ความรู้ย่อมไม่มีวันสิ้นสุด ผู้ถ่ายทอดความรู้ก็ย่อมหาทางถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์อย่างไม่สิ้นสุดเช่นเดียวกัน
ช่วงเช้าของวันที่ 22 สิงหาคม 2561 ผมได้มีโอกาสเดินทางไปยังโรงเรียนบ้านหินลาด ตำบลท่าสองคอน อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม เพื่อพบกับคุณครูศิริลักษณ์ ชมภูคำ เนื่องด้วยพวกเรานิสิตชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้รับมอบหมายจากศูนย์ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ให้จัดทำคลิปวิดีโอเกี่ยวกับธรรมชาติการเรียนรู้ของผู้เรียนและกาจัดการเรียนรู้ของครูที่ดี จากการประชุมของเพื่อน ๆ ในชั้นปีและคำแนะนำจากท่านอาจารย์ ดร.ดนิตา ดวงวิไล ทำให้ที่ประชุมได้ข้อสรุปคุณครูต้นแบบ ผลิตนวัตกรรมสำหรับนักเรียน
การเดินทางจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มุ่งหน้าสู่ชุมชนบ้านหินลาด ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร เมื่อไปถึงโรงเรียนก็ถือว่าเป็นบรรยากาศโดยทั่วไปสำหรับโรงเรียนในชนบทอีสาน เมื่อสอบถามน้อง ๆ นักเรียนเราจึงได้ไปพบกับคุณครูบนอาคารเรียน บรรยากาศของห้องเรียนที่พบเจอคือความสงบ นักเรียนทุกคนตั้งใจเรียนและตั้งหน้าทำงานที่คุณครูได้รับมอบหมาย
เมื่อเจอกัน เราเริ่มต้นที่การแนะนำตัว บอกจุดประสงค์ของการมาพบคุณครูในครั้งนี้ บรรยากาศยามเช้า และความสงบของห้องเรียนทำให้คุณครูได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกับพวกเราอย่างออกรส สิ่งที่เองที่ทำให้ผมอยากเขียนบันทึกเรื่องราวเอาไว้เพื่อกันลืม
ประเด็นแรกที่ได้ชวนพูดคุยคือจุดเริ่มต้นของการพัฒนานวัตกรรมสำหรับการเรียนการสอนว่าคุณครูมีแรงบันดาลใจในการพัฒนามาจากไหน คุณครูกล่าวว่า “สิ่งสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมคือการสังเกตผู้เรียนที่อยู่ในห้องเรียน ว่าเขามีปัญหาเรื่องใดและเราควรส่งเสริมในเรื่องใด เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเองมากที่สุด” ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับคุณครูท่าน ว่าแรงบันดาลของการพัฒนาควรเริ่มจากตัวเราเองก่อนและปรารถนาดีกับผู้เรียน จากจุดนี้เองที่ทำให้คุณครูมองหานวัตกรรมและกระบวนการในการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเริ่มต้นจากการสังเกตพฤติกรรม ออกแบบนวัตกรรม และทดลองใช้
สิ่งสำคัญที่คุณครูแลกเปลี่ยนก็คือ การให้รุ่นพี่นักเรียนเป็นนักเรียนจิตอาสาในการดูแลน้อง ๆ ที่ประสบปัญหาการอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญของผู้เรียนทุกระดับชั้น เนื่องด้วยองค์ความรู้ต่าง ๆ สื่อสารกันผ่านภาษาเขียน เพราะฉะนั้นหากนักเรียนขาดทักษะนี้ไปก็จะเป็นปัญหาในทุกรายวิชา
ประเด็นที่สองคือการสร้างนวัตกรรม คุณครูบอกว่าเกิดขึ้นในห้องเรียนและมาจากการถอดบทเรียนของตนเอง สรุปอุปสรรค ปัญหาและแนวทางแก้ไข พยายามวิเคราะห์ผู้เรียนว่าเกิดปัญหาในเรื่องใดแล้วนำมาออกแบบกิจกรรม ก่อนพัฒนาสู่นวัตกรรม ซึ่งสามารถใช้ได้ดีในนักเรียนทุกระดับชั้นที่มีปัญหาอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ซึ่งเป็นคิดว่าสิ่งนี้เองที่ครูรุ่นใหม่ควรพยายามหันมามองบริบทในห้องเรียน พร้อมกับถอดบทเรียนนักเรียนและตนเอง เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาของผู้เรียนที่เกิดขึ้นในห้องเรียน
จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งนี้ ผมได้เห็นกระบวนการสำคัญของครู คือต้องเป็นผู้คิดค้น ออกแบบและแก้ปัญหา เพื่อพัฒนาศักยภาพของนักเรียนให้มนุษย์ที่สมบูรณ์ให้ได้ สิ่งสำคัญอันดับที่ต้องคำนึงถึงก็คือความรัก ห่วงใยและความปรารถนาดีต่อศิษย์ของตน








