... เมื่อเห็นครั้งหนึ่ง ได้ยินครั้งหนึ่ง กว่าจะรู้สึกได้ก็ดับไปแลว และเปนอดีต (ล่วง)ไปแล้ว ถ้าอิริยาบทใหญ่เข้าขั้นภาวนาฯ หรือจินตาฯ อย่างสูง ก็พอจะเป็นปัจจัยให้กำหนดทันนาม เห็นนามได้ยินได้บ้าง รูปนั่งมีรูปเกิดติดต่อกันมากหลาย จึงมีโอกาสนั่งได้นาน โดยมีอาการของรูปย่อย ช่วยบรรเทาทุกข์ คือ ความปวดเมื่อย และความจำเป็นไม่หยุดหย่อน การเปลี่ยนแปลง (ทุกข์) จึงเกิดได้มาก โดยนิโสมนสิการ สติ สัมปชัญญะ อาตาปี จึงมีโอกาสทำงานได้มาก และเคยชินต่อสิ่งเหล่านี้ การกำหนดจึงมีทางที่จะรู้เท่าทันได้

         รูปนั่ง เมื่อทนไม่ไหว ต้องเปลี่ยนไป (การเล่ยนนี้ จะอยากหรือมไ่อยากเปลี่ยนก็ตามจะต้องเปลี่ยนโดยธรรมชาติ) อาการดิริยาบถนั่ง เปลี่ยนหาอริยาบถเดิน (หรือนอน) ในระหว่างเปลี่ยนเป็นจุดสำคัญ ต้องมีโยนิดสมนสิการ และสติสนัมปชัญญะ วิริยะ อย่างหนักหน่วง (คือการกำหนด) การเปลี่ยไปจากรูปนั่งไปหารูปยืนในระหว่างนี้ รูปย่อยมากนับตั้งแต่ไหวจากอาการนั่ง จนกว่าจะถึงอาการยืนปรากฎขึ้น ต้องมีสติสัมปชัญญะให้ทันอาการของรูปย่อย มิฉะนั้นจะไม่ทันอาการเหล่านี้ ความไวของการเปลี่ยนแปลอาการของรูปแต่ละ ครั้งนี้ ถ้าสติสัมปชัญญะ อาตาปีไม่สม่ำเสมอกัน จะไม่ทันรู้สึกอะไรจากการเปลี่ยนไป เป้นเพียงมีความรุ้สึกว่าอาการนั้นได้เปลี่ยนไป ความรู้สึกชนิดเป็นควารู้สึกตคามหลังการเปลี่ยนแปลง จึงไม่สามารถรู้เท่าทันอาการเหล่านั้น

           วิธีสังเกตอาการในระหว่างรูปนั่งกับรูปยืนต่อกัน ต้องมีโยนิดสมนสิการอย่างใกล้ชิด (คือ การกำหนด) ขณะที่เคลื่อนไหวในการเปลี่ยนรูปนั่ง (ตรงที่อาการ) คือกำหนดให้มีความรู้ในขณะที่กำลังจะเปลี่ยนนั้น แล้วจะมีความรุ้ในอาการนั้น คืออาการรูปใหญ่จะเปลี่ยนเป็นอาการรูปย่อย สายติดต่อกันในระหว่างนี้ จะมีสืบต่อกันเป็นระยะๆ จะสังเกตได้ว่าอาการของรูปไม่เหมือนกัน แล้วอาการของรูปนั่งหายไป มีรูปย่อยเคลื่อไหวเกิดขึ้นตามลำดับในขณะรูปย่อยจะสิ้นสุด รูปใหญ่ (ยืน) จะเกิดขึ้น เป็นระยะอาการของรูปขาดจากัน (สำคัญมาก) แล้วรูปยืนปรากฎขึ้นอย่างไม่ถนัด จะมีรูปย่อยคั่น คือรูจะหมุนหรือขยับเข้าไปหาที่ถนัดรูปยืนถาวรจึงจะเกิดขึ้นได้ เป็นอาการของรุปอีกย่างหนึ่ง

            (หมายเหตุ ระหว่างอาการของรูปนั่งได้เปลี่ยนมาเป็นรูปย่อย โดยอาการต่างกันตลอดการสืบต่อ จนถึงอาการของรูปยืนปรากฎอาการที่แท้จริงนี้ ขอให้เข้าใจ่า ระหวางรูปเลี่ยนอาการทุกระยะเหล่านี้เป็นเรื่องของความเปลี่ยนแปลง (ทุกข์) ทั้นั้น อันเป็นเหตุให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น และให้สังเกตที่อาการของรูปดังกล่าวนั้น เปนจุดสำคัญ คือเหตุผล

          เพราะมีทั้งหายไปและเกิดขึ้น คืออาการของรูปนั่งหายไป อาการของรูปย่อยเกิดขึ้นในขณะที่กำหนดนั้นจะรุ้สึกว่า เมื่ออาการของรูปย่อยเกิดขึนแล้ว อาการของรูปนั่งหายไปแต่รูปย่อยมาหารูปยืนก็เช่นเดียวกัน เมื่อยืนขณะยืนจะเห็นว่ารูปย่อยหายไป ดังนั้นในระหว่างอาการของรูปนั่งมาหารูปยืน จะเห็นว่าเป็นพืดติดกันต่อกันไป ในขณะที่ผ่านอาการของรูปเหล่านี้มา เมื่อเป็นเช่นนี้ การกำหนดยังห่างปัจจุบันธูรรมมาก ถ้ากำหนดทัน ตะรู้อาการของรูปขาดจากัน (ยากที่จะกำหนดได้) และขณะรูปยืนปรากฎอย่าางไรนั้น ถ้มีโยนิโสมนสิการชำนาญ ควรกำหนดรูปยืนอย่างแน่นอน คือ สติ สัมปชัญญะ วิริยะ สมาธิ เหล่านี้จะพุ่งไปตามอาการของรูปยืน จะรู้ว่าอาการเหล่านั้นที่ตรงนั้น เป็นอาการของรูปประจวบกันพอดีกับนาม กำหนดแล้วก็หายไปทั้งรูปและนาม แสดง่ารูปกัมมัฎฐาน (รูป) และนามคือ สติ สัมปชัญญะ วิริยะ สมาะิ หายไปพร้อมกัน) 

..บางส่วนจาก การปฏิบัติวิปัสสนา แนวปฏิบัติมี รูป นาม เป็นอารมณ์