สามก๊กเป็นเรื่องราวในประวัติศาสตร์แม้จะมีเรื่องจริงบ้างไม่จริงบ้างปนเปเข้ามาแต่ก็มีเนื้อหาที่สร้างแรงบันดาลใจไม่น้อยวันนี้ผมมีเรื่องราวที่ผมรู้สึกได้แรงบันดาลใจเรื่องหนึ่งโดยเกิดจากคำถามหนึ่งคือทำไมคนจึงไปร่วมกู้ชาติกับเล่าปี่ทั้งๆที่มองเห็นความสำเร็จได้ยากมากจะว่าไปไม่รู้จะมีที่ซุกหัวนอนวันนี้หรือเปล่าครอบครัวจะไปไหม ทำไมมีคนเก่งเช่นกวนอูขงเบ้งและคนอื่นตามมาทำงานเป็นพรวน .
คุณอาจเห็นไม่ชัดมาเทียบกับยุคปัจจุบันเอาเป็นว่าถ้าเป็นยุคใหม่องค์กรที่คุณอยู่มีผู้บริหารสามคนพรุ่งนี้ไม่รู้ว่ามันจะยังอยู่ไหม คุณจะได้เงินเดือนหรือเปล่าคุณอาจต้องไปอยู่บริษัททุกวันไม่ได้กลับบ้านสองสามปีชีวิตนี้ไม่รู้จะมีความมั่นคงไหม .. คุณอาจไม่มีโอกาสได้พาลูกไปส่งโรงเรียนอนุบาลกลับบ้านลูกเมียคุณอาจหายไปไหนไม่รู้คุณจะกล้าทำงานที่นี่ไหมครับ ถ้าทำก็บ้าแล้ว..นี่แหละครับก๊กของเล่าปี่ช่วงเริ่มต้น..
ก๊กนี้เริ่มจากสามคน..สามคนครับสามคน..สามคนที่ร่วมกันก่อร่างสร้างประเทศขนาดใหญ่จ๊กก๊กกินพื้นที่ 485,000 ตร.กม. เกือบเท่าประเทศไทย ... อยู่ได้เกือบ 42 ปี สร้างประวัติศาสตร์เล่าขานกันมานับพันปี ..
ถ้าคุณคิดว่าธรรมดาอีกคุณลองถามตัวเองสิครับเคยเห็นคนสามคนรวมหัวกันทำอะไรได้ขนาดนี้ไหมครับ ...
เอาแค่ตั้งร้านกาแฟพื้นที่ 10 ตารางเมตร หลายคนยังไปไม่รอดสองสามปีก็ไปแล้วไม่ต้องพูดถึง 42 ปี
นี่จึงไม่ใช่การรวมตัวของคนสามคนที่ไหนก็ได้..ที่จะสร้างปรากฏการณ์ได้ขนาดนี้แสดงว่ามันเป็นปรากฏการณ์ที่สุดพิเศษ จะว่าไปเหลือเชื่อด้วยซ้ำ
แล้วเราจะอธิบายปรากฏการณ์เหลือเชื่อนี้ได้อย่างไร?
ผมมองนึกเรื่องหนึ่งครับคือทฤษฎีชนเผ่า (Tribe) โดยปรมาจารย์ด้านบริหารชื่ออาจารย์เซ็ทโกดิน ...ท่านนี้มองปรากฏการณ์ของขบวนการที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมขนาดใหญ่ต่างๆแล้วสร้างทฤษฎีนี้ออกมา..
ท่านบอกว่า...เริ่มเลยคนทุกคนในสังคมอยู่ร่วมเป็นกลุ่มทุกกลุ่มมองหาผู้นำครับ .. มนุษย์เอาตัวรอดมาตลอดประวัติศาสตร์ได้ด้วยการรวมตัวเป็นชนเผ่า (Tribe) ชนเผ่าพวกนี้เป็นอย่างไร...เรามาดูจากทฤษฎีชนเผ่ากัน ชนเผ่าประกอบด้วยกลุ่มคนที่มีเป้าหมายเดียวกันและผู้นำ
สังเกตุไหมครับเราจะเห็นชนเผ่าเต็มไปหมดรอบตัวเรา เรามีกลุ่ม มีจุดหมาย และมีผู้นำ ... มีกลุ่มเม๊ามอย กลุ่มนินทานาย กลุ่มอะไรท่วมโลก แต่ไม่สามารถทำอะไรได้เยอะมาก.. แต่ที่ทำอะไรได้ก็มาก ..น่าศึกษานะครับ
เออจริงถ้าดูจากทฤษฎีชนเผ่า
เผ่าเล่าปี่สามคนสร้างประเทศได้กับชนเผ่าสามคนที่รวมกันสร้างร้านกาแฟแล้วเจ๊งอย่างไรหรือชนเผ่าใน Office ที่ได้แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือด่าที่ทำงาน ... ต่างกันยังไง..เพราะมันมีองค์ประกอบเหมือนกันเป็นคือมันประกอบด้วยกลุ่มคนการมีเป้าหมายเดียวกันและผู้นำ
อาจารย์ Seth บอกว่าว่าต่างกันที่เผ่าที่เปลี่ยนโลกได้เหล่านี้มีเป้าหมายทางสังคมที่ยิ่งใหญ่ดีงามไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาความอยุติธรรมของสังคมในระดับท้าทายมากๆเกินตัวมากๆเช่น Wikipedia ที่มีคนจำนวนมหาศาลทั่วโลก ..ไม่ได้เป็นลูกจ้างองค์กรนี้ต่างมาร่วมกันเพื่อพัฒนาสารานุกรมสำหรับมนุษยชาติอย่างทุ่มเทแรงใจไม่มีค่าตอบแทน..
Wikipedia เกิดจากผู้ก่อตั้งที่เชื่อว่าการสร้างความรู้ให้กับมนุษยชาติไม่ควรอยู่ในมือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแค่บอกเท่านี้ก็เริ่มมีคนเห็นด้วยเริ่มหาทุนได้ที่สุดเกิดเป็นคลังความรู้แห่งมนุษยชาติตอนหลังมีการตรวจสอบ Wiki ก็พบว่ามีความน่าเชื่อกว่าสารานุกรมแบบเดิมๆที่ขายโดยบริษัทใหญ่ๆที่คนจะเข้าถึงได้ต้องมีเงินเท่านั้นตอนนี้ใครๆก็เข้าถึงคนทุกมุมโลกสามารถเข้าไปมีส่วนในการสร้างคลังความรู้อย่างเป็นระบบได้ไม่ใช่นักวิชาการบางกลุ่มในบางบริษัทเท่านั้น.. ... นี่ก็เป็นการเคลื่อนไหวทางภูมิปัญญาครั้งสำคัญของมนุษยชาติ.. นี่คือสุดยอดชนเผ่า...ชนเผ่าที่มีเป้าหมายยิ่งใหญ่ดีงามร่วมกัน..เท่าที่ดู Wikipedia อาณาจักรทางปัญญาก็เริ่มจากคนสองสามคน..
No-Kill Movement of America เป็นขบวนการไม่ฆ่า (หมาแมวจรจัด) แห่งอเมริกา เกิดจากผู้ก่อตั้งเห็นว่าในซานฟรานถ้าเทศบาลจับหมาจรจัดได้จะขังไว้สองสามวันหลังจากนั้นไม่มีใครมารับกลับก็จะกำจัดทิ้งทันทีผู้ก่อตั้งเลยบ่นออกมาดังๆว่าคนเราน่าจะเมตตากว่านี้บ่นไปไม่กี่ครั้งก็มีคนมาถามว่าแล้วจะทำอย่างไรดีผู้ก่อตั้งบอกว่าเราต้องช่วยกันเปลี่ยนกฏหมาย แล้วก็มีคนอาสาช่วยกลายเป็นชนเผ่าขึ้นมาโดยไม่ต้องมีอำนาจทางการเมืองอะไรตอนมีการผลักดันกฏหมายมีคนต่อต้านมากสส.จากรัฐอื่นก็ออกมาต่อต้านแต่แพ้กลุ่มนี้ที่สุดซานฟรานเปลี่ยนเมืองอื่นๆก็เริ่มเอาตามหมาแมวมีโอกาสได้ชีวิตใหม่ต่อชีวิตอเมริกาเป็นเมืองที่มีเมตตาธรรมขึ้น
คำถามคือเราจะสร้างเผ่าเปลี่ยนโลกแบบนี้ได้อย่างไร..อาจารย์เซ็ทโกดินบอกว่าเท่าที่เขาเห็นต้องเริ่มจากการที่คุณตั้งคำถามกับสิ่งที่เป็นอยู่ว่าสิ่งนี้มันดีมันชอบธรรมแล้วเหรอ ...แล้วสื่อสารออกไปกับกลุ่มคนที่ใช่สมัยนี้ยิ่งง่ายมี Facebook มี Twitter .. มนุษย์เรามีแนวโน้มจะรู้สึกไม่ชอบอะไรที่ไม่ชอบมาพากลอยู่แล้วคุณมีโอกาสเจอคนที่มี Passion เดียวกับคุณไม่ยากเขาจะเริ่มถามว่า .. “แล้วจะทำอย่างไรดี” พอคุณบอกว่ามันต้องทำโน่นนี่นั่น..พวกเขาก็จะบอกว่า .. “แล้วจะให้พวกผมทำอย่างไร” แล้วชนเผ่านั้นก็จะเกิดขึ้นและขยายตัวไปเรื่อยๆ
เล่าปี่ก็เริ่มจากการรำพึงรำพันว่า ..โจรโพกผ้าเหลืองทำร้ายแผ่นดินอยากไปช่วยแต่ขัดสนเงินทอง.. เข้าแก๊ปเรื่องทฤษฎีชนเผ่าเลย.เล่าปี่บ่นเรื่องใหญ่ๆเป็นปัญหาร่วมกันของคนในชาติ... เท่านั้นเองบุรุษแปลกหน้าซึ่งก็คือเตียวหุยก็เข้ามาคุยจะให้ทำยังไงเพราะเงินไม่ใช่ปัญหา... เท่านี้เองนำไปสู่การนั่งคุยกันทั้งสองเจอกวนอูในอีกไม่กี่นาทีต่อมาแล้วตำนานก็เกิดขึ้น ...จะว่าไปถ้าเล่าปี่คิดในใจไม่รำพึงรำพันอะไรออกมา..ก็ไม่มีใครรู้.. เสี้ยววินาทีนั้นเองที่เปลี่ยนชีวิตเลย.. นี่ถ้าไม่พูดก็ไม่ได้อีก...
และนี่เองก็พอจะบอกได้อีกว่าทำไมทีมเล่าปี่เลยแพ้.. ผมก็แปลกใจว่าทำไมตอนท้ายๆเล่าปี่ถึงต้องบุกไปแพ้ง่อก๊กมันมีอะไรมากกว่าการแพ้สติปัญญาของลกซุนรึเปล่า..ผมสงสัยมานาน..เลยค้นพบว่าถ้ามองจากทฤษฎีชนเผ่าคำตอบที่ได้คือเล่าปี่มีเป้าหมายที่ดีงามเพื่อตัวเองเท่านั้นไม่ใช่เป้าหมายที่ดีงามเพื่อคนหมู่มากอีกต่อไป ตอนแพ้กับตอนชนะมันต่างกันตรงนี้.... เผ่าเล่าปี่ตอนท้ายนี่ต่อให้ตั้งร้านกาแฟได้ก็ไปไม่รอด .. ไม่ต้องพูดถึงการไปรบกับประเทศอื่นๆ
อยากเปลี่ยนโลกไหมครับ
อาจารย์เซ็ทโกดินบอกว่าเราเปลี่ยนโลกได้ครับ..ขอให้คุณอยากต่อต้านอะไรที่ไม่ควรเถอะ อะไรที่เป็นปัญหาของคนอื่น.. แล้วคุณก็เล่าเรื่องนี้ให้คนฟังสมัยนี้มีสื่อเพียบ....เดี๋ยวคนอื่นก็จะถามเองว่าจะทำอะไรดีล่ะคุณบรรจงบอกเลยว่าน่าจะทำอะไร ..ถ้าเป็นเหตุผลที่ดีงาม...จะเริ่มมีคนถามว่าแล้วจะทำอย่างไรแล้วคุณก็บอกทีละขั้นเลย..ว่าจะให้เขาทำอย่างไร.. เหตุผลที่ดีงามที่ยิ่งใหญ่พอจะมีคนสนับสนุนมากขึ้นตามความสำคัญของมัน ...แล้วคุณก็ลงมานำทำอย่างต่อเนื่องอย่าหยุดยั่งอย่าหันกลับมาทำเพื่อตนเองและพวกพ้องถ้าคุณรักษาเส้นทางนี้ได้การเปลี่ยนแปลงของคุณจะไปได้ไกลเรื่อยๆสร้างผลกระทบที่หนักแน่นขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ต้องกลัวเรื่องเงินทุนหรืออำนาจทางการเมืองเส้นสายอะไรเล่าปี่ Wikipedia No-Kill และอาจารย์พรเป็นตัวอย่างให้เห็นอยู่แล้ว
และที่สุดของที่สุดคือความยั่งยืน...
อยากยั่งยืน ต้องไม่เปลี่ยนจุดยืนไม่งั๊นก็พังแบบเล่าปี่
สมองของวีรบุรุษจึงต่างจากคนทั่วไปด้วยประการฉะนี้
เป็นกำลังใจให้นักสู้ครับ
ด้วยรักและปรารถนาดี
บทความโดยดร.ภิญโญรัตนาพันธุ์
อ้างอิง: ยังไม่มีแปลเป็นไทยครับ



ขอบคุณสำหรับความรู้จากบทความดีๆ ของ อ.ภิญโญ เรื่องของผู้บุกเบิก ผมขอเสริมสักนิดว่า ทีแรกผู้นำการบุกเบิกจะมีทัศนคติที่ดี เช่น เล่าปี่ต้องการรวมชาติ อันนี้คือทำเพื่อส่วนรวม แต่พอ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เพิ่มมากเข้า ผู้นำส่วนมากมักแพ้ภัย โลกธรรมเข้าครอบ ทัศนคติเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว กลายพันธุ์จากทำเพื่อผู้อื่นเป็นทำเพื่อตัวเอง…สุดท้ายก็แพแตก
เรื่องนี้มี Case study มากมาย ทั้งองค์กรธุรกิจใหญ่ๆ องค์กรศาสนา ที่ขึ้นต้นเป็นมะลิซ้อนพอแตกใบอ่อนเป็นมะลิลา เมื่อเผลอขาดสติ และความยึดมั่นในปณิธานไม่แข็งแรงพอครับ
ขอบคุณครับอาจารย์ที่เขียนบทความดีๆ มีเนื้อหาสาระให้ได้อ่าน สร้างแรงบันดาลใจได้อย่างดี โดยเฉพาะสำหรับคนหนุ่มสาวที่กำลังค้นหาเส้นทาง้ดินของชีวิตครับ
ขอบคุณสำหรับความเห็นและกำลังใจนะครับ ^___^
ขอบคุณบทความดีๆ ที่ให้ขบคิดครับ