1.ผู้ฟ้องคดีฟ้องร้องกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (จำเลยที่1)เนื่องจากหน่วยงานดังกล่าวละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 จากกรณีการโอนหุ้นบริษัท ชินคอร์ปปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้กับเทมาเส็ก จากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีลักษณะเป็นการเปลี่ยนตัวผู้ถือหุ้นในบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอวิส จำกัด (มหาชน),บริษัท ชินแซทเทิลไลท์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน)และส่งผลต่อสัดส่วนการถือหุ้นทั้งสามบริษัท ซึ่งเป็นกิจการที่ได้รับสัมปทานจากรัฐและเป็นสัญญาทางปกครองในรูปแบบของสัญญาสัมปทานตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีการพิจาณาคดีปกครอง พ.ศ.2542

2.การที่เทมาเส็ก ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างประเทศเข้ามาครอบครองกิจการคลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคมผ่านสัญญาโอนหุ้นดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ากระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ละเลยต่อหน้าที่ในการตรวจสอบและยกเลิกสัญญาสัมปทานที่มีการละเมิดต่อหลักการตามมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ2540

3.ในกรณีของบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ปล่อยให้นิติบุคคลดังกล่าวดำเนินการต่างๆ บนพื้นฐานของประโยชน์ปัจเจกบุคคลที่มีอำนาจเหนือกว่านิติบุคคลมหาชน โดยละเลยมตามมาตรา 39 วรรคห้า ของรัฐธรรมนูญฯ ซึ่งกำหนดให้การใช้อำนาจในการยกเลิกสัญญาสัมปทานถือเป็นอำนาจมหาชนหรือเอกสิทธิ์ที่หน่วยงานของรัฐมีอยู่เหนือเอกชน ซึ่งการละเลยของหน่วยงาน ฯ เป็นการขัดกับหลักการพื้นฐานของกฎหมายมหาชนอย่างร้ายแรงและอาจส่งผลเสียหายต่อผู้ฟ้องคดี 3.ผู้ฟ้องขอให้ศาลฯมีคำสั่งให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทำการยกเลิกสัญญาสัมปทานที่ทำกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟเซอวิส จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 27 มี.ค.33 ทั้งฉบับ

4.ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่าสัมปทานที่บริษัททั้ง 3 ได้รับไปเพื่อดำเนินกิจการสื่อสารนั้นมีโอกาสล่วงรู้ความลับเกี่ยวกับการสื่อสารของผู้ใช้บริการ หากกิจการดังกล่าวตกไปอยู่ในอำนาจบริหารจัดการของบุคคลต่างด้าวอาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนได้ในอนาคตและอาจเป็นภัยต่อความมั่นนคงของประเทศ ผู้ฟ้องคดีจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้อาจจะเดือดร้อนโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องมาจากการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของกระทรวงฯ ประกอบกับในคำฟ้องระบุว่าบริษัททั้ง 3 ได้ขายหุ้นส่อไปในทางให้บุคคลต่างด้าวเข้ามามีบทบาทและมีอำนาจในการบริหารกิจการที่ได้รับสัมปทานหากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ผู้ฟ้องกล่าวอ้างไว้และกระทรวงฯ มิได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันความเสียหาอันอาจจะเกิดขึ้นกับผู้ฟ้อง อาจถือได้ว่ากระทรวงฯ เป็นหน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร 5.ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้กลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับฟ้องไว้พิจารณาและดำเนินการต่อไปตามรูปคดี