ตอน…ฉันผู้ดูแลอยู่ข้างๆ ไม่ห่างกัน?
.
อีกครั้งกับที่เดิม…เพิ่มเติมคือน้ำรอบนี้เยอะมากกกก ความสนุกก็เพิ่มขึ้นตามปริมาณน้ำไปด้วย?
.
โปรดอย่าถามว่าเหนื่อยไหม ไหวเหรอ แขนขาตะเกียบเยี่ยงแม่ดาวบวกเข้ากับอายุที่เพิ่มขึ้นตามกาลเวลา ตอบชัดๆ นะคะ “เหนื่อยยยยย?” แต่ก็ “สนุกมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก”
.
ในการมารอบนี้เรามีข้อตกลง กันว่่า
1. เล่นสนุกอย่างปลอดภัย
2. ดูแลตัวเอง และผู้อื่น
3. มีสติรู้กำลังตัวเอง ไม่ไหว ให้ขอตัวช่วย
4. รับผิดชอบสัมภาระของตัวเอง
.
ฉันบอกกับตัวเองในใจว่า “เก็บปากไว้ใช้ยามจำเป็นหรือมีประเด็นให้ชื่นชมนะตัวเอง”? เชื่อว่าแม่ๆ พ่อๆ หลายบ้านก็มักเป็นเช่นกัน ออกไปนอกบ้าน ยิ่งไปสถานที่ ๆ คิดว่าดูเสี่ยงอันตรายเช่นนี้ ก็มักจะเปลี่ยนสถานะจากแม่พ่อเป็น “ผู้กำกับ” บางคนหนักกว่าเป็น “ผู้บังคับบัญชาสูงสุดดดดดดด”? เป็นไหม 
.
บางคนรับบทหนักว่าเล่น 2 บทนี้ตลอดเวลาจนลูกหลับ? อยากร้องเป็นเพลง?? ”เหนื่อยไหมสิ่งที่เธอทำอยู่ สิ่งที่ฉันได้เคยเฝ้าดู(อีกทั้งยังเคย Do และยังมีเผลอหลุด) ยิ่งรู้ ยิ่งห่วงใย (เพราะเคยทำเลยเข้าใจทำเองเจ็บเองไม่ใช้แสตนอิน?) เหนื่อยไหมกับที่ต้องร้องไห้(อีกทั้งทำลูกร้องไห้) ที่คอยสั่งเขา กำกับเรื่อยไปแต่เขาก็ยังทำไม่ได้เลยยยยย”??
(โปรดใส่ทำนอง “เหนื่อยไหม” ของพี่เบิร์ดเข้าไป แล้วร้องวนไป ใครร้องไม่เป็นจะร้องให้ฟัง ถ้าได้เจอกันและถ้าไม่ลืมเนื้อร้อง คิดสดๆ ตอนนี้เลย?)
.
ฉันจึงอยากเป็นเพียง”โค้ช” ผู้อยู่เคียงข้าง สังเกตการณ์ แนะนำบ้าง คอยให้กำลังใจ เป็นที่พักใจยามเขาต้องการ ซึ่งเป็นเรื่องค่อนไปทางยากสำหรับฉัน? ก็ค่อยๆฝึกฝนพัฒนาต่อไป
.
น้ำตกชันตาเถร (ชัน????ตาเถร ชันจนบางทีอยากจะต้องอุทานในบางจุด? ”ตาเถรช่วย”) เป็นสนามฝึกได้อย่างดียิ่ง (ได้ฝึกทั้ง EF ตัวเอง และได้ฝึก EF ลูก ไว้มาเล่าอีกทีย่อๆ ว่าฝึกอย่างไร ได้อะไร) ตั้งอยู่อ.บางพระ จ.ชลบุรี 
.
ตัดตอนมาที่ มีจุดหนึ่ง เด็กชายคนหนึ่งที่ไปด้วยกันเกิดความกลัวในใจจนแสดงออกมาเป็นภาษากายเห็นได้ชัด เขาไม่พูด แต่หยุด…….นิ่ง…..แววตามีความรู้สึกกลัวชัดเจน(หากเราสังเกตใส่ใจเราจะเห็น)
.
ฉันปีนขึ้นก่อน หันมาส่งสายตาให้เขาฉันรออยู่ตรงนี้ เด็กน้อยหลบตา ฉันรอให้เด็กน้อยตัดสินใจ เขาก็ยังไม่พูดอะไร ฉันถาม “หนูรู้สึกกลัวเลยไม่ปีนตามมาใช่ไหมครับ “ (จริงๆ เรียกชื่อ “หนู” เป็นนามสมมุติ)เด็กน้อยพยักหน้า ฉันรับรู้ได้ว่าเด็กน้อยรู้สึกกลัวมากกก เพราะเดิมทีที่ผ่านมามีหลายจุดที่เขารู้สึกกลัว แต่ก็กล้าก้าวต่อจนมาถึงตรงนี้ได้ เขาจะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ หรือบางทีก็ใช้ภาษากาย คือ มองตายื่นมือมาให้ 
.
แต่จุดนี้ที่ดูอันตราย เขาคงไม่แน่ใจว่า ผู้ใหญ่ตัวเล็กแขนขาเล็กอย่างฉันจะช่วยเขาได้ เขาไม่วางใจที่จะฝากชีวิตไว้กับฉันซึ่งมันก็ธรรมดา(ดูสภาพแล้วอีป้าไม่น่าไหว?
.
ฉันประเมินตัวเองจากตรงนั้น ฉันมั่นใจว่า เราจะสามารถผ่านจุดนี้ไปด้วยกันได้แน่นอน ไม่ใช่แค่เชื่อในพลังของตัวเอง แต่ฉันยังเชื่อพลังในตัวเด็กน้อยด้วย
.
สักพักมีคุณพ่อๆ ท่านอื่นๆ ตามมา พวกเขาอยากช่วยเหลือและช่วยให้กำลังใจ แต่กลับกลายคล้ายเป็น “ยิ่งส่งพลัง ยิ่งกดดัน” และเด็กน้อยไม่วางใจคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักมักคุ้นอีก เขาก้มหน้าต่ำลง เกร็งตัว เม้มปาก ไม่สบตาใคร 
.
ฉันไม่รู้แน่ชัดว่าเขาคิดอะไรแน่ แต่รับรู้แน่คือความรู้สึกกลัว จากความที่เรามักคุ้นกันฉันเดาใจว่า เด็กน้อยน่าจะทั้งกลัวอันตราย กังวลถ้าลองปีนแล้วปีนไม่สำเร็จจะรู้สึกไม่ดีกับตัวเอง อายคนอื่น (มีเด็กผู้หญิงตัวเล็กกว่าเขาปีนนำไปสบายๆ) อีกใจก็ยังอยากปีนต่อไป เพราะบางช่วงเขาจะมองเลยผ่านฉันไปยังพี่ชายเขา (ลูกชายฉัน) เขาอยากตามพี่ไป 
+
ฉันขอบคุณทุกคนที่พยายามจะช่วยเด็กน้อยและขอให้เดินนำไปก่อน เพราะเด็กน้อยดูแล้วเขาไม่ยอมให้คุณพ่อท่านอื่นช่วยแน่ๆ 
.
เมื่อทุกคนไปแล้ว เหลือเพียง 2 เรา ฉันแสดงความเข้าใจเป็นคำพูดออกไปเพียงบางความรู้สึกของเขา(พูดหมดยาวไป?) เลือกเฉพาะความรู้สึกที่ชัดเจนอีกครั้ง(ช่วงนั้นมองบนตามคนที่ไปคล้ายอยากไปบ้าง) “ยังอยากปีนต่อใช่ไหม” ฉันถาม เด็กน้อยพยักหน้าตอบเม้มปาก 
.
ฉัน “หนูไม่เชื่อใจว่าน้าดาวจะช่วยได้ใช่ไหมครับ”
(ฉันลดตัวลงพยายามใกล้เขาให้ได้มากที่สุด ไม่ลงไป เพราะประเมินตัวเอง ช่วยดึงขึ้น มั่นใจกว่าดันตัวเขาขึ้น) 
.
เด็กน้อยเม้มปากแน่น ไม่สบตา สำหรับฉันนี่คือคำตอบ (ตอนที่ยื่นมือไป เด็กน้อยก็ไม่ส่งมือมา แม้กระทั่งสายตายังไม่แล?)
.
สามีคงแอบถ่าย เอ้ย!!! คอยเฝ้าดูอยู่นาน(ต้องขอบคุณสามีที่ถ่ายภาพไว้ เลยมีเรื่องมาเล่าพร้อมภาพ) เดินย้อนกลับมาช่วยอีกแรง เป็นคนที่้เขาคุ้นเคยและเป็นคนที่เขาไว้ใจมากกว่่าในสถานการณ์เช่นนี้ สามีลงไปและกอดเด็กน้อย 
+
ฉันยื่นมือไปอีกครั้ง ยิ้ม “น้าบิ๊กช่วยดันหนูข้างล่าง น้าดาวช่วยดึงมือหนูอยู่ข้างบน เชื่อตัวเองไหมว่าทำได้”
เด็กน้อยค่อยๆ ส่งมือมา แววตาเขายังมีความกังวล แต่ก็ฮึดสู้ปีนขึ้นออกแรง ไม่ใช่รอแค่ให้คนช่วยดึงและดัน
+
พริบตาเดียว เด็กน้อยที่ขี้กลัวไม่พูดคนนั้นเปลี่ยนไป เขายิ้ม (ปีนได้สำเร็จ) ฉันและสามีหยอดยาชูกำลัง(ใจ)ชื่นชม ในความกล้าเอาชนะความกลัวของเขา จากนั้นไม่เพียงแค่รอยยิ้ม แววตา ท่าทีเปลี่ยนกลับมาสดใสทรงพลังอีกครั้ง ส่งเสียงเจื้อยแจ้วพูดคุยเสียงน้อยยเสียงใหญ่ ตะโกนเรียกพี่ “ชนะใจตัวเอง” คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่และทรงพลังจริงๆ
+
เมื่อพวกเราเดินไปเจอผู้ใหญ่ใจดีทั้งหลายเห็นเด็กน้อย ก็กล่าวคำชมกันยกใหญ่ นี่ถ้่าใจพองแล้วลอยได้คงลอยขึ้นไปติดยอดไม้แล้ว?
+
กลับมาถึงบ้าน(มาเล่นกันต่ออีก?) พอมีจังหวะดีๆ ฉันถามเด็กน้อย “หนูครับเห็นใจตัวเองชัดไหม ในความกลัว มีอะไร” เด็กน้อยยิ้ม “ในความกลัว ก็มีความกล้าไง” โอ้ววววว โป๊ะเชะ โดนใจ ยิงเข้าประตูใจไปเต็มๆ
(โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ ถ้าสนุก?)