038_20120620014639/Rendered/PDF/674860ESW0P1180019006020120RB0EDITS.pdf

& Thailand - Challenges and options for 2012 and beyond : improving service delivery through strengthening central-local government relations and expenditure policy (English), full report, http://documents.worldbank.org/curated/en/2012/01/16261217/thailand-challenges-options-2012-beyond-improving-service-delivery-through-strengthening-central-local-government-relations-expenditure-policy

ดูเพิ่มเติมใน  เอกสารการศึกษาส่วนบุคคล หลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) รุ่นที่ 6 ประจำปี 2557 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่อง "ยุทธศาสตร์การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศึกษาเฉพาะกรณี การควบรวมองค์กรบริหารท้องถิ่น ภายใต้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" จัดทำโดย นายสรณะ เทพเนาว์ รหัส 69 

[8]ปรากฏการณ์งูกินหาง : กรณีควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, มติชนสุดสัปดาห์, 11 กุมภาพันธ์ 2561, https://www.matichonweekly.com/special-report/article_80315

[9]พบสุข ช่ำชอง, เหตุผลของการควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในบริบทสากล (Justifications for Local Government Amalgamation in International Context), โครงการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากเงินทุนอุดหนุนและส่งเสริมโครงการวิจัย จากงบประมาณเงินรายได้ ประจำปี 2560 วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, Journal of Social Sciences, Naresuan University: JSSNU, Vol13 No.2/2017, วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ปีที่ 13 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2560),http://doi.nrct.go.th/ListDoi/Download/382032/bdaa378a0af1a8a99cc03c381d80e8b7?Resolve_DOI=10.14456/jssnu.2017.21    

[10]ความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทย, โกวิทย์ พวงงาม, สถาบันพระปกเกล้า, http://www.kpi.ac.th/media/pdf/M7_46.pdf       

[11]ดินแดนโพ้นทะเลของประเทศฝรั่งเศส (Territoire d'outre-mer : TOM) เป็นหน่วยการบริหารของประเทศฝรั่งเศส ปัจจุบันใช้เป็นหน่วยการปกครองสำหรับดินแดนฝรั่งเศสใต้และแอนตาร์กติก (Terres australes et antarctiques françaises : TAAF)

หน่วยการปกครองนี้แตกต่างจาก เขตการปกครองโพ้นทะเล (Départements d'outre-mers : DOM) แต่ถึงกระนั้น ด้วยลักษณะเฉพาะของ DOM และ TOM และดินแดนอื่นๆ ที่ครอบครอง บ่อยครั้งมักจะถูกเรียกโดยรวมว่า DOM / TOM

ดู ดินแดนโพ้นทะเลของประเทศฝรั่งเศส, https://th.wikipedia.org/wiki/ดินแดนโพ้นทะเลของประเทศฝรั่งเศส      

[12]สรุปร่างรัฐธรรมนูญ: ตัด 'สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี' โบกมือลา องค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม, 27 กรกฎาคม 2559, https://ilaw.or.th/node/4215 

'ตัดสิทธิ' ของบุคคลในการแสดงความคิดเห็นต่อโครงการต่างๆ  

รัฐธรรมนูญปี 2540 มาตรา 59 หมวด สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย เขียนไว้ว่า “บุคคลมีสิทธิแสดงความคิดเห็น และได้รับข้อมูล คำชี้แจง เหตุผล จากหน่วยงานรัฐ ก่อนการอนุญาตดำเนินโครงการที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิตของตนหรือชุมชนท้องถิ่น ทั้งนี้ ตามกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่กฎหมายบัญญัติ”  

รัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 57 หมวด สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย  เขียนไว้เหมือนกับมาตรา 59 ของรัฐธรรมนูญปี 2540 แต่มีเพิ่มประเด็นการวางแผนพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม การเวนคืนคืนอสังหาริมทรัพย์ การวางผังเมือง การกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ในที่ดินและการออกกฎที่อาจมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียสำคัญของประชาชน ให้รัฐจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนดำเนินการ

แต่ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับลงประชามติ มาตรา 41หมวดสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย เขียนเพียงว่า “บุคคลและชุมชนมีสิทธิรับทราบ-เข้าถึงข้อมูลของหน่วยงานรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ และมีสิทธิเสนอเรื่องราวร้องทุกข์และฟ้องหน่วยงานรัฐให้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยเร็ว อีกทั้งให้รับผิดจากการกระทำของบุคลากรรัฐได้

เมื่อนำร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับลงประชามติ มาเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 พบว่า ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับลงประชามติ ไม่มีการเขียนถึงสิทธิแสดงความคิดเห็นของบุคคลต่อการดำเนินโครงการต่างๆ ของรัฐ ซึ่งมีมาแต่รัฐธรรมนูญเดิม แต่มีการเพิ่มสิทธิ ของประชาชนที่จะเข้าชื่อกันเพื่อเสนอแนะต่อหน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานรัฐมีหน้าที่ต้องพิจารณาข้อเสนอนั้นๆ หมายความว่า การใช้สิทธิที่ได้รับความคุ้มครองเปลี่ยนจากการแสดงความคิดเห็นโดยบุคคลคนเดียว เป็นการเข้าชื่อกัน โดยไม่มีเงื่อนไขว่าต้องเข้าชื่อกันเป็นจำนวนกี่คน

และไปเขียนไว้ในมาตรา 58 ให้เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและจัดการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียก่อนดำเนินโครงการที่อาจกระทบต่อสิ่งแวดล้อม “อย่างรุนแรง”   

หมายเหตุ รัฐธรรมนูญปี 2560

มาตรา 41บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ

(1) ได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ

(2) เสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อหน่วยงานของรัฐและได้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยรวดเร็ว

(3) ฟ้องหน่วยงานของรัฐให้รับผิดเนื่องจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำของข้าราชการพนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ

มาตรา 58การดำเนินการใดของรัฐหรือที่รัฐจะอนุญาตให้ผู้ใดดำเนินการ ถ้าการนั้นอาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดของประชาชนหรือชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง  รัฐต้องดำเนินการให้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนหรือชุมชน และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนและชุมชนที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาดำเนินการหรืออนุญาตตามที่กฎหมายบัญญัติ

บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูลคำชี้แจงและเหตุผลจากหน่วยงานของรัฐก่อนการดำเนินการหรืออนุญาตตามวรรคหนึ่ง

ในการดำเนินการหรืออนุญาตตามวรรคหนึ่ง รัฐต้องระมัดระวังให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนชุมชน สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพน้อยที่สุด และต้องดำเนินการให้มีการเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายให้แก่ประชาชนหรือชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรมและโดยไม่ชักช้า