เรื่องคูปองครู..ที่ประสบความสำเร็จ ในด้านประชาสัมพันธ์งานนโยบาย แต่สับสนวุ่นวายในระดับเขตพื้นที่ จนทำให้ครูไม่ได้ไปอบรมสัมมนานับหมื่นคน เงินงบประมาณก็เลยเหลือ..เราจะพูดว่า “ทำเพื่อ..”ก็ไม่ได้ เพราะคนคิดเป็นด๊อกเตอร์และผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ

             ผมกำลังนึกถึง..สุภาษิตและคำพังเพยของไทย ที่มีความหมายไปในทางการพูด..ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไม่มีคำว่าล้าสมัย..

            เช่น พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง..ปลาหมอตายเพราะปาก..ขวานผ่าซาก..ปากหวานก้นเปรี้ยว..ปากว่าตาขยิบ สาวไส้ให้กากิน และปากปราศัยน้ำใจเชือดคอ ฯลฯ

            เป็นตัวอย่างทางคำสอน..ที่ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการใช้วาจาหรือคำพูด..ที่พึงสำรวมหรือระมัดระวัง เพื่อให้เกิดผลดีมากกว่าผลเสีย

            ยังไม่รวมถึงความรู้สึกที่เก็บไว้เคียงข้างคำพูด แต่ไม่ต้องนำออกมา อาทิ น้ำขุ่นไว้ข้างใน น้ำใสไว้ข้างนอก..พกหินดีกว่าพกนุ่น..และติเรือทั้งโกลน เป็นต้น

            ในบางอารมณ์คนเราอาจนึกไม่ถึงและคิดไม่ทัน ที่จะนำมาใช้ จึงตัดสินใจใช้คำพูด ซึ่งดูจะง่ายกว่า สั้น กระชับ แม้ว่าจะฟังดูห้วนเกินไป ไม่ต้องเป็นประโยค มีแค่คำกริยาอาการ ไม่ต้องมีกรรม..คือ “ทำเพื่อ....”

            “ทำเพื่อ..” เป็นคำพูดที่ยังทันสมัย มีแนวโน้มที่จะอยู่ไปอีกนานเท่านาน ตราบที่ยังมีคนที่ทำอะไรแบบไม่ทันได้คิด และไม่อยากคิดอะไร..ก่อนที่จะพูด...

            จริงๆแล้ว..”ทำเพื่อ..”เป็นอื่นไม่ได้เลย นอกจากเป็นคำตำหนิ..วิจารณ์..และครอบคลุมไปถึงคำ “นินทาว่ากล่าว” ไม่ได้มีไว้ให้พูดเล่นลอยๆ

            คนที่จะพูดคำนี้ได้ มักจะเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีอำนาจวาสนา หรือมีความมั่นใจในตัวเองพอสมควร..

            แต่คนเหล่านี้..น้อยนักที่จะพูดต่อหน้า โดยส่วนใหญ่แล้วจะพูดลับหลังเสียมากกว่า..แบบพูดถึงบุคคลที่สาม ที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้น  มีเหมือนกันที่พูดให้ได้ยินต่อหน้า คือใช้วิธีนินทาในระยะเผาขน..

            คนกันเอง.หรือเพื่อนสนิท..จะไม่พูดคำนี้พร่ำเพรื่อ เพราะคำว่า “ทำเพื่อ.”.เป็นคำที่ค่อนข้างหนัก.. มีสาระและมีนัยแฝงอยู่..ไม่จำเป็นจะไม่มีใครอยากพูดซึ่งๆหน้า เพราะคนฟังที่เป็นต้นเรื่อง..จะรู้สึกเจ็บ

            จะว่าไปแล้ว..ผู้ใหญ่ใช้พูดกับผู้น้อยก็คงได้ แต่ก็อีกนั่นแหละ มันห้วนและสั้นจนไม่น่าจะนำมาพูดเล่น เพราะมันไม่ช่วยสร้างสรรค์หรือไม่สามารถแนะนำหรือสอนงานอะไรได้เลย..

            ผมคิดว่าถ้าไม่อยากใช้คำว่า..ทำเพื่อ..กับใคร ก็ไม่ควรนำมาพูดให้ติดปากจนเป็นนิสัย ก็แค่..ให้อภัยซึ่งกันและกัน แต่การให้อภัยก็ต้องมีเหตุผลรองรับพอสมควร

            สุภาษิตและคำพังเพย..เกี่ยวกับการพูดอาจนึกไม่ทัน ก็คิดไว้แล้วกันว่า..ทุกคนก็มีหลักการและเหตุผลของตน ความแตกต่างในแต่ละบุคคล ทั้งความรู้และประสบการณ์ ทำให้คิดและทำไม่เหมือนกัน นี่คือหลักคิดง่ายๆขั้นพื้นฐาน

            เป้าหมายของแผนงาน ปัจจัยในองค์ประกอบและสิ่งแวดล้อม อาจเป็นเหตุผลให้คนเราต้องตัดสินใจและเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่เลือกและไม่ทำให้เหมือนใคร..ดังนั้น..จึงอย่าไปด่วนสรุปใคร หรือตัดสินใคร เพียงแค่ว่า เขาคิดไม่เหมือนกับเรา

            ยกตัวอย่างนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการก็ได้ ผมไม่เคยพูดว่า..ทำเพื่อ..กับใครเลย..แค่คิดในใจแล้วก็ขำๆ ก็สะใจแล้ว..

            วันก่อน..บอกว่าเหลืองบประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ใครได้ยินก็คงหัวเราะงอหาย คือถ้า ๓,๐๐๐ ล้านจริงๆ เขาไม่เรียกว่าเหลือ..ต้องพูดว่าบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ..

            เรื่องคูปองครู..ที่ประสบความสำเร็จ ในด้านประชาสัมพันธ์งานนโยบาย แต่สับสนวุ่นวายในระดับเขตพื้นที่ จนทำให้ครูไม่ได้ไปอบรมสัมมนานับหมื่นคน เงินงบประมาณก็เลยเหลือ..เราจะพูดว่า “ทำเพื่อ..”ก็ไม่ได้ เพราะคนคิดเป็นด๊อกเตอร์และผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ

            ในขณะที่เขตพื้นที่การศึกษาฯทำงานอะไรไม่ได้เลย เพราะ ขาดงบประมาณ ที่จะนิเทศติดตามและแก้ปัญหาการเรียนการสอนของโรงเรียน..เพราะมีคนบางคนเอางบประมาณไปกองไว้ที่ส่วนกลาง..สุดท้ายก็บอกว่าเงิน “เหลือจ่าย”

            ผมน่ะ..ให้อภัยอยู่แล้ว ผู้บริหารระดับสูงเขาย่อมมีหลักการและเหตุผลมากมาย อย่างน้อยก็มากกว่าที่จะใช้คำว่า “ทำเพื่อ...”

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๒๙  สิงหาคม  ๒๕๖๑

            <p>            </p><p>  </p><p>            </p><p></p>