ความรัก..ก็เช่นเดียวกัน ถ้าใครเข้าใจ ไม่ว่าจะรักกันแบบไหน.?.เราอย่าไปคาดหวังว่า..จะลงเอยด้วยความสุขสมหวังเสมอไป ไม่มีอะไรแน่นอน การจะทำสิ่งใดหรือจะคบใคร..ต้องเข้าใจซึ่งกันและกัน เข้าใจงานและเข้าใจคน..รักในงานและรักในสิ่งเขาเป็น...

              ปีก่อน..ผมจะเครียดมาก ในเรื่องของการสอบโอเน็ต ป.๖ ความเครียดไม่ได้เกิดจากความกลัว ผมไม่ได้กลัวว่าเด็กจะทำข้อสอบไม่ได้ และไม่ได้กลัวว่า..โอเน็ต..จะทำให้ผมและโรงเรียนตกต่ำ..

            ผมเครียด..เพราะได้วิเคราะห์มาตลอดว่า..โอเน็ต..นี่แหละ..เป็นกระบวนการวัดและประเมินผลที่ผิดธรรมชาติของการเรียนรู้ ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างและการปฏิรูปการศึกษาไทย..

            ความเหลื่อมล้ำของการศึกษาไทย..ไม่เอื้อให้ใช้ข้อสอบโอเน็ต ปัญหาเด็กไทยและอนาคตของชาติ..โอเน็ต..อีกกี่ครั้งก็แก้ไขไม่ได้..จริงๆ ผู้บริหารระดับสูงก็รู้..แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รู้แล้วไม่แก้ไข..แต่อยู่ที่การสั่งสมปัญหาไปเรื่อยๆ..เพื่ออะไร..?

            เมื่อผู้มีอำนาจ..ยังไม่สนใจในเสียงคัดค้านของนักวิชาการและปราชญ์ชาวบ้าน แล้วผมเป็นใคร? ..จะเครียดทำไม?..แค่คิดเล่นๆก็สบายใจแล้ว แค่คิดว่า..นี่คือวังวนของการศึกษาไทย..และประเทศไทย..ก็เป็นเช่นนี้มานานแล้ว

            ก่อนที่จะสงสารประเทศชาติ..หันมามองเรื่องใกล้ตัวก่อน สงสารตัวเองและนักเรียน..บอกตัวเองว่าจะไปทุกข์ทำไม?กับโอเน็ต..เน่าๆ..บอกนักเรียนว่า..ทำให้ดีที่สุด..ผลออกมาอย่างไร..ครูยอมรับได้...

            จริงอยู่..ที่มีสอนเสริมพิเศษบ้างไรบ้าง..ก็ไม่ได้ติวเข้มเต็มรูปแบบมากมายนัก เพราะไม่ได้หวังเลิศเลอ ที่จะทำคะแนนสูงลิบลิ่ว..ไม่ได้หวังไล่ล่ารางวัลที่จอมปลอม...

            ผมก็คงเหมือนโรงเรียนเล็กๆหลายโรง..ที่ตระหนักในหน้าที่และภารกิจ เมื่อตัวชี้วัดมาก ข้อสอบยาก..และครูมีน้อย ครูประจำชั้นก็ไม่ได้จบวิชาเอกหลักๆ ก็ต้องหลากหลายในวิธีปฏิบัติ..ระดมครูมาช่วยกัน..สอนและสอน

            ผมไม่ยอมรับว่า..ผมสอนเพื่อสอบ..หรอกนะ เพราะเป้าหมายในการจัดการศึกษาของผม..ไม่ใช่ผลสัมฤทธิ์ที่เป็นคะแนน..ผมสร้างงานให้เด็กปฏิบัติ สัมผัสทักษะชีวิต โดยบูรณาการอยู่ในแหล่งเรียนรู้และสิ่งแวดล้อม..

            เด็กได้เรียนรู้วิถีชุมชน คู่ขนานไปกับการเรียนในห้อง สังเกตทดลองและลงมือทำในแปลงนาและแปลงผักปลอดสารพิษ ทำปุ๋ยหมัก  ปลูกพืชสมุนไพร เลี้ยงไก่ เป็ดและเลี้ยงปลา..

            กว่าจะสิ้นปีการศึกษา..กว่าจะส่งเด็กถึงฝั่ง และกว่าที่เด็กจะก้าวข้ามพ้นประตูรั้วโรงเรียนออกไป..ผมคิดว่า..ระหว่างทางสำคัญที่สุด...ประสบการณ์กลางทางที่เด็กจะประสบพบเจอ จากกิจกรรมที่ผมจัดให้..สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า..โอเน็ตเลย

              แล้วผมทำไมจะต้องไปแคร์โอเน็ตด้วยเล่า..ในเมื่อผมพยายามสร้างแรงบันดาลใจ ให้จินตนาการกับเด็กมาตลอด..จินตนาการสำคัญกว่าความรู้มิใช่หรือ?

              ผมสอนดนตรีและการละเล่นพื้นบ้านให้เขา และทำให้เขาอ่านคล่องเขียนคล่อง..อันเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดแล้ว..

            และที่สำคัญพอๆกัน..ก็คือระหว่างทางที่ผมทำนั้น..ผมมีความสุขกับสิ่งที่ผมทำ โดยที่ไม่ต้องรอผลสัมฤทธิ์ และไม่ต้องรอว่าผลโอเน็ตจะเป็นเช่นไรด้วย..

            ความรัก..ก็เช่นเดียวกัน ถ้าใครเข้าใจ ไม่ว่าจะรักกันแบบไหน.?.เราอย่าไปคาดหวังว่า..จะลงเอยด้วยความสุขสมหวังเสมอไป ไม่มีอะไรแน่นอน  การจะทำสิ่งใดหรือจะคบใคร..ต้องเข้าใจซึ่งกันและกัน เข้าใจงานและเข้าใจคน..รักในงานและรักในสิ่งเขาเป็น...

            อย่าลืมเตือนตัวเองด้วย..ว่าระหว่างทางของการจัดการศึกษา สร้างสุขและสนุกกับงานได้ทุกวัน ..และระหว่างทางของเส้นทางแห่งความรักนั้น..ต้องจริงใจและให้กำลังใจกัน..ความรักจึงจะงดงาม..ทุกวัน

            จบแบบนี้..รับรอง..ผมไม่เครียดกับโอเน็ต..แน่นอน

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๕  มกราคม  ๒๕๖๑

   

         <p>            </p><p></p>