ปรัชญาที่ว่า "ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน" นั้น อาจตีความได้หลายแง่มุมโดยพิสดาร เช่น
(ก.) "ผู้มีปัญญา" จะต้อง "เป็นอยู่เพื่อมหาชน" ... หากไม่เป็นอยู่เพื่อมหาชน แสดงว่าเป็นผู้ไม่มีปัญญา
(ข.) "ผู้มีปัญญา" ควรจะ "เป็นอยู่เพื่อมหาชน" ... ผู้มีปัญญาบางคนไม่ต้องเป็นอยู่เพื่อมหาชนก็ได้ ผู้ที่บรรลุสู่การเป็นผู้มีปัญญา มีสิทธิเลือกอย่างเสรีว่าจะเป็นอยู่เพื่อมหาชนหรือไม่
(ค.) "ผู้มีปัญญา" จะ "เป็นอยู่เพื่อมหาชน" ... ผู้มีปัญญาจะเป็นอยู่เพื่อมหาชนโดยธรรมชาติ โดยอัตโนมัติ เพราะการบรรลุสู่การเป็นผู้มีปัญญา จะนำมาซึ่งคุณลักษณะของจิตใจที่เป็นไปเพื่อมหาชน
ผมขอเฉลย ดังนี้
อธิบายให้หายงง (ดูผัง)
(ง.) ถูกทั้ง ก. ข. และ ค.
(จ.) งง
นิสิตหรืออาจารย์ที่อ่านถึงตรงนี้ คิดว่าข้อใดถูกต้องที่สุดครับ?????
ผมขอเฉลย ดังนี้
คำตอบจะขึ้นอยู่กับนิยามความหมายของคำว่า "ปัญญา" ที่เราเข้าใจ ท่านเข้าใจว่า "ปัญญา" มีความหมายตามข้อใดต่อไปนี้
- หากเข้าใจว่า "ปัญญา" คือ ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ทางโลก ... หากท่านเข้าใจแบบนี้ ท่านคงตอบข้อ ก. หรือไม่ก็ ข. ส่วนจะเป็นข้อใดนั้น เถียงกันไปก็ประเทืองปัญญาทางโลกดี
- หากเข้าใจว่า "ปัญญา" คือ ความรู้แจ้งความจริงของธรรมชาติ ความจริงของโลกทั้งหมด ทั้ง"โลกภายนอก" และ "โลกภายใน" คือกาย (รูปธรรม) และใจ(นามธรรม) ของตนเอง (คือ รู้แจ้งอริยสัจ) หรือที่เรียกว่า "ปัญญาทางธรรม" ตามคำสอนในพระพุทธศาสนา ... ท่านอาจจะตอบ ข้อ ข. หรือ ข้อ ค. ก็เป็นได้ ส่วนจะตอบข้อใด อาจเป็นได้ดังนี้
- การเข้าถึง "ปัญญาทางธรรม" เข้าถึงความไม่มีตัวไม่มีตน จะนำไปสู่ความเมตตา เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน โดยอัตโนมัติ
- ผู้ที่ ตอบ ข. ท่านคือ พุทธสาวก หรือ พระปัจเจกพุทธเจ้า
- ผู้ที่ ตอบ ค. ท่านคือผู้ที่มีจิตใจแบบ พระโพธิสัตว์ ปรารถนาพุทธภูมิ
- เชื่อว่า อ่านมาถึงตรงนี้ หลายท่าน อาจจะตอบ ข้อ จ. .... งง.... ฮา
อธิบายให้หายงง (ดูผัง)

- คำว่า "ปัญญา" ในความหมายของคนส่วนใหญ่ในโลก จะเน้นไปที่ การศึกษาให้เกิดปัญญาเกี่ยวกับโลกแห่งกายภาพ องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทั้ง ๖ ประการ (ภาพด้านบน) ล้วนแต่เป็นปัญญาทางโลกนี้ทั้งนั้น
- ปัญญาทางโลก เกิดจากการ ฟัง-อ่าน คิดเป็นเหตุเป็นผล-คิดวิเคราะห์ และการลงมือปฏิบัติทดลองตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีลักษณะสำคัญคือ
- พิสูจน์ได้ อธิบายได้ มีเหตุผล
- พิสูจน์ซ้ำได้
- นำไปประยุกต์ใช้ อธิบาย สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้ เช่น เทคโนโลยีต่างๆ
- ขั้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ มากมาย เครื่องมือ สิ่งแวดล้อม ชุมชน บุคคล กาลเวลา
- ไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งสืบค้นยิ่งพบ ยิ่งคิดยิ่งมีเรื่องที่ต้องคิด สิ่งค้นยิ่งมีเรื่องสงสัยมากขึ้น ... ดูผังภาพด้านล่าง
- หัวลูกศรชี้ออกจากความจริง เรียนไปผิดทาง รู้ไปผิดทาง
- หัวลูกศรชี้ออก ยิ่งเรียนสูง วงยิ่งใหญ่ขึ้น หมายถึงยิ่งรู้มากขึ้น
- ยิ่งรู้มากขึ้น อัตตา ตัวตนยิ่งมากขึ้น ยิ่งหากไกลความจริงของกายใจออกไปเรื่อยๆ
- ยิ่งคิด ยิ่งถูกกระตุ้นให้ฟุ้งซ่านออกไปไกลขึ้น หากเปรียบกับสถานะพลังงานของสสาร ยิ่งคิดยิ่งอยู่ในสถานะกระตุ้น (Excited State) มากขึ้นๆ

- คำว่า "ปัญญา" ในพระพุทธศาสนา เน้นไปที่ การศึกษาให้เกิดปัญญาเกี่ยวกับ กายและจิตใจ ของตนเอง เพื่อจะได้เห็นจริงว่า จริงๆ แล้ว
- เห็นแจ้งว่า กายใจไม่ใช่ตัวตน (บรรลุเป็นพระโสดาบัน -> พระสกิทาคามี)
- รู้ทุกข์แห่งการยึดกาย -> ละวางกาย ไม่ยึดกาย พ้นจากกาม (พระอนาคามี)
- รู้ทุกข์แห่งการยึดจิต -> ละวางจิต ไม่ยึดจิต พ้นจากทุกข์ (พระอรหันต์)
- ปัญญาทางธรรม เกิดจาก การ "รู้" เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของตนเองด้วยการ เจริญสติ ภาวนา "มีสติ รู้กาย รู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วยใจที่ตั้งมั่น และเป็นกลาง" (ตามแนวการสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช) มีลักษณะสำคัญคือ
- มีจุดสิ้นสุด จบงานเมื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์
- ยิ่งคิด ยิ่งไม่รู้ แต่ต้องอาศัยดูการคิด
- รู้เห็นได้ด้วยตนเองผู้ศึกษาเท่านั้น (รู้เฉพาะตน)
- รู้ได้เห็นได้ด้วยตนเองทุกคนที่ลงมือศึกษา (รู้ได้ด้วยตนเอง)
- รู้ได้ไม่จำกัดกาล
ท่านยิ่ง "งง" กว่าเดิมไหมครับ ...ฮา
(แก้ไขครั้งที่ ๑ เปลี่ยนชื่อบันทึกจาก "พุทธศาสนากับปัญญาทางโลก" เป็นชื่อบันทึกปัจจุบัน ๐๐.๒๖ วันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๑)
เกิด และ ดับ.(.เหมือน..เปิด ปิด วงจร ไฟฟ้า…..ไม่น่า..งง..อิอิ)…มันเป็นเช่นนั้นเอง…