ไม่มีใครบนโลกใบนี้ที่ไม่มี”ปมด้อย” จะมากหรือน้อยเท่านั้น..หลายคนอาจมองว่าตัวเองมีปมด้อยมากเหลือเกิน แต่แท้ที่จริงเป็นแค่เพียง “นิสัยเสีย” แต่มีมากเสียจนมองว่า เป็นปมคาใจ แก้ไม่หายสักที
ทั้งๆที่รู้ว่าไม่ดี แต่แก้ไม่ได้ หรือไม่พยายามแก้ เมื่อเข้าไปอยู่ในวงสังคม ไม่สามารถปฏิสัมพันธ์หรือสื่อสารกับใครได้..ก็กลับกลายเป็น “ปมด้อย”ที่ถาวรตลอดกาล
เท่าที่ผมศึกษาพบว่า..ปมด้อยที่แท้จริงจะติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่ถ้าเกิดขึ้นภายหลัง..ก็ย่อมจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลง แก้ไขให้ดีขึ้นได้..ปมด้อยจึงเป็นเรื่องขำๆอย่าไปยึดมั่นถือมั่น อย่าไปเอามาเป็นอารมณ์
ก็แค่คิดว่า..คนเราก็ต้อง ขาด ตก บกพร่องกันบ้างเป็นเรื่องปกติธรรมดา มีใครบ้างล่ะที่สมบูรณ์พร้อม..คิดแค่นี้เอง..ปมด้อยก็ไร้ค่าโดยสิ้นเชิง
ผมทำมาแล้วได้ผล เพราะผมเกิดมาพร้อมปมด้อยและผมก็เชื่อมั่นว่ามันเป็นปมด้อยที่แท้จริง ผมเป็นคนขี้โรคตั้งแต่วันแรกที่เกิดมาดูโลก พอรอดตายมาก็ตัวเล็กและตัวเตี้ย ต่ำกว่ามาตรฐาน
จะกินมากแค่ไหน จะออกกำลังกายอย่างไร..ก็ไม่เจริญเติบโตมากไปกว่านี้ อายุมากขึ้นก็เริ่มจะเปรียบเทียบกับเพื่อนๆ ทำไมเราไม่เหมือนเขา..พอเปรียบเทียบก็เกิดทุกข์..ไม่อยากร่วมสังคมกับใคร คิดอยู่คนเดียวจนเกิดปม ที่เป็นส่วนที่ด้อยกว่าคนอื่น
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายหลัง..มาเชื่อมชนจนเกิดเป็นปมอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผมเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะปานกลาง ค่อนข้างยากจน พ่อกับแม่ไม่มีบ้านและที่ดินเป็นของตนเอง
ผมต้องประหยัดอดออม ไม่ยอมเที่ยวเตร่ อยากได้อะไรแล้วไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ขอเพียงครอบครัว อยู่ได้ พ่อแม่สบายใจก็พอ แต่ความรู้สึกมันห้ามกันยากว่านี่คือปมด้อยในชีวิตสุดๆ
ปมด้อย..สิงสู่ผมอยู่นาน สลัดไม่หลุด แต่ผมไม่ทำให้มันเป็นวิกฤติ แต่สร้างโอกาสให้ตัวเอง..ด้วยการตั้งใจเรียน อ่านหนังสือให้มาก แล้วเรียนจนจบให้ได้..
เรียนจบปริญญาตรี มีงานทำแล้ว ก็ยังศึกษาต่อปริญญาโท เรียนเก่งด้วยแล้วก็ทำงานเก่งขึ้นเป็นลำดับ อาชีพการงานมีแต่ความก้าวหน้า ฐานะมั่นคงมีทั้งบ้าน รถ ยศและตำแหน่ง และดำรงตนที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
พัฒนาตนเองจนได้เป็นผู้อำนวยการ..มีโรงเรียนเป็นของตนเอง มีครูและนักเรียนในสังกัด มีชุมชนและผู้ปกครองให้การยอมรับ..พอนึกย้อนกลับไปมองอดีต ก็รู้สึกตลกกับคำว่า “ปมด้อย” เพราะแท้ที่จริงมันไม่ได้ด้อย แต่มันคือส่วนหนึ่งของตัวเรา ที่ต้องยอมรับ..ที่ไม่ได้มีแต่เราคนเดียว...และไม่ได้เป็นเรื่องของคนส่วนน้อยด้วย..
ข้อคิดที่สำคัญที่สุดก็คือ..อย่าเปิดโอกาสให้ปมด้อยมาเกาะกินและรบกวนชีวิต เป็นเรื่องที่ไม่ฉลาดเลย และไม่ยุติธรรมกับชีวิตด้วย เพราะมันจะสร้างแต่ความอับอาย ท้อแท้ หมดหวังและเป็นทุกข์
สิ่งที่ควรทำทันทีก็คือ ละลายมันออกไปจากความรู้สึกเบื้องลึกเสีย ซึ่งผมก็ทำได้ โดยที่ปฏิบัติอย่างแรกก็คือ ยืดอกยอมรับมันอย่างเต็มใจ..
พอรู้สึกว่ามันไม่ใช่ปมด้อยอีกต่อไป..ก็เหลือแต่ปมเด่นที่พร้อมจะสร้างความดีงามแก่ชีวิต และทำชีวิตให้มีความสุข หากเราไม่มีความสุขเสียก่อน เราจะไปสร้างความสุขให้คนรอบข้างได้อย่างไร..ผมคิดเท่านี้เอง
เช่นเดียวกัน..ถ้าเราไม่ดูแลตัวเอง มัวแต่พะวงแต่ปมด้อย เราจะไปดูแลคนอื่นได้อย่างไร? ใครเขาจะกล้าพึ่งพาคนที่คิดถึงแต่เรื่อง..ปมด้อย..
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๖ กันยายน ๒๕๖๑
<p> </p><p> </p><p> </p><p> </p><p> </p><p> </p><p> </p><p></p>