สจส. ควรทำงานนี้โดยใช้ KM นั่นเอง เป็นเครื่องมือในการทำงาน โดยใช้ "ยุทธศาสตร์ต่อยอด" ความสำเร็จที่มีอยู่แล้ว

KM (แนวปฏิบัติ) วันละคำ : 216. KM เพื่อการพัฒนาสังคม

       ผมได้เล่าเรื่องว่ามีเค้าจะเกิด สจส. (ชื่อตั้งชั่วคราว) ไว้ใน http://gotoknow.org/blog/thaikm/64945     ขอเล่าที่มาที่ไปของ emergence สู่ new order นี้     และเล่าฝันของผมต่อ ในเรื่องการทำงาน จัดการความรู้เพื่อพัฒนาสังคมไทยสู่ สังคมที่ดีงาม และอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน

       เรื่องเริ่มจากการเปลี่ยนรัฐบาล และ อ. ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ได้รับเชิญไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์     และผมได้ติดตามมาตลอดว่าท่านสนใจใช้ KM เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการทำงานผลักดัน การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย ์ 
        ดังนั้นเมื่อพบกันในการประชุมสภามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ผมจึงถามท่านว่าอยากใช้เวลาของการประชุมมหกรรมการจัดการความรู้แห่งชาติ ครั้งที่ ๓ ในการพูดแสดงเจตนารมณ์ กับประชาคมนักจัดการความรู้หรือไม่     ท่านตอบว่าอยาก    จึงได้ท่านมาเป็นผู้แสดงปาฐกถาพิเศษ เมื่อวันที่ ๒ ธค. ๔๙ เรื่อง "การจัดการความรู้ กับการพัฒนาสังคม  สู่สังคมอุดมปัญญา"    
        จากการแสดงปาฐกถา ก็นำไปสู่การพูดคุยหารือแนวทางปฏิบัติ ดังได้เล่าไว้แล้ว      และผมยังมองว่า เราต้องปฏิบัติการแบบสายฟ้าแลบอีกด้วย     คือ ทำเร็ว ทำต่อเนื่อง และยั่งยืน 

        ที่จริงยังสามารถสาวประวัติศาสตร์กลับไปไกลกว่านั้นได้     คือท่านได้เป็นกรรมการอำนวยการ สคส. อยู่ ๓ ปี     มาลาออกตอนไปเป็นรัฐมนตรี เมื่อเดือนกันยายนนี่เอง      ดังนั้นท่านจึงเห็นพลังของ KM เป็นอย่างดี     และจริงๆ แล้ว เมื่อ ๔ ปีก่อน พร้อมๆ กับการจัดตั้ง สคส. ท่านไพบูลย์ได้จัดตั้ง วจส. (วิทยาลัยการจัดการทางสังคม) เพื่อทำงานจัดการความรู้ในท้องถิ่น -  ชุมชน     โดยเป็นหน่วยงานลูกของ พอช.

         จะเห็นว่า "การผุดบังเกิด" ของ สจส. นี้มีที่มาที่ไปที่ซับซ้อนมาก     จะให้เล่าอดีตให้ยาวกว่านี้ก็ได้    แต่มันจะมากไป     ขอไปที่อนาคตดีกว่า

         สจส. จะทำงานเน้นที่ "การจัดการ"     คือทำงาน "จัดการการจัดการความรู้" ที่มุ่งเป้าเพื่อ พัฒนาสังคมไทยสู่ สังคมที่ดีงาม และอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน

        สจส. ควรทำงานนี้โดยใช้ KM นั่นเอง เป็นเครื่องมือในการทำงาน     โดยมีความเชื่อ หรือสมมติฐานว่า
          ๑. ในสังคมไทยมีหน่วยงาน  กลุ่มคน  ชุมชน  ประชาสังคม  ทำงาน "จัดการความรู้เพื่อ พัฒนาสังคมไทยสู่ สังคมที่ดีงาม และอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน" อยู่แล้ว    โดยไม่รู้ตัว     หรือโดยมีเป้าหมายอื่น ที่สอดคล้องกับเป้าหมาย "พัฒนาสังคมไทยสู่ สังคมที่ดีงาม และอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน"
          ๒. ในสังคมไทย มีหน่วยงาน  และมีคนที่มีความรู้ความเข้าใจ และทักษะในการจัดการความรู้อยู่แล้ว จำนวนหนึ่ง    
          ๓. ในสังคมไทย มีหน่วยงานที่ต้องการมีส่วนร่วมผลักดันสังคมไทยสู่ สังคมที่ดีงาม และอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน" อยู่มากมาย      โดยอาจทำงานในต่างสถานะ  ต่างประเด็น  ต่างมุมมอง  ต่างบริบท  ต่างวิธีคิด  ต่างวิธีดำเนินการ  
          ๔. จาก ๓ ข้อข้างบน  จะต้องมีเรื่องราวของความสำเร็จน้อยใหญ่ ในการดำเนินกิจกรรมเพื่อ "พัฒนาสังคมไทยสู่ สังคมที่ดีงาม และอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน"  อยู่แล้วในสังคมไทย

        ทั้ง ๔ ข้อข้างบน คือ "สินทรัพย์" (assets) ที่มีอยู่แล้ว     รอให้ สจส. เข้าไป "จัดการ" ส่งเสริมให้มีการเข้าไปยกย่อง  ชื่นชม  แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ดำเนินการต่อเนื่อง  เชื่อมโยง  และยกระดับผลสำเร็จให้สูงขึ้น  ขยายตัวยิ่งขึ้น     จนกลายเป็นการสร้างสรรค์สังคมใหม่  ที่เป็นสังคมแห่งความพอดี  สมดุล  มั่นคง และยั่งยืน
         คือใช้ "ยุทธศาสตร์ต่อยอด" ความสำเร็จที่มีอยู่แล้ว นั่นเอง

         สคส. มีทักษะในการทำงานแบบขับเคลื่อนภาคีอยู่แล้ว     สจส. เอาไปใช้ได้สบายมาก  ในการร่วมกับภาคีดำเนินการ "จัดการความรู้เพื่อพัฒนาสังคมไทยสู่ สังคมที่ดีงาม และอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน" 

         ภาคีทั้งหลายคงจะเห็นโอกาสร่วมกันทำความดีให้แก่สังคมแล้วนะครับ

วิจารณ์ พานิช
๓ ธค. ๔๙