โสภณ เปียสนิท
..............................
เนื่องจากผมเองอยู่ในแวดวงการศึกษามานานปี นานพอที่จะรับรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการศึกษาที่ชาวบ้านกล่าวหามหาวิทยาลัยและสถานศึกษาในประเทศไทย ว่า มหาวิทยาลัยเป็นตัวการสำคัญที่พรากลูกพรากแม่ พรากเยาวชนออกจากชุมชน เพราะเด็กและเยาวชนที่จบการศึกษามาแล้ว ไม่อาจกลับไปทำงานกับครอบครัว กับชุมชนที่จากมาได้ การณ์กลับเป็นตรงกันข้าม เด็กเยาวชนเมื่อจบการศึกษาแล้ว กลับไปทำงานอยู่กับเจ้านายที่เป็นราชการต่างถิ่นโดยส่วนมาก ไปทำงานในเมืองใหญ่กับเจ้านายเอกชน
หลายทศวรรษที่ผ่านมาเห็นได้ว่า ในชนบทส่วนมากเหลือแต่เด็กและเยาวชนที่ไม่ผ่านการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ส่วนผู้จบการศึกษาไปทำงานในเมือง แถมส่งบุตรหญิงชายไปอยู่ชนบท ให้พ่อแม่ปู่ย่าเลี้ยงดู ถึงเทศกาลสำคัญต่างๆ ต่างพากับกลับบ้านฐานถิ่นในชนบท มีคนตายเพราะการเดินทางหนาแน่น ปีละหลายร้อยคน
ในหลักสูตรของคณะบริหารธุรกิจ มีวิชาหนึ่งชื่อ การวางแผนธุรกิจ สอนให้นักศึกษารู้จักคิดวางแผนธุรกิจของแต่ละคน ผมเองสอนในรายวิชาอื่นที่เกี่ยวข้องกับภาษาอังกฤษธุรกิจ แม้จะมุ่งเน้นไปที่การเรียนการสอนภาษาอังกฤษ แต่แน่นอนย่อมมีเรื่องราวของธุรกิจประกอบไปด้วยทุกรายวิชา
ลองคิดเล่นๆ ว่าจะสอนแผนธุรกิจอย่างไรให้ผู้สำเร็จการศึกษากลับไปอยู่บ้าน ในชุมชนของแต่ละคน ผมค่อยๆ คิดวางแผนสอนให้นักศึกษารู้สึกรักบ้านเกิดด้วยการกำหนดเงื่อนไขในการเขียนแผนธุรกิจว่า ต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษ บางรายอาจเริ่มเขียนด้วยภาษาไทยก่อนก็ได้ ต้องเขียนวางแผนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว หรือชุมชนของแต่ละคน อันดับแรกให้ทุกคนคิดก่อนว่า แต่ละคนแต่ละท้องถิ่นมีทรัพยากรอะไรอยู่ให้วางแผนต่อเนื่องจากฐานเหล่านั้น
เมื่อนักศึกษาขอให้ยกตัวอย่าง จึงขอให้พวกเขาลองคิดดูว่า แต่ละคนมีที่ดินของครอบครัวของตัวเองอยู่จำนวนเท่าใด สองสามคนบอกว่า ไม่มีที่เดินเป็นของครอบครัวเลย นอกจากบ้าน นอกนั้นมีที่ดินของครอบครัวจำนวนจากหนึ่งไร่ขึ้นไป จนถึงหลายร้อยไร่ น่าคิดว่า การศึกษาในมหาวิทยาลัยจะเชื่อมโยงความรู้ทั้งหมดทั้งมวลเข้ากับทรัพยากรของเยาวชนเหล่านั้นได้อย่างไร จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด
เบื้องต้น ลองวิเคราะห์กันก่อนว่า ตอนนี้ในชุมชนของเราตอนนี้ใช้พื้นที่ทำอะไรกันบ้าง บางคนปลูกอ้อย บางคนปลูกมัน บางคนปลูกมะขามป้อม บางคนปลูกผักหวานป่า บางคนไม่ปลูกแต่ตัดไม้ในป่าบ้าง ในที่ดินส่วนบุคคลบ้าง บางคนปลูกสองสามอย่างในพื้นที่ของตน หลายครอบครัวตัดไม้จากป่าสงวนของกรมป่าไม้ เพราะเคยตัดไม้มาแต่เดิม ไม้ยืนต้น ไม้ไผ่ไม้รวก ปัจจุบันป่าเหลือน้อยลงทุกที ชาวบ้านจึงตัดไม้เหล่านี้เพื่อเลี้ยงครอบครัว เสียดายที่ป่าชุมชนหมดไปแล้ว เพราะที่ดินว่าง กลายเป็นของกรมป่าไม้บ้าง เป็นของนายทุนบ้าง ชาวบ้านจำนวนมากขายที่ดินแล้วกลับไปทำงานรับจ้างในที่ดินของตนเองที่เคยขายไป ที่ดินหลายแปลงรกร้างว่างเปล่าเพราะคนซื้ออยู่ต่างถิ่น นานๆ แวะมาดูที่ครั้งหนึ่ง
ให้นักศึกษาคิดแผนธุรกิจจากที่ดินเหล่านั้น คนที่ไม่มีที่ดินเป็นของครอบครัว ก็ให้คิดต่อยอดจากทรัพยากรที่ชุมชนมีว่าจะเข้าไปดำเนินการเติมเต็มในส่วนที่ยังขาดอยู่ได้อย่าง
ผมเริ่มต้นด้วยการบอกเล่า เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของล้นเกล้ารัชกาลที่9 ที่พระองค์ทรงสอนไว้ให้แก่พสกนิกรของพระองค์ เพื่อเป็นการปูพื้นฐานทางความคิดให้พวกเขา เรื่องราวของการพึ่งตนเอง เป็นหลักการแรกที่ต้องคิด เพราะการพึ่งตนเองได้ ยืนบนขาตนเองได้ เป็นฐานหลักขึ้นตนของคน ของครอบครัว ปลูกหลากหลายเพื่อให้ไม่ต้องซื้อเขากิน ตามหลักการปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก ซึ่งเป็นฐานความคิดที่ง่าย เพราะคนเราต้องกินทุกคน เมื่อกินสิ่งใดก็พยายามปลูกสิ่งนั้น ความคิดนี้อาจต่อยอดทำให้เจ้าของความคิดรู้สึกรักที่ดินของตน อยากได้ครอบครองที่ดิน ไม่คิดขายที่ดินของตนอีกต่อไป
เรื่องราวของป่าสามอย่าง ประโยชน์สี่อย่าง ที่พ่อหลวงรัชกาลที่9 ทรงสอนไว้ ป่าไม้ผลกินได้ต่อยอดมากจากข้อข้างบน กินทุกอย่างที่ปลูก หรือปลูกทุกอย่างที่กินทั้งชนิดอายุสั้น เช่น ถั่วงอก เห็ด หัวหอม กระเทียม กระเจี๊ยบเขียว ฯลฯ และอายุยาวหน่อย เช่นผักหวานป่า ผักหวานบ้าน มะรุม ขี้เหล็ก มะขาม ฯลฯ ส่วนป่าไม้ใช้สอยนั้น จำพวกป่าไม้ระดับสูง เช่นสัก ยางนา ตะเคียนไว้ปลูกทำบ้าน ทำเตรียงตั่งเครื่องใช้ไม้สอยอื่นๆ อีกมากมาย ป่าไม้เศรษฐกิจไม้กระถินยักษ์ ไม่ยูคา เป็นต้น
เรื่องของการเดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง หลักการนี้ พ่อหลวงทรงตรัสสอนไว้เพื่อไม่ให้เป็นหนี้ การกู้หนี้ยืมสินไม่ว่าจะมาจากไหน ไม่ดีทั้งนั้น เพราะจะเสียดอกเบี้ย ไม่ว่าน้อยหรือมากก็เสีย เพราะทำให้เราต้องหาเงินมาใช้หนี้ดอกเบี้ย ทำงานมากขึ้น เพื่อหามากิน และหามาใช้หนี้ เว้นไว้เสียแต่ว่า จำเป็นจริงๆ แต่ต้องหาแนวทางการใช้คืนอย่างรวดเร็ว เพื่อจะได้ลดภาระของตนลง ความหมายของข้อนี้คือ ค่อยๆ เริ่มทำไปใช้เงินให้น้อยสุด ใช้แรงให้เต็มความสามารถ
เรื่องของการกิน แจก แลก ขาย เรื่องนี้ก็สำคัญ เพราะจุดเน้นเปลี่ยนไปจากการหาเงิน แต่หากินแทน ทำอะไรก็ได้ เพื่อแก้ปัญหาขั้นพื้นฐาน คือการไม่มีกิน ต้องให้มีกินก่อน กินอะไรก็ปลูกอันนั้นสิ่งนั้น กินแล้วเหลือค่อยนำไปแจกญาติพี่น้องบ้านใกล้เรือนเคียง เหลืออีกค่อยไปแลกกับคนอื่น เช่นเรามีข้าวมากก็เอาไปแลกกะปิน้ำปลา มีมะระกอมากก็เอาไปแลก กระเทียม หัวหอมมากินมาใช้ไป สุดท้ายยังเหลืออีกจึงค่อยขาย คราวนี้เป็นกำไรล้วนๆ เลย แนวคิดวิธีนี้คือวิธีการที่จะผลักดันให้เราพ้นภาวการณ์เป็นทาสของเงิน
เริ่มบอกเล่าเรื่องราวการเกษตรของบางประเทศ ใช้ที่ดินหนึ่งไร่เลี้ยงหนึ่งครอบครัว ในหนึ่งไร่นั้นมีการเลี้ยงสัตว์ชนิดต่างๆ ตามความถนัด และความเหมาะสมกับพื้นที่ เช่นการเลี้ยงปลาชนิดต่าง เลี้ยงกบ เลี้ยงแพะ แกะ เป็ดไก่ห่าน วัวควาย ม้า ฯลฯ เลี้ยงปลาอย่างไรให้พอดีกับความสามารถของตนเอง ค่าอาหารทำอย่างไรให้ประหยุดสูงสุด เช่นการหาวัสดุท้องถิ่นเท่าที่มีเป็นอาหารปลาเพื่อลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ทุกอย่างประณีตหมด เพราะเนื้อที่มีจำกัด ใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จนสามารถดำรงชีพได้ทั้งครอบครัว
แล้วจึงมอบหมายงานให้ทุกคนเขียนแผนธุรกิจของตนเอง โดยผูกโยงกับปัจจัยพื้นฐานจากบ้านตนเองเข้ากับการศึกษาที่เรียนอยู่ที่คณะบริหารธุรกิจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักศึกษาเกิดแนวคิดเบื้องต้นว่าจะนำวิชาความรู้ที่ได้เรียนไปประยุกต์ใช้ที่ชุมชนของตนเองได้อย่างไรบ้าง โดยทุกวิชาในคณะบริหารธุรกิจนำไปเกี่ยวข้องได้
นักศึกษาบางคนมีที่ดิน 5 ไร่ คิดแผนธุรกิจมาว่า จะสร้างบ้านพักแบบโฮมสเตย์สองสามหลัง ปลูกพืชผักที่กินได้ ใช้งานได้ นำไปขายได้ คัดสรรพืชผักหายากมาปลูกเพื่อใช้เป็นตัวเรียกร้องความสนใจ แบ่งที่ดินให้เป็นส่วนๆ ทำนาส่วนหนึ่ง บ้านพักส่วนหนึ่ง ปลูกพืชผักสวนครัวอีกส่วนหนึ่ง ขุดบ่อรองรับน้ำส่วนหนึ่ง ใช้โฆษณาผ่านโซเชี่ยลทุกด้าน
เมื่อถึงเวลานำเสนอให้ในห้องเรียนช่วยกันซักถามความเป็นไปได้ของแผนธุรกิจ เกิดคำถามขึ้นมากมาย หลายคนตั้งคำถามน่าสนใจ เช่น เมื่อเรียนจบระดับปริญญาตรีแล้วกลับไปอยู่บ้านชนบทที่ค่อนข้างจะห่างไกลเมือง จะอยู่ได้หรือ อยู่ได้ เพราะเป็นบ้านของเราเอง เราคุ้นเคยมีคนรู้จักมากมาย มีญาติพี่น้องคอยช่วยเหลือ กลับดีเสียอีกด้วยซ้ำ มีความอบอุ่นใจมากกว่าไปรับจ้างทำงานที่เมืองใหญ่ไกลบ้าน พอถึงช่วงเทศกาลก็ต้องเดินทางกลับบ้านจนถนนแน่นขนัด บางรายถึงกับเสียชีวิตด้วยซ้ำ
บางคนถามว่า จะมีรายได้พอจุนเจือครอบครัวหรือไม่โดยวิธีการอย่างไร นักศึกษาตอบแบบง่ายๆ ตามแนวทฤษฏีในหลวงล้นเกล้ารัชกาลที่9 เปลี่ยนมุมมองจากเงินเป็นตัวตั้ง เป็นมีอยู่มีกินเป็นตัวตั้ง เช่นเพาะถั่วงอกไว้กิน เหลือจึงขาย ปลูกพืชสวนครัวไว้กินเองจะได้ไม่ต้องซื้อ เลี้ยงเป็ดไก่ไว้ขายไข่หรือเป็นแหล่งโปรทีน เลี้ยงกบไว้กินแมลง และไว้ขายด้วย แล้วค่อยๆ เพิ่มพืชสัตว์ให้เต็มพื้นที่ เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์มั่นคงมั่งคั่ง
อีกคำถามหนึ่ง แล้วบ้านพักแบบโฮมสเตย์ที่ห่างไกลในชนบทจะมีคนมาพักหรือ น่าจะมีบ้างจากน้อยไปหามาก แรกๆ เชิญชวนเพื่อนๆ ไปเที่ยวบ้าน และฝากให้ช่วยกันประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวรอบๆ หมู่บ้านว่ามีสิ่งใดนำเสนอได้บ้าง รอบๆ บ้านผมมีไร่ผักหวานป่า มีผู้ชำนาญการทำไร่อ้อยไร่มัน มีแม่น้ำสายสำคัญผ่านหมู่บ้าน มีไร่ส้มโอ มีคอกม้าให้ขี่ม้าเล่นรอบหมู่บ้าน มีคอกช้าง ให้ขี่ช้างเล่นได้ด้วย มีสวนมะม่วงหาวมะนาวโห่ และมะขามป้อมให้เยี่ยมชม ระยะทางสำหรับสถานที่ท่องเที่ยวรอบหมู่บ้านสักเท่าไร นักศึกษาตอบว่า ไม่น่าจะเกิน 10 กม.
ยังมีแนวคิดเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวรอบหมู่บ้านเพื่อดึงดูดความน่าสนใจอีกหรือไม่ นักศึกษาตอบว่า จะฝึกนักเรียนที่โรงเรียนใกล้บ้านตามโครงการมัคคุเทศก์น้อย ให้มีความรู้เกี่ยวกับต้นไม้แต่ละต้นในสวน สามารถนำเสนอแก่นักท่องเที่ยวทั้งที่เป็นชาวไทย และชาวต่างชาติ โดยเริ่มจากวิธีการง่ายให้นักเรียนเรียนรู้คนละต้นก่อน โดยสามารถบอกเล่าเรื่องราวของต้นไม้แต่ละต้นได้อย่างครอบคลุม เกี่ยวกับชื่อ ความเป็นมา สรรพคุณทางยา และการใช้สอยไม้นั้นๆ และหาความแปลกใหม่เพิ่มเติม เช่นว่านประจำราศีต่างๆ ต้นไม้มงคลประเภทต่างๆ เพื่อให้เรียกร้องความน่าสนใจเพิ่มขึ้น
และที่สำคัญ เตรียมพันธุ์ไม้ต่างๆ ไว้ขายให้กับผู้ที่สนใจเรื่องต้นไม้โดยเริ่มเพาะจากต้นไม้ที่เพาะพันธุ์ขยายพันธุ์ได้ง่ายๆ เช่นต้นกระดุมทองพืชคลุมดิน ต้นคะน้าไชยาที่กินได้ มีรสชาติคล้ายๆ คะน้าทั่วไป ปักชำกิ่งไว้ในกระถางเล็กๆ เมื่อลูกค้าไม่สนใจจะซื้อสินค้าเหล่านี้ เราก็ทำประชาสัมพันธ์ด้วยการแจกคนละต้นสองต้น เพื่อให้ลูกค้าเกิดความสนใจ
อีกอย่างหนึ่งผมคิดจะขาย “ขี้ดิน” คือผมจะเอาดินหลังบ้านนี่แหละมาผสมกับขี้สัตว์ หรือมูลสัตว์ชนิดต่างๆ มาผสมกับวัสดุเหลือใช้ เช่นเศษไม้ใบหญ้า เศษอาหารในห้องครัวมาผสมทำปุ๋ยไว้ขายต่อไป