8  เหตุผล....ที่ทำให้ประเทศฟินแลนด์มีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก

โดย...ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

ที่ปรึกษาด้านการศึกษาและนักวิชาการ

www.drsuthichai.com

                        ทำไมประเทศฟินแลนด์ถึงมีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก นี่คือคำถามที่ทำให้หลายประเทศ เข้าไปทำการศึกษา วิจัย ว่ามีปัจจัยใดบ้างถึงทำให้ระบบการศึกษาของประเทศฟินแลนด์ดีที่สุดในโลกและถ้ามีการวัดมาตรฐานอะไรก็ตาม ผลการวัดระบบการศึกษาก็มักจะติด 1 ใน 3 ของโลกอยู่เสมอ ซึ่งโดยสรุปภาพรวม มีเหตุผลดังนี้

            1.รัฐบาล พรรคการเมือง ประชาชนของฟินแลนด์ให้ความสำคัญกับระบบการศึกษาของประเทศ กล่าวคือ พรรคการเมืองใด ๆ ถ้าเข้าไปเป็นรัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญ กับเรื่องการศึกษาเป็นอันดับต้นๆ โดยให้การสนับสนุนงบประมาณเพื่อการศึกษา เฉลี่ยปีละ 70 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณแผ่นดินส่วนประเทศไทยของเรารัฐบาลจะให้การสนับสนุนงบประมาณเพื่อการศึกษา เฉลี่ยปีละ 19 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณแผ่นดิน

            2.มีอิสระ ไม่ยึดคะแนน เกรด ในการแข่งขัน การเรียนมักจะเน้นไปที่การเล่นมากกว่าการเอา              จริงเอาจังทางด้านวิชาการ ตัวอย่าง นักเรียนที่นั่นไม่ต้องเรียนวิชาสังคมฯ คณิตศาสตร์อย่างละชั่วโมงแต่จะเป็นการเรียนรู้สิ่งที่จะนำเอาไปใช้ในชีวิตจริงได้ เช่นชั่วโมงเรียนก็จะนำเด็กนักเรียน ไปเรียนด้านการบริการในร้านอาหาร  เด็กนักเรียนก็จะได้ใช้ประสบการณ์ ฝึกปฏิบัติ ได้รับความรู้ แบบผสมผสาน ทำให้เกิดการคิด ด้านธุรกิจ การบริการ การบริหาร การเงินและการสื่อสารกับลูกค้า ซึ่งสามารถเรียนได้ทุกวิชา

            อีกทั้งไม่มีการตัดเกรดฟินแลนด์จะเน้นการพัฒนาแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ ไม่เน้นการแข่งขันจึงไม่มีการตัดเกรดเฉลี่ยจนกว่าเด็กนักเรียนจะขึ้น ป.3 ซึ่งข้อดีของการไม่มีการตัดเกรดเฉลี่ยจะทำให้เด็กนักเรียนไม่อับอายและเกิดการแบ่งแยกความภาคภูมิใจของเด็ก แต่การให้คะแนนเกรดของประเทศฟินแลนด์จะใช้คำว่า “พยายามอีกนิด” ไปจนถึง คำว่า “ยอดเยี่ยม” แทนการใช้เกรดแบบ 1-2-3-4 หรือ A-B-C-D-E-F

        อีกทั้งไม่มีการสอบปลายภาคเรียน เพราะระบบการศึกษาของฟินแลนด์จะให้ความสำคัญกับการเรียนรู้มากกว่าการสอบโดยคุณครูแต่ละวิชากจะทดสอบเด็ก ๆ ตามความเหมาะสม แต่จะมีการสอบวัดมาตรฐานของเด็กนักเรียนตามข้อบังคับเพียงครั้งเดียวเมื่อเด็กนักเรียนจบการศึกษาระดับมัธยมศึกตอนต้นเท่านั้น

            3.ไม่กำหนดกรอบ กฎระเบียบ มากเกินไป นักเรียนจะใส่ชุดอะไรไปเรียนก็ได้  โดยไม่มีชุดเครื่องแบบของนักเรียน พวกเขาสามารถใส่ชุดอะไรมาเรียนก็ได้ตามที่ต้องการโดยไม่มีข้อกำหนดหรือเงื่อนไข เช่น ชุดนอน ชุดกีฬา ชุดเที่ยว ในชั่วโมงเรียนบางวัน หากว่าสภาพอากาศดี ห้องเรียนของเด็กนักเรียน อาจจะอยู่ในสนามหญ้าด้านนอกอาคาร ริมบ่อเลี้ยงปลา กลางสนามกีฬา  ก็เป็นได้  สำหรับการบ้าน หลังเลิกเรียน เด็ก ๆจะได้รับการบ้านน้อยมากเพราะประเทศฟินแลนด์เขาต้องการให้เด็ก ๆใช้เวลาอยู่กับครอบครัวมากกว่าการนั่งทำการบ้านที่บ้าน  

ถ้าจะมีการบ้านก็จะเป็นแบบฝึกหัดง่าย ๆให้ทำหรือให้ไปการสัมภาษณ์บุคคลต่าง ๆ และให้ศึกษาหัวข้อต่าง ๆที่เด็ก ๆให้ความสนใจ ในมุมมองที่แตกต่าง ตัวอย่าง มุมมองทางด้านประวัติศาสตร์และประเพณีเพื่อให้เด็ก ๆ ศึกษาหาคำตอบด้วยตนเอง เช่น ให้ไปสัมภาษณ์ คุณยาย คุณตา  คุณลุง คุณพ่อแม่ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของเมืองที่อยู่เมื่อ 60  ปีก่อนเปรียบเทียบกับสมัยปัจจุบันว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร

4.ชั่วโมงเรียนน้อย แต่มีคุณภาพดี ฟินแลนด์จะให้เด็กนักเรียนเรียนไม่เกินวันละ 5 ชั่วโมง แต่จะมีกิจกรรมนอกห้องเรียน ส่วนประเทศไทยเด็กนักเรียนเรียนวันละ 6 ถึง 7 ชั่วโมงต่อด้วยการเรียนพิเศษนอกเวลาเรียนอีกต่างหาก

อีกทั้งจัดเวลาสำหรับพักพักเบรกระหว่างเรียน ชั้นเรียนมีเวลาเรียนเพียงแค่ 45 นาทีต่อวิชาและพักเบรคอีก 15 นาที ก่อนที่จะเริ่มเรียนในวิชาถัดไปเพื่อเป็นการพักสมองและเตรียมพร้อมในการเรียนวิชาต่อไป การพักเบรกและมีชั่วโมงเรียนน้อย ทำให้ครูมีความสุข เพราะเขาเชื่อว่า ครูที่ทำงานหนักเกินไปจะไม่ใช่ครูที่ดี

ส่วนบรรยากาศในห้องเรียนจะเป็นไปอย่างสนุกสนาน เด็กนักเรียนไม่ต้องเรียกผู้สอนว่าคุณครูแต่เรียกชื่อกันไปเลยเพราะเขาต้องการปลูกฝังการเคารพตนเองและผู้อื่นของเด็ก ๆ และเรื่องของคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม จะถูกสอนตั้งแต่เด็ก ๆ ถึงแม้ว่าเด็กบางส่วนจะไม่นับถือศาสนาก็ต้องเข้าเรียนวิชาคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม ด้วย

            5.คุณภาพของคุณครูดีสุด ๆ มีระบบคัดเลือกครูที่เข้มงวด เพราะจะคัดแต่หัวกะทิเท่านั้นไม่ใช่ว่าแค่ได้คะแนนสูงในการสอบ แต่ว่าต้องผ่านสัมภาษณ์ เรื่อง จริยธรรม ศีลธรรม รวมถึงแรงบันดาลใจเพื่อไปใช้สอนเด็ก ฟินแลนด์มีจำนวนคุณครูเพียงพอต่อจำนวนนักเรียน ซึ่งสามารถดูแลนักเรียนได้อย่างทั่วถึง ส่วนประเทศไทยของเรา เด็กนักเรียนมีจำนวนมาก จำนวนคุณครูมีน้อย บางโรงเรียนครู 1 คนต้องทำการสอนมากกว่า 1 วิชาหรือเกือบทุกวิชา อีกทั้งประเทศฟินแลนด์ ยังกำหนดวุฒิการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป ส่วนเงินเดือนของครูก็อยู่ที่ประมาณ 1 แสนสามหมื่นบาทเพราะอาชีพครูที่ประเทศฟินแลนด์ถือว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติแบบสูงสุด  ส่วนคุณครูของไทยจำนวนมาก มักเป็นคุณครูอัตราจ้างและจบปริญญาตรีก็สามารถเป็นครูได้

        6.ทุกโรงเรียนในประเทศฟินแลนด์มีมาตรฐานเท่ากันหมด ทำให้แต่ละโรงเรียนไม่แข่งขันกันเอง  ประเทศฟินแลนด์ ผู้ปกครอง พ่อแม่ ไม่ต้องปวดหัว คิดมากกับการเลือกโรงเรียนดีๆให้กับลูก เขาสามารถเลือกเข้าโรงเรียนใกล้บ้านได้ เพราะคุณภาพการศึกษามีมาตรฐานไม่แตกต่างกันมากนักกับโรงเรียนขนาดใหญ่หรือโรงเรียนในเมืองใหญ่ ๆ ตลอดจนถึงคุณภาพของอาหารที่มีมาตรฐานใกล้เคียงกัน  จึงทำให้ที่ประเทศฟินแลนด์ไม่มีโรงเรียนเอกชน เด็กนักเรียนจะเข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐบาล ซึ่งได้เรียนฟรี อาหารฟรี อุปกรณ์การเรียนการสอนก็ฟรีทั้งหมดทำให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคม เพราะลูกคนรวย ลูกคนจนก็มีโอกาสได้เรียนเท่ากัน

            7.ใช้สิ่งแวดล้อมสนับสนุนการเรียนหรือมีการจัดค่ายพักแรมให้แก่เด็กนักเรียน การจัดค่ายพักแรมบางครั้งเด็กนักเรียนจะต้องพกถุงนอน ชุดนอน อุปกรณ์สำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อมาค้างคืนที่โรงเรียนกับคุณครูและเพื่อนๆ เพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นฟังนิทาน เล่นเกม การจัดค่ายพักแรมจะทำให้เด็ก ๆได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันกับครูและเพื่อนๆ เกิดความร่วมมือกัน ทำให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

            8.การบริหารและพัฒนาโรงเรียน โรงเรียนจะจ้างผู้อำนวยการ มาบริหาร ไม่ใช้ระบบราชการแต่จะมีคณะกรรมการโรงเรียนคอยตรวจสอบการทำงานและการบริหารงานอย่างจริงจัง จึงทำให้ยกระดับการศึกษาอย่างมีคุณภาพ ส่วนประเทศไทยของเรา ใช้ระบบราชการ ไม่มีหน่วยงานตรวจสอบ การทำงานและการบริหารงานอย่างจริงจัง จึงทำให้เกิดการคอรัปชั่นขึ้นได้ง่าย ดังปรากฏตามข่าวหน้าหนังสือพิมพ์

            และยังมีอีกหลายปัจจัยภายนอกโรงเรียนที่ส่งเสริมให้ระบบการศึกษาของประเทศฟินแลนด์ดีที่สุดในโลก เช่น ประเทศหนึ่งที่ผลิตหนังสือเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กมากที่สุดในโลก  รายการโทรทัศน์ต่างประเทศที่เข้ามาฉายในช่องต่าง ๆ ในประเทศฟินแลนด์ ส่วนมากจะไม่ให้มีการพากย์เสียงภาษาฟินแลนด์ จะให้ใช้ภาษาต่างประเทศนั้น ๆ แต่จะใช้ subtitle เป็นภาษาฟินแลนด์ให้อ่านแทน  เป็นต้น