ทองรัก โมราบุตร
นายอานนท์ ภาคมาลี (คนหาปลา ข้าราชการบำนาญ)
ทองรัก โมราบุตร หรือลุงทองรัก โมราบุตร เป็นชื่อเรียกขานของชาวตลาดนิคม อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เพราะลุงทองรัก โมราบุตร มีอาชีพเป็นช่างตัดผม บ้านเดิมอยู่ตำบลพระยาทด อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี อพยพมาอยู่ตลาดนิคม ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๐๔ ยึดอาชีพเป็นช่างตัดผมมามากกว่า ๕๖ ปี ปัจจุบันอายุ ๘๕ ปี ลุงทองรัก โมราบุตร เป็นช่างตัดผมที่ผ่านชีวิตมายาวนานนับแสนๆหัวไม่ว่าโกนผมไฟ โกนหัวบวชเณร โกนหัวบวชนาค เขียนหนังสือเกร็ดความรู้ต่างๆมาหลายเรื่องจึงขอนำเสนอโดยนำความรู้มาจากพระไตรปิฎก
คำนำ
การปฏิบัติธรรม ต้องปริยัติ หรือศึกษาก่อนจึงจะได้ทางทีแท้จริง
ปริยัติ คือการชี้แจง หรือศึกษาเรียนธรรมะให้หยั่งรู้ถึงหนทางปฏิบัติ ถ้าไม่ปริยัติก่อน การปฏิบัติก็เหมือนเดินทางอ้อม จะช้าเพราะมัวไปหลงทางอยู่และอาจจะไม่ตรงกับคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะผิดเพี้ยนไปที่ท่านเรียกว่า พุทธศาสนา ที่ท่านได้กล่าวไว้ในพระไตรปิฎก เพราะฉะนั้นท่านจึงจัดให้มีหลักไว้ ๓ อย่างศึกษาให้ดี ๑.ปริยัติ ๒.ปฏิบัติ ๓.แล้วก็จะเห็นทางสว่างของการปฏิบัติ ชื่อว่า ปฏิเวท ทางพระพุทธศาสนาเขาจัดไว้ในพระไตรปิฎก อย่างนี้ผู้ที่จะปฏิบัติธรรม ไม่ปริยัติเสียก่อนการปฏิบัติจะเกิดการผิดพลาดจากหลักการปฏิบัติออกนอกคำสอนได้ เพราะปฏิบัติไม่ถูกทางที่พระองค์ท่านทรงตรัสสอนเอาไว้เพราะเราเป็นผู้รู้ตามและเริ่มต้นที่จะเข้าทำการปฏิบัติ จะเห็นเอง รู้เองไม่ได้ เราต้องรู้ตามเรียนตามคำสอนของพระองค์ จะว่ารู้อย่างนั้น เห็นอย่างนี้ พูดอย่างนี้ไม่ได้ เพราะว่าหนังสือธรรมะในพระไตรปิฎก เขาก็บันทึกมาจากคำสอนพระพุทธเจ้ามาให้เราเรียนเราอ่าน การปฏิบัติจะได้ถูกต้อง แนวทางเราจะรู้เองก็ได้ แต่กำลังจะปฏิบัติผิดๆ ถูกๆ ถ้าเห็นเอง เห็นตามนั้น ถูกต้องตามหลักพระธรรม
ถ้าเห็นเองรู้เอง คิดเอาเอง และตรัสรู้เองผิด ต้องได้ยินได้ฟัง ที่ได้ยินได้ฟังนั่นแหละ คือ ปริยัติ เมื่อศึกษาดีแล้ว รู้ทางดีแล้วก็เริ่มทำการปฏิบัติ จึงจะถูกต้องของการปฏิบัติธรรม อย่าอวดรู้อวดดี เดี๋ยวมันจะออกนอกทาง ออกนอกคำสอน ผู้ปฏิบัติบางคนมักจะพูดว่า ธรรมะไม่ได้อยู่ในหนังสือไม่ต้องอ่านตำราบ้างละ พระธรรมไม่ได้อยู่ในตู้บ้าง จะอันนี้คือความประมาทของผู้ปฏิบัติ
พระพุทธเจ้าท่านสอนให้รู้ให้เห็นอะไรในทางปฏิบัติ การปฏิบัติเพื่อเห็นทุกข์ที่จะเกิด และ ที่เกิดแล้วจะดับอย่างไร แล้วจะพ้นทุกข์นั้นอย่างไร นี้คือ หลักและแนวทางในการปฏิบัติของพระองค์
วันอาสาฬหบูชา
เมื่อพระสิทธัตถะ เสด็จออกผนวชบวชเป็นพระสมณะพระองค์เสด็จจาริกแสวงหาสัจจะธรรม คือค้นหาความเป็นจริงของชีวิตว่า ทำไมมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย เกิดแล้วจึงต้องแก่ เจ็บ แล้วก็ต้องตาย พระองค์จะต้องค้นหาความจริงให้ได้ แล้วพระองค์ก็เสด็จไปดำหริไป จนไปถึง อาศรมแห่งหนึ่ง เป็นสำนักของอาจารย์ ๒ ตน ชื่อว่า อาราฬดาบท และอุทฑกะดาบท ซึ่งเป็นผู้รักษาศีล ปฏิบัติธรรมอยู่ ณ ที่นี้
พระสมณะสิทธัตถะทอดพระเนตรเห็นฤษีทั้ง ๒ ปฏิบัติธรรมจำศีล เจริญภาวนาอยู่ พระสมณะสิทธัตถะก็ดำหริว่าฤษีทั้ง ๒ คงจะรู้เห็นอะไรที่เป็นจริงบ้าง จึงเสด็จเข้าไปตรัสถามฤษีทั้ง ๒ ว่ามีหลักความจริงอะไรบ้างในชีวิตที่จะต้องปฏิบัติถึงที่สุดทุกข์และให้ความเห็นแจ้งในสภาวะแห่งความเป็นจริงที่จะต้องปฏิบัติและควรค้นหา พระสมณะสิทธัตถะถามอย่างผู้มีปัญญา ฤษีทั้ง ๒ ตน ตอบว่า ถ้าพระองค์จะเสด็จมาศึกษาที่นี่ ก็จะสอนให้พระองค์ตั้งแต่ต้น ตำราจนให้ความรู้แจ้งเห็นจริงทุกอย่างให้ชีวิตถึงที่สุดแห่งทุกข์จนสำเร็จได้เลย
ถ้าเช่นนั้นเราพระสมณะสิทธัตถะก็จะขอมาศึกษาและปฏิบัติกับอาจารย์ทั้ง ๒ ที่นี่ก่อนที่ได้ตั้งพระทัยไว้เพื่อให้บรรลุเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็เรียกพระฤษีทั้ง ๒ ว่าอาจารย์ แล้วพระสมณะสิทธัตถะก็ประทับอยู่กับอาจารย์ทั้ง ๒ ที่นี่แล้วพระองค์ก็ศึกษาและปฏิบัติเป็นกิจวัตรทุกวันไม่เว้น ด้วยความเพียรของพระองค์จนได้เห็นเรียกว่าปฐมญาณ
ต่อจากนั้นไม่นานนักพระสมณะสิทธัตถะก็ได้ญาณ ที่ ๒ ญาณที่ ๓ ญาณที่ ๔ ญาณที่ ๕ ญาณที่ ๖ ๗ ๘ เป็นญาณสุดท้าย ญาณที่ ๘ นี้เรียกว่า ญาณสมาบัติ ๘ เป็นญาณสูงสุด พระสมณะสิทธัตถะก็ศึกษาและปฏิบัติได้จนจบและสิ้นสุดในการศึกษาปฏิบัติวิชาของอาจารย์ทั้ง ๒ เป็นเวลาไม่นานนักด้วยพระปัญญาของพระองค์ และได้แสดงให้เห็นในการทดสอบได้ทุกอย่าง จนพระอาจารย์ทั้ง ๒ ชมว่าพระองค์ศึกษาและปฏิบัติได้รวดเร็วมากในทางอภินิหาร พระองค์ก็ทำได้ทั้งหมด อาจารย์ทั่ง ๒ ดีใจว่า พระองค์เป็นผู้สำเร็จเป็นพระที่สมบูรณ์แล้ว
เมื่อพระสมณะสิทธัตถะ ศึกษาและปฏิบัติได้จนจบ พระองค์ก็ถามอาจารย์ทั้ง ๒ ว่าวิชาที่ศึกษามานี้จบแค่นี้หรือ อาจารย์ทั้ง ๒ ตอบพระองค์ว่าพระองค์ศึกษาและปฏิบัติจบทั้งหมดแล้ว และสำเร็จสมบูรณ์เป็นพระแล้ว นี่แหละเห็นความจริง ของชีวิตที่พระองค์แสวงหาและศึกษาปฏิบัติ
พระสมณะสิทธัตถะประทับนั่งฟังอาจารย์บอกเล่าเช่นนั้น พระองค์ดำหริในพระทัยว่าสำเร็จแล้วทำไมถึงไม่สิ้นสุดแห่งทุกข์และไม่รู้แจ้งแห่งชีวิต คงจะไม่ใช่ทางตรัสรู้แน่ แต่ไม่ได้ตรัสให้อาจารย์ทั้ง ๒ ทราบ เพียงแต่ดำหริในพระทัย (คิดอยู่ในใจ)เท่านั้น
เมื่อพระสมณะสิทธัตถะ ศึกษาของพระอาจารย์ทั้ง ๒ จบแล้ว พระองค์ก็ขออำลาจากอาจารย์ทั้ง ๒ คืออาจารย์อาฬดาบท และอุทฑะกะดาบท และก็เสด็จออกจากสำนักค้นหาความจริงต่อไป พระองค์เสด็จไปจนถึงที่ประทับในป่าแห่งหนึ่งเป็นที่สงบเงียบ แล้วพระองค์ก็เข้าทำการปฏิบัติในทางใหม่ คือ บำเพ็ญ ทุกกิริยา ยอมอดพระกระยาหาร เพื่อเพื่อจะให้บรรลุเป็นพระสัมมาโพธิ์ญาณ แล้วมีฤษีปัญจวัคคีทั้ง ๕ คือ วัญญโกณฑัญญะ วับป ภัททิยะ มหานามะ พระอัสสชิ ได้มาคอยถวายปนณบัติดูแลห้อมล้อมพระองค์เป็นประจำด้วยความเลื่อมใส
พระสมณะสิทธัตถะ บำเพ็ญทุกกิริยาทรมานตนไม่เสวยพระกระยาหารเป็นเวลานาน จนต่อมาพระองค์ก็มีพระวรกายซูบผอมลงจนผิดปกติ เป็นหนังหุ้มกระดูก น้ำในพระเนตรก็ไหลออกมา พระทัยก็โรยรินเหมือนกับจะหมดลมหายใจ จะเอาชีวิตพระองค์ไม่รอด เพราะจิตก็เริ่มส่ายสั่นไม่สงบ พระกำลังก็อ่อนล้าทำให้พระองค์ได้รับทุกข์ทรมานเป็นอันมาก
เมื่อสมณะสิทธัตถะรู้เห็นเช่นนั้นแลฃ้วพระองค์ก็ได้หนทางปฏิบัติแล้วพระองค์ก็ตัดพระทัยเลิกละทางบำเพ็ญทุกกิริยาทันที่เพราะเป็นทางทรมานกายทั้งใจไม่เป็นไปแห่งสุขต้องกับมาเสวยพระกระยาหารตามเดิมให้พอสมควรเป็นสายกลางจึงจะพ้นทุกข์การที่บำเพ็ญทุกกระกิริยาอดพระกระยาหารนั้นไม่ใช่ทางสว่าง คือมันเป็นตัวอวิชาเป็นทางมืดทำให้เกิดทุกข์ทั้งปวง พอพระสมณะสิทธัตถะเริ่มเสวยพระกระยาหารแล้วพวกปัยจวัคคี ฤาี ทั้ง ๕ ที่ดูแลปนนิบัติพระสมณะสิทธัตถะอยู่นั้นแลเห็นพระองค์เสวยพระกระยาหารก็เกิดไม่พอใจ โกรธให้พระสมณะสิทธัตถะไม่เรียกพระสมณะเพราะไม่ใช่ผู้สำเร็จละความเพียรเวียนมาหาความมักมาก พวกเราอย่าไปนับถือเราไม่ควรอยู่กันที่นี่ต่อไป ไม่ใช่ที่พ่ึงของเราแล้วเราพากันไปอยู่ที่อื่นกันเถอะ ที่นี่มีความหลอกลวงฤษีปัญจวัคคีก็เห็นพ้องต้องกัน ปัญจวัคคีทั้ง๕ พูดประชดพระองค์อย่างรุนแรง แล้วก็เก็บข้าวของที่นอนหมอนมุ้งสัมภาระต่างๆพากันหนีออกจากสำนักพระสมณะสิทธัตถะมุ่งหน้าไปสู่ป่าอิสิปตนะมฤคทายะวันเมืองพาราณสีแล้วก็ปฏิบัติตนอยู่ที่นั้น พระสิทธัตถะได้ทางแล้วก็เริ่มปฏิบัติที่ได้กัมมะฐาน แล้วก็ได้สมาธิแล้วก็ได้สมถะกัมมะฐาน แล้วจิตก็สงบ เมื่อจิตสงบก็ได้วิปัสะนา แล้วก็เกิดปัญญา พระองค์ก็รู้แจ้งเห็นสัจจธรรมคือสภาพแห่งความเป็นจริงแน่แล้วพระองค์ก็เห็นภายในกายแล้วก็เห็นทุกข์ คือ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ อะไรที่เป็นทุกข์ อะไรเป็นเหตุแห่งทุกข์ สมุทัย คือเหตุแห่งทุกข์ที่เกิดมาจาดตัณหา คือความอยากได้ เป็นทุกข์ กิเลสเป็นเหตุแห่งความเศร้าหมองที่เกิดมาจากอารมณ์ พาไปทำให้เกิดทุกข์และการเกิดเป็นทุกข์ แก่ก็เป็นทุกข์ เจ็บก็เป็นทุกข์ ตายก็เป็นทุกข์เพราะมันไม่เที่ยงแท้แน่นอนของสังขาร อันเป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตนเราเขา นี่คือพระสิทธัตถะ รู้เหตุแห่งทุกข์ที่เกิดขึ้นหมดแล้วก็เห็น นิโรธ นิโรธคือ รู้แห่งความดับทุกข์ เมื่อพระองค์รู้หนทางแห่งความดับทุกข์แล้ว ก็รู้ว่าทุกข์เกิดจากเหตุเมื่อมีเหตุผลของเหตุก็เกิดพระองค์รู้ว่าผลของทุกข์ต้องเกิดจากเหตุก็ต้องไปดับที่เหตุของทุกข์ พอเหตุดับ ผลก็ดับ เมื่อพระสมณะสิทธัตถะรู้หนทางแห่งความดับทุกข์แล้วพระองค์ก็เห็นมรรคมีองค์ ๘ ประการ มรรคคือ ข้อปฏิบัติแห่งความดับทุกข์มีด้วยกัน ๘ข้อ ๑.สัมมาท ความเห็นชอบ ๒.สัมมาสังกัปปะ ความคิดชอบ ๓.สัมมาวาจา เจรจาชอบ ๔.สัมมา กัมมันตะ การงานชอบ ๕.สัมมาอาชีโว อาชีพชอบ ๖.สัมมา วายาโม ๗.สัมมาสติ ความระลึกชอบ ๘.สัมมาสมาธิ ความตั้งใจไว้ชอบ มรรคคือหนทางดับทุกข์ทั้ง ๘ นี้เป็นธรรมะที่เหนือโลกเรียกว่า โลกุตตะระธรรมสำหรับเป็นเครื่องทำลายกิเลสและตัณหาที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ให้สูญสิ้นและทำให้พระสิทธัตถะพ้นจากทุกทั้งปวง พระองค์ก็ตรัสรู้ รู้แจ้งเห็นจริงในอาริยะสัจจธรรม ๔ คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค พระองค์ก็สำเร็จตรัสรู้อนุตตะระสัมมาสัมโพธิญาณ สัมมาสัมพุทธเจ้า ส้ินกิเลส และตัณหาอย่างสิ้นเชิงพระองค์ก็ไม่ชื่อว่าสมณะสืทธัตถะและเป็นพระพุทธเจ้า ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองอย่างเด็ดขาดสมบูรณ์ ไม่มีใครสอนพระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้แจ้งเห็นจริงแล้วพระองค์ก็ได้นึกถึงอาจารย์ทั้ง ๒ คืออาจารย์อาราฬดาบท และอาจารย์ อุททะกะดาบทพระพุทธเจ้าจะเสด็จไปโปรดก่อนเลยทราบว่าอาจารย์ทั้งสองได้เสียชีวิตไปเสียแล้ว พระองค์ก็ดำหริว่าถ้าเช่นนั้นก็จะไปโปรดปัญจวัคคีที่หลงผิดที่ป่าอิสิปตนะมฤคทายวันก่อนเลยทันที่ พอพระพุทธเจ้าเสด็จไปอัญญโกณฑัญญะเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาแต่ไกลโกญฑญะก็รีบไปบอกนักบวชปัญจวัคคีทั้ง ๔ว่า พระสิทธัตถะเสด็จมาหาเราแล้ว อย่าไปต้อนรับนะ แต่ปูที่ประทับให้พระองค์นั่งเท่านั้น พออง๕ืสาเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จมาใกล้เข้าอัญญาโกญฑัณญะแลเห็นพระองค์มีกิริยาท่าที่ไม่เหมือนแต่ก่อนมา แล้วชมพระองค์ว่ามีกิริยาเรียบร้อยมีรูปร่างงามเด่นสีพระพักตร์สดใสมีประกายรัศมีงามผ่องเป็นอย่างมากเลบผิดจากที่บำเพ็ญทุกกิริยาอย่างเห็นได้ชัดไม่ว่าทุกิริยาบทของพระองค์มีสง่างามสำรวมด้วยศีลบริสุทธิ์ ทำให้ อัญญาโกญฑัญญะเกิดความเสื่อมใสถึงกับรีบเข้าไปก้มกราบพระบาทของพระพุทธเจ้าทันทีแล้วอุทานว่าพระองค์สำเร็จตรัสรู้เป็นอนุตตะระสัมมาสัมโพธิ์ญาณเป็นพระศาสดาเอกในโลกแน่แท้แล้วบริสุทธิ์กิเลสดับพ้นจากทุกข์ทั้งปวงแล้ว เมื่อพระพุทธเจ้าเห็น อัญญาโกณฑัญญะเข้ามากราบพระองค์ก็ชี้แจงแสดงธรรมะให้โกณฑัญญะด้วยธรรมจักกัปปวัตตะนะสูตรเป็นปฐมเทศนาโปรด อัญญาโกฑัญญะเป็นคนแระ โกณฑัญญะก็ตั้งใจฟังพระพุทธเจ้าแสดงธรรมสั่งสอนด้วยความเลื่อมใส แล้วพระองค์ตรัสว่าดูกรโกณฑัญญะ การเกิดเป็นธรรมดา แก่เป็นธรรมดา เจ็บเป็นธรรมดา เกิดขี้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไปเป็นธรรมดานั้นเธออย่าประมาทจงคงความประมาทให้ถึงพรอมอยู่เสมอ จงรีบสร้างเสียซึ่งความดีก่อนที่จะแก่ เจ็บ และจะตายให้หลุดพ้นจากทุกข์เถิดโกณฑัญญะ การปฏิบติตนให้พ้นทุกข์นั้นจะต้องเดินทางสายกลาง ตึงเกินไปหย่อนเกินไปเป็นทุกข์โกณฑัญญะว่ามัชฌิมาเป็นทางแห่งปัญญาจะรุ็แจ้งเห็นจริงในชีวิต โกณฑัญญะ ตุณหาเป็นแห่งทุกข์ เมื่อมีทุกข์ที่เกิดมาจากเหตุถ้าเหตุดับผลของทุกข์จึงจะดับนะ ไปดับที่ผลไม่ได้เปรียบเสมือนต้นไม้เราจะให้มันตายไปตัดก่ิงมันไม่ตายหลอกต้องตัดที่โคนถึงรากจึงจะตาย ฉันใดก็ดี ตัณหาเป็นเหตุของทุกข์ ก็ดับที่ตัณหานั่นแหละเพราะมันเป็นเหตุของทุกข์กิ่งเป็นผล ต้นเป็นเป็นเหตุ นะ โกณฑัญญะตัณหาเป็นเหตุทุกข์เป็นผลนั้นเอง พออัญญาโกณฑัญญะได้ฟังพระธรรมเทศนาของสมัมาสัมพุทธเจ้าก็ได้สติได้ความสว่างก็ได็ดวงตาเห็นธรรมเรียกว่าธรรมจักรกัปปวัตตะนะสูตรหรือธรรมจักษุจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วก็พระพุทธเจ้าก็ได้บวชให้ด้วย เอหิภิกขุ ประสัมประทา ซ่ึงแปลว่าจงเป็นภิกษุมาเถิดธัมเรากล่าวดีแล้ว ทันใดนั้นพระอัญญาโกณฑัญญะก็ได้เปฌนพระอริยะสงฆ์องค์แรกในโลกแลฃะเป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็ได้พระรัตนไตรมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ในวันนั้นแล้วพระอัญญาโกณฑัญญะไปบอกให้ฤษีทั้ง ๔ ตนคือ วัปปะ ภัทธิยะมหานาม อัสชฺิ มาฟังพระธรรมของพระองค์จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้ง ๕ รูปแล้วพระพุทธเจ้าบวชให้เป็นสาวกของพระองค์และเป็นพยานในพระพุทธศาสนาของพระองค์ให้ไปในงานเผยแพร่พระพุทธศาสนาต่อไปเรียกว่าวัน อาสาฬหะบูชาหรือเป็นวันพระพุทธเจ้าประกาศพระศาสดาในวันนั้น ต่อมาถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๘ ฤดูฝนพระพุทธเจ้าเห็นว่าการไปเผยแพร่พระศาสนานั้นเป็นการยากลำบาก
วันตรุษสงกรานต์ ปีใหม่ไทย
แต่สมัยก่อนนั้นเขาก็เรียกว่าปีใหม่ นั่นแหละ ตรุษสงกรานต์นั้น แปลว่า ความยินดี หรือดีใจนั่งเอง การเล่นตรุษสงกรานต์ ปีใหม่ให้ถูกต้องตามประเพณีนิยมของไทยในอดีตนั้น เมื่อถึงวันปีใหม่ตรุษสงกรานต์วันที่ ๑๓ เมษายน ของทุกๆปีที่บรรพบุรุษ ทำกันมาเป็นเวลานานหลายร้อยปีมาแล้ว ปัจจุบันเราก็ทำต่อ ซึ่งมีพี่น้องชาวไทยและชาวบ้านที่เป็นชาวพุทธและผู้ที่นับถือประเพณีไทยตลอดจนกระทั่งชาวต่างชาติ ต่างภาษาก็มีความยินดีปรีดา ดีใจเข้ามานิยมชมชอบในประเพณีปีใหม่ตรุษสงกรานต์กันเป็นจำนวนมากและเข้ามาเล่นสงกรานต์กันอย่างสนุกสนาน ด้วยความยินดี และสุภาพ อย่างในอดีต
วันแรกคือวันที่ ๑๓ เมษายน แต่ก่อนผู้หลักผู้ใหญ่เขาเรียกวันนี้ว่าสงกรานต์ล่อง ตอนเช้าชาวบ้านก็ไปทำบุญตักบาตรกันที่วัด กันถ้วนหน้า พอกลับจากวัดแล้ว เขาก็เอาผ้าเสื้อออกมาซักในแม่น้ำบ้าง ตามคลองบ้าง ตามห้วยหนองคลองบึงบ้าง ที่ใกล้บ้านของตัวเอง เพื่อทำความสะอาดความสกปรกรกรุงรังให้ไหลไปตามกระแสน้ำ ตลอดจนยักใยในบ้านของตนเอง และชาวเกษตรกรชาวนาเขาก็ขุดดินถมคันนาที่ช่องน้ำไหลให้มิดชิด เขาถือว่าถมไม่ให้เงินทองไหลไปไหน ให้ข้าวปลานาอุดมสมบูรณ์และเป็นสิริมงคลยิ่ง ตามที่ได้เห็นได้ผ่านมา พอถึงวันที่ ๑๔ เมษายน เขาเรียกวันนี้ว่า (วันเนา)ชาวบ้านก็ไปทำบุญที่วัดกันเช่นเคย ตามโบราณที่ได้พบเห็นมาแต่ครั้งนั้น ตามปกติคนในสมัยนั้น เขาไม่ให้ลูกสาว หลานสาว ออกจากบ้านไปไหนมาไหนตามลำพัง มาถึงวันตรุษสงกรานต์ปีใหม่ไทย พ่อแม่ ปู่ย่า ตายายเขาก็อนุญาตให้ไปเล่นสงกรานต์ตามประเพณี แต่ผู้หญิงเขาไม่ให้ไปเล่นที่อื่นให้เล่นในหมู่บ้านของเขาเอง หรือที่วัดในหมู่บ้านส่วนผู้ชายก็จะเดินไปตามหมู่บ้านนั้น บ้านนี้บ้าง สมัยนั้นไม่มีรถ จะเดินกันไกลบ้าง ใกล้บ้างการะเล่นในวันปีใหม่ก็มีลูกช่วงบ้างมอญซ่อนผ้าบ้าง ไม้ลูกเดาะบ้าง ผู้หญิงล้อมจับผู้ชาย เพื่อได้พูดคุยกัน หยอกล้อกันพอสมควร ตามประสาหนุ่มๆสาวแลกเปลียน่ผ้าเช็ดหน้ากันบ้าง ตามประเพณีที่ถูกต้อง และไม่ผิดศีลธรรม ในสมัยนั้นโบราณที่เขาได้ห้ามไว้ เช่นไม่ไปถูกเนื้อต้องตัวของผู้หญิงในเชิงลวนลาม คนแต่ก่อนเขาจะเคารพซึ่งกันและกันในวัฒนะธรรมประเพณี ไมล่วงละเมิดในศีลธรรมที่เป็นศักดิ์ศรีของตัวเองและผู้อื่น โดยมากเขาจะรู้เองว่าศีลธรรมคืออะไร คนที่มีศีลมีธรรม เขาถือว่าเป็นผู้เจริญแล้วเพราะฝ่ายหญิงเป็นผู้เสียหาย ผู้ที่ล่วงเกินผู้หญิง เขาถือว่าผู้นั้นทำลายวัฒนะธรรมประเพณีนิยมอันสูงสุดยิ่งและศักดิ์ศรีของตัวเอง ไม่ถนอมน้ำใจกันอันเป็นมงคลยิ่งของปีใหม่ไทย
ครั้งหนึ่งในสมัยนั้นเคยเห็นสาวๆเป็นกลุ่มๆเห็นพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งเดินมาพากันล้อม แล้วขอปัจจัยท่าน เรียกขอเงินกันกินน้ำแข็งสักแก้วเถอะ พระท่านก็ให้ ๔๐ – ๕๐ บาท แต่ขอมาก็ไม่ได้เอาไปไหน ก็เอามาทำอาหารให้พระภิกษุท่านฉันท์ทำบุญในวันสงกรานต์ปีใหม่ตอนเช้านั่นแหละ แล้วสาวๆหนุ่มๆทั้งหลายเหล่านี้ก็มาเรี่ยไรคนละ ๑๐ – ๒๐ บาท คนละน้อยได้เท่าไหร่ก็แล้วแต่ แต่ให้มากกว่าที่พระให้เรานะ แล้วก็เอามาถวายคืนท่านในวันสรงน้ำพระ เพื่อทำบุญด้วยแล้วก็รับพรจากท่านในวันสรงน้ำพระนั่งแหละ คือขอเล่นกันในวันสงกรานต์ปีใหม่ แล้วก็ร้องรำทำเพลงสนุกสนานตามภาษาหนุ่มๆสาวๆ
พอรุ่งขึ้นวันที่ ๑๕ เมษายน เขาจะเรียนวันนี้ว่าวันพญาวัน ตามที่โบราณท่านกล่าวไว้ก็ไปทำบุญกันที่วัดเช่นเคยหรือใครจะนิมนต์พระไปฉันท์เช้า เพลที่บ้านก็แล้วแต่สะดวกเพราะวันพญาวันเป็นวันสำคัญของวันมหาสงกรานต์หรือวันปีใหม่ของไทยเป็นมหากุศล แล้วก็จะมีลูกหลานพากันหาบสำรับกับข้าวและน้ำมะกรูดส้มป่อย ใส่ขันใส่น้ำอบไทยไปหาพ่อแม่หาปู่ย่าตายายกันแล้วก็อาบน้ำดำหัวท่านเพื่อขอขมาท่านปู่ย่าตายายด้วยแล้วก็รับพรท่านๆก็ผูกข้อมือให้ลูกหลานเพื่อเป็นสิริมงคลในวันปีใหม่
ถ้าจะสรงน้ำพระวันไหน คณะกรรมการและมรรคทายกจะประชุมกันหาวันที่เหมาะสม สมมุติว่าจะสรงน้ำวันที่ ๑๖ เมษายน เขาก็จะพากันไปก่อพระทรายกันที่วัดตอนบ่ายๆเย็นๆในวันที่ ๑๕ เมษายนแล้วตอนกลางคืนก็จะฉลองสงกรานต์ปีใหม่กันในวันนี้ด้วยจะมีลิเก ลำตัด ภาพยนตร์ อะไรก็สุดแล้วแต่จะตกลงกัน
วันสรงน้ำพระเขาจะมีน้ำอบไทย อย่างทุกวันนี้แหละ เมื่อสรงน้ำเสร็จน้ำที่เหลือจะสรงน้ำพระสงฆ์แล้วก็จะเอามาเล่นสาด ตามประเพณีพอสมควร แล้วพระก็ลงศาลาให้พรแก่ญาติโยมที่มาสรงน้ำเป็นเสร็จพิธีของปีใหม่สงกรานต์ไปปีหนึ่ง เมื่อเสร็จแล้วรุ่งขึ้นวันที่ ๑๗ เมษายน บางคนก็จัดทำบุญเลี้ยงพระอีกบางคนก็เลี้ยงเพลบางคนก็เลี้ยงเช้าเรียกว่าทำบุญท้ายปีใหม่ ใครจะเลี้ยงก็ได้ไม่เลี้ยงก็ได้แล้วแต่ศรัทธา ที่บรรยายมานี่พอสมควรด้วยประการฉะนี้
โลกคืออะไร
โลก คือรูปสังขาร ที่มีใจครองก็มี ที่ไม่มีใจครองก็มี ที่ประกอบด้วยธาตุ ๔ ก็มี ที่ไม่มีธาตุ ๔ ก็มี เรียกว่าสังขารโลก มีด้วยกัน ๒ อย่างคือ โลกภายใน กับโลกภายนอกจะขอบรรยายของโลกภายในก่อน โลกภายในนั้นได้แก่ โลกคือหมู่สัตว์ หรือเรียกว่าสัตว์โลกที่เป็นสิ่งที่มีชีวิต มีวิญญาณ เลื้อยคลาน เคลื่อนไหวไปมาได้เรียกว่า อุปปาทินนะกะสังขาร สังขารที่มีใจครองที่เรียกชื่อไปต่างๆ เช่น นก หนู ปู ปลา ช้าง ม้าวัว ควาย คนเป็นต้น คนเรียกแยกออกเป็นอีกจำพวก คือมนุษย์ มนุษย์แยกเป็น ๒ กลุ่มคือ
กลุ่มที่ ๑ เรียกว่ามนุษย์ชาติ ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ที่ยังไม่มีธรรมะเป็นเครื่องตบแต่งจิตใจให้สว่าง คือเป็นมนุษย์ที่จิตใจไม่สะอาดมืดอยู่
กลุ่ม ๒ เป็นมนุษย์ธรรม เป็นผู้มีธรรมะ มีวัฒนะธรรมประจำใจซึ่งเป็นมนุษย์ที่เจริญด้วยคุณธรรม มีจิตใจแจ่มใสเป็นผู้สว่างแล้ว กำลังจะเดินไปสู่ความพ้นทุกข์ก็มี ที่ท่านเรียกอีกอย่างหนึ่งโลกคือความทุกข์ สุข คือพระธรรม เพราะพระพุทธเจ้าท่านสอนให้เราค้นหาความจริงที่ตัวเราไปสอนให้เราค้นหาสุข ทุกข์ ที่อื่นเพราะสุข ทุกข์ อยู่ที่ตัวเรา แก้ที่ตัวเรา ไม่จำเป็นที่จะไปคันหา สุข ทุกข์ ในโลกนั้น โลกนี้คนหาที่ภายใน คือตัวเรานี่แหละ จึงจะเป็นผู้ฉลาด
ส่วนสัตว์จำพวกที่ยังไม่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นสัตว์บางชนิดที่เป็นโพธิสัตว์ ก็มีเช่น ช้างแสนรู้ ม้าแสนรู้ วัวแสนรู้ ควายแสนรู้ สุนัขแสนรู้ นกแสนรู้ หนูแสนรู้ อีแร้งแสนรู้เป็นผู้มีศีล ไม่กินของเป็น ก็เป็นโพธิสัตว์ ไม่รังแกสัตว์ด้วยกัน
สัตว์มี่ดุร้ายที่ไม่ได้รับรู้ผิดชอบชั่วดี ไม่รู้ผิดรู้ถูกนั้นและฝึกไม่ได้เรียกว่าเดรัจฉานนี่คือสังขารโลกภายในเรียกว่าโลกคือหมู่สัตว์ที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น
ส่วนสังขารโลกภายนอกเรียกว่าอนุปาทินนะกะสังขาร สังขารที่ไม่มีใจครองมีมีวิญญาณ ไม่มีชีวิต มี ดิน น้ำ ลม ไฟ กับที่ไม่มี ดิน น้ำ ลม ไฟนั้นได้แก่เช่น บ้านเรือน รถ เป็นวัตถุผุพัง แตกสลายได้ที่อยู่ในสังขารโลก แต่สิ่งที่ไม่มีชีวิตอีกอย่างหนึ่งและไม่มีวิญญาณไม่ผุพังได้แก่ โลกคือหมู่ดาวระยิบระยับเป็นที่อาศัยของหมู่มนุษย์และสัตว์ก็มี ที่ไม่มี มนุษย์และสัตว์อื่นอาศัยอยู่ก็มี เพราะหมู่ดาวนั้นมักเป็นวัตถุของเขากี่ร้อยกี่ล้านปี เขาก็อยู่ของเขาอย่างนั้น นี่คือโลกหมู่ดาวที่ได้เรียกว่าสังขารโลกภายนอกเรียกว่าอนุปาทินนะกะสังขาร
ผ้าอาบน้ำฝน
พระพุทธเจ้ามี พระบรมพุทธนุญาติไว้ในพระไตรปิฎกว่าผู้ที่บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ ในพระพุทธศาสนา ให้ใช้ผ้าสามผืนเรียกว่าผ้าไตรตามพุทธบัญญัติ ไตรแปลว่า ๓ ผ้าไตรคือผ้า ๓ ผืนได้แก่ ๑. ผ้าสบง ๒. ผ้าจีวร ๓.ผ้าสังฆาฏิ ชื่อว่าผ้าไตรในพระภิกษุใช้ประจำ แต่ผ้าผลัดเปลี่ยน ไม่มีในสมัยนั้น ผ้าหายากเวลาสงฆ์น้ำต้องแอบไปสงฆ์น้ำกันที่ลับๆ อยู่มาวันหนึ่งฝนตกหนัก พระภิกษุทั้งหลายไม่สามารถจะไปบินทบาตรได้ เห็นฝนตกไม่หยุด พระภิกษุเหล่านั้น ก็เลยแก้ผ้าอาบน้ำฝนกัน นางวิสาขาเห็นว่าพระสงฆ์ในวัดออกรับบินทบาตรไมได้นางวิสาขาจึงใช้ให้สาวใช้ในบ้านหาสำรับกับข้าวไปถวายพระที่วัด สาวใช้ไปถึงวัดไม่เห็นพระซักรูป เห็นแต่คนแก้ผ้าอาบน้ำฝน นางก็เลยหามสำรับกับข้าวกลับบ้าน นางวิสาขาก็ถามสาวใช้ว่าอ้าว ทำไมไปเอาอาหารไปถวายแล้ว สาวใช้ตอบว่าไม่มีพระอยู่เลย มีแต่คนแก้ผ้าอาบน้ำฝนกัน นางวิสาขา ก็อธิบายว่า นั่งแหละพระภิกษุละ ท่านไม่มีผ้าผลัดนุ่งสงฆ์น้ำก็จะเปียก สาวใช้ได้ฟังนางวิสาขาอธิบายเข้าใจสาวใช้ฟังก็หาบสำรับไปที่วัดอีกปรากฏว่าพระภิกษุเหล่านั้นก็เข้ากุฏิหมดแล้ว นางวิสาขาเห็นว่าพระภิกษุสงฆ์มีความอยากลำบากต่อการผลัดเปลี่ยนผ้าอาบน้ำ นางวิสาขามหาอุบาสิกาก็ได้เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบทุลพระราชทานพุทธนุญาติให้มีผ้าผลัดอาบน้ำ และใช้ผัดเวลาจำเป็น พระองค์ก็ทรงอนุญาต ให้มีได้แต่แต่จัดรวมอยู่ในผ้าไตร เป็นผ้าผัดอาบน้ำ และเป็นผ้าอาศัยเท่านั้น ต่อมาถึงเดือน ๘ ขึ้น ๑๕ ค่ำวันที่พระภิกษุสงฆ์ปวานาเข้าพรรษา นางวิสาขาก็ได้นำผ้าอาบน้ำฝน และเชิญชวนพุทธศาสนิกชนไปทำบุญเข้าพรรษา แล้วจัดนำผ้าอาบน้ำฝนไปถวายพระเพื่อเอาไว้ผลัดเปลี่ยนสำหรับอาบน้ำใช้เป็นประจำด้วยซึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาตไว้ให้ในพระวินัยปิฎก
ข้าวทิพย์
เมื่อพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นอนุตตระสัมมาสัมโพธิ์ญาณแล้ว พระศาสดา และพระธรรมของพระองค์เฟื่องฟุ้งรุ่งเรือง ดังไปทั่วทุกแคว้น จนชาวประชาตามหัวเมืองต่างความเลื่อมใสศรัทธาและพากันไปฟังธรรมของพระองค์เป็นจำนวนมาก แล้วที่เป็นผู้ชายก็ได้เข้าไปบวชเป็นภิกษุตามพระองค์ก็มีที่เป็นผู้หญิงก็ไปรักษาศีลเจริญภาวนาตามก็มีเพราะพระองค์ท่านมีพระบรมพุทธนุญาติไว้ให้ผู้ที่มีบุตรเป็นชายให้บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ ส่วนผู้หญิงก็บวชถือศีล ๘ ศีลอุโบสถศีล ๑๐ ตามลำดับ
ต่อมานางสุชาดาทราบว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วในโลก นางสุชาดาเกิดความเลื่อมใส ศรัทธาแรงกล้าในพระศาสนาของพระองค์บ้างเพื่อที่จำนำเอาพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์มาประพฤติ ปฏิบัติตามให้เป็นผู้ที่สว่างและเป็นญาติทางพระพุทธศาสนา นางสุชาดาไม่มีบุตรชายจะได้บวชเป็นพระภิกษุสืบพระศาสนา นางสุชาดาก็เลยได้บนบานสานกล่าวแล้วนางก็เดินออกไปนั่งประนมมือกราบไหว้ตามโคนต้นไม้และกล่าวคำอธิฐานปรารถนาไปว่า สาธุ สาธุ ขอให้เทวดาและผู้ทรงศีลทั้งหลายที่บำเพ็ญตนอยู่ตามต้นไม้ก็ดี ตามห้วยหนอง คลองบึงก็ดี ตามอากาศก็ดี จงบันดาลให้ ข้าพเจ้าได้มีบุตรชายสักคนหนึ่งเถอะจะได้ อุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาด้วยแล้วจะทำข้าวมธุปายาส (ข้าวทิพย์)มาถวายเลี้ยงทุกท่าน ณ สถานที่นี้
เมื่อนางสุชาดาตั้งใจปรารถนาไว้เช่นนั้น ต่อมานางก็ได้ตั้งครรภ์ แล้วก็ได้บุตรชายสมดังปรารถนา นางสุชาดาก็จัดการกวนข้าวมธุปายาส(ข้าวทิพย์)ตามที่สัญญาบอกเล่าเอาไว้
พอนางสุชาดาทำการกวนข้าวมธุปายาส(ข้าวทิพย์)เสร็จแล้วนางสุชาดาก็นำเอาข้าวมธุปายาส(ข้าวทิพย์)แล้วเดินไปตามที่มีต้นไท้หวังว่าเทวดาคงคงจะอยู่ตามต้นไม้ตามที่โบราณท่านที่กล่าวไว้ว่า เทวดารักษาต้นไม้นั้นแหละ นางเดินไปก็ไม่พบเทวดาซักองค์เดียวนางสุชาดาก็เดินต่อไปอีก จนในที่สุดก็ได้ไปพบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากำลังประทับนั่งอย่างสงบ แล้วนางก็เดินเข้าไปหาพระองค์อย่างเรียบร้อย เข้าไปใกล้แล้วนางนั่งพับเพียบก้มลงกราบพระพุทธเจ้าจะเอาข้าวทิพย์หรือข้าวมธุปายาสไปถวายพระองค์ พระพุทธเจ้าทรงทราบว่านางสุชาดาจะเอาข้าวมธุปายาส(ข้าวทิพย์)มาเลี้ยงเหล่าเทวดา พระองค์ตรัสกับนางว่า อ๋อ นางจะเอาข้าวมธุปายาสนี้มาเลี้ยงเทวดา นางฟ้าไม่ใช่หรือ นางสุชาดาเห็นพระองค์มีพุทธลักษณะเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ น่าเลื่อมใส นางสุชาดาตอบกับพระองค์ว่าพระองค์ก็คือเทวดาพระเจ้าค่ะ ใต้ฝ่าบาท จะนำเอาข้าวมธุปายาส(ข้าวทิพย์)นี้มาถวายพระองค์เลยพระเจ้าค่ะ พระองค์โปรดจงรับเถิดพระเจ้าค่ะ
พระพุ?เจ้าเห็นว่านางตั้งใจแน่วแน่ด้วยศรัทธาพระองค์ได้ฟังนางสุชาดามีเจตนาเช่นนั้น พระองค์ก็รับเอาข้าวมธุปายาส(ข้าวทิพย์)จากนางสุชาดา สะอาด บริสุทธิ์แล้วพระองค์ก็กล่าวคำว่า สาธุ สาธุ นางผู้มีน้ำใจสะอาดบริสุทธิ์ มีดวงตายาว นางจะพบแต่ความสุข ความเจริญ ให้นางเป็นญาติกับพระศาสนาตลอดไปเถอะ นางสุชาดาก็ปลื้มทราบซึ้งในพระพรของพระองค์เป็นอย่างมากที่สุดและดีใจมากที่ได้บุตรเป็นชายจะได้บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์สืบบวรในพระพุทธศาสนา
เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารับเอาถาดข้าวมธุปายาสจากนางสุชาดาแล้วพระองค์ก็ได้เสวย เสร็จแล้วพระองค์ก็เอาถาดไปลอยน้ำ ถาดนั้นก็จมไปในใต้บาดาล พญานาคได้ยินเสียงถาดมากระทบน้ำดังกึกก้อง ก็พากันมาดูเห็นถาดจมมาซ้อนอยู่ ๔ ใบก็รู้ว่า อ๋อ พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้อีกพระองค์หนึ่งแล้ว เป็นองค์ที่ ๔ ในโลก ชื่อว่าสมณะโคดม คือพระพุทธเจ้าของเรานี่เองนี่คือที่มาย่อๆของข้าวทิพย์ หรือมธุปายาส ของนางสุชาดามาถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่แหละ คือ ข้าวทิพย์ หรือข้าวมธุปายาส
ประเพณีลอยกระทง
ประวัติความเป็นมาของงานประเพณีลอยกระทงทางที่จริงแล้วตามบารณที่ท่านได้กล่าวไว้ในชาดกและจากที่ได้เห็นกันมาแต่ครั้งเก่าก่อนนั้น
เมื่อถึงวัน ๑๕ ค่ำ วันเพ็ญเดือน ๑๒ หรือทางภาคเหนือเรียกกันว่าเดือนยี่เป็ง คนแต่ก่อเขาจะเอาด้ายดิบมาฝั้นเป็นสามแฉก เหมือนตีนกา แล้วเอามาใส่กับถ้วยหรือชามเซรามิก หรือขันที่เป็นโลหะก็ได้บางคนก็เอาใส่กาบกล้วยแล้วเอาน้ำมันมะพร้าวเทใส่ปละจุเป็นพระประทีปเรียกว่าประทีปตีนกา พระประทีปตีนกานี่จะจุดในเวลาพระสงฆ์ขึ้นธรรมมาศเทศเรื่องพญากาเผือกในเจ้า ๕ พระองค์ในเรื่อราวพระจะเทศน์ก็คือเรื่องแม่กาเผือกมีเรื่องอยู่ว่า
มีแม่กาเผือกตัวหนึ่งขาวบริสุทธิ์ อาศัยทำรังอยู่ริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง แม่กาเผือกได้ไข่ไว้ในรัง ๕ ฟองแล้ว วันหนึ่งแม่กาเผือกก็ได้บินออกจากรัง ไปหากินตามลำพังเป็นประจำทุกวัน ในขณะที่กำลังบินหาอาหารอยู่นั้นแม่กาเผือกไม่รู้ว่าเหตุร้ายจะเกิดขึ้นกับตัวเราทำให้ตัวได้รับความทุกข์แล้วมีเหตุการณ์เกิดขึ้นนั้นมีพายุฝนตกหนักลมแรงมากก็ได้เอารังใข่ของแม่กาเผือกกระจัดกระจายไปคนละทิศละทางปานว่าจะสูญหายไปหมด
พอถึงใกล้ตะวันรอนจะตกดินแม่กาเผือกหากินกลับมาไม่เห็นรังและไข่ของตัวเองก็ใจหาย เสียอกเสียใจปานว่าหัวใจจะหลุดจากร่างเป็นอย่างมากที่เดียว แล้วก็บินร่อนตามหาไข่ไปมาจนอ่อนเพลีย ใจ ก็ไม่พบรังและไข่ แล้วบินกลับมาที่อยู่ของรังแล้ว ก็บินไปเรียกหาลูกในไข่ ไปด้วยความหลงไปตลอดเวลาไม่ขาดเสียง เกาะกิ่งไม้กระโดดไปมาจนเมื่อยล้า ด้วยอาลัยรักและคิดถึงลูกในไข่ที่ลอยน้ำหายไป จนแม่กาเผือกหมดแรงอยู่อย่างเงียบเหงาเศร้าใจในที่สุดแม่กาเผือกก็สิ้นใจที่พลัดพรากจากไข่ทั้ง ๕ ไปแล้วก็พัดตกจากกิ่งไม้ลงในธารน้ำอย่างน่าสงสารมาก
นี่ก็คือความรักของแม่ที่มีต่อลูก ถึงแม้ลูกยังเป็นไข่แม่ก็ยังรักและหวงแหนและคิดจนเสียสละแม้แต่กระทั่งชีวิตและน้ำตานี่แหละคือแม่ด้วยแรงอนิสงส์ที่มีต่อลูกห่วงลูกจนเสียชีวิตไปต่อหน้าต่อตานั้น ทำให้แม่กาเผือกได้ไปเกิดเป็นพระพรหมในสวรรค์ชั้นพรหมอย่างมีความสุขนี่คือในชาดกที่ท่านกล่าวไว้เป็นหลักความจริงของธรรมชาติ แม่ย่อมรักลูกสุดชีวิตเป็นธรรมดา
ส่วนไข่ทั้ง ๕ ฟองที่ถูกกระแสน้ำพัดลอยไปติดกับผู้อุปถัมภ์ ทั้ง ๕ ได้แก่
ฟองที่ ๑ อยู่กับไก่ คลอดออกมา ชื่อว่ากุกุสันโท
ฟองที่ ๒ อยู่กับพญานาค คลอดออกมา ชื่อว่าโคนาคะมโน
ฟองที่ ๓ อยู่กับเต่า คลอดออกมา ชื่อว่ากัสสโป
ฟองที่ ๔ อยู่กับแม่โค คลอดออกมา ชื่อว่าโคตะโม
ฟองที่ ๕ อยู่กับราชสี คลอดออกมาชื่อว่า ศรีอาริยะเมตไตร
ไข่ทั้ง ๕ ฟองนี้ได้เกิดมาเป็นพระโพธิสัตว์ทั้งหมด
เรียกว่าพระเจ้า ๕ พระองค์ แล้วต่อมาพระเจ้า ๕ พระองค์ก็ได้ตรัสรู้ไปแล้ว ๔ องค์
- กุกุสันโท
- พระโคนาคะมะโน
- พระกัสสโป
- พระโคตะโม คือพระพุทธเจ้าของเราที่ให้กำเนิดพรพุทธศาสนานี่เอง
สำหรับพระโคตะโม หรือสมณะโคดมนั้นชื่อว่าพระสิทธัตถะได้มาเป็นพระพุทธเจ้าให้กำเนิดพระพุทธศาสนา ถึงแม้พรองค์ท่านจะนิพพานไปแล้วหลายพันปีก็ตามพระพุทธศาสนาของพระองค์ก็ยังอยู่ให้เรายึดเหนี่ยวจิตใจนับถือกันอยู่ในปัจจุบันทุกวันนี้เรียกว่าพระพุทธศาสนา จากพระเจ้าองค์ที่ ๔ คือพระสมณะโคดม
เหลือแต่องค์ที่ ๕ คือพระศรีอาริยะเมตไตรองค์สุดท้ายยังไม่ได้มาตรัสรู้และจะได้ตรัสรู้เป็นองค์ต่อไป
อยู่มามีผู้รู้คนหนึ่งได้มาพบประวัติความเป็นมาของประเพณีลอยกระทงที่สืบเนื่องมาจากเรื่องพญากาเผือก เอามาอ่านดูก็มีความสนใจเป็นอันมากเพราะเป็นประวัติเกี่ยวกับพระโพธิสัตว์เจ้าและเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาที่เราจะต้องนำมาประพฤติ ปฏิบัติจึงได้เก็บรักษาไว้ แล้วต่อมาก็จึงได้คิดจัดทำกระทง พระประทีปตีนกาขึ้นมา ตามประวัติที่บันทึกเอาไว้ของแม่กาเผือก จุดพระประทีปตีนกา แล้วใส่กระทงลอยน้ำเพื่อบูชาพระเข้า ๕ พระองค์เป็นพุทธบูชา
แล้วต่อมานางนพมาศก็ได้มาจัดเป็นงานประเพณีลอยกระทงให้เราทั้งหลายได้มาบูชาพระโพธิสัตว์ พระเจ้าทั้ง ๕ พระองค์ได้ทำกันมาถึงทุกวันนี้เป็นประจำทุกๆปี
ก่อนที่จะเอากระทงมาลอยน้ำ ก็ต้องให้ผู้เป็นมรรคทายกนำกล่าวคำถวายกระทงเสียก่อนดังนี้
มยัง อิมินา ประทีเปนะ อสุกายะนัมทายะ นะทิยา ปุริเน ฐิตัง มุนิโน ปาทะกะ จัญชัง อภิปูเชมะ อะยัง ปะทีเป มุนิโน ปทะวะลัญชัสสะ ปูชา อัญหากัง ฑีระรัตตัง หิตายะ สุขายะ สังวัตตตุ
จบแล้วยกเอากระทงของใครของมันยกใส่หัวแล้วว่า คาถา พระเจ้า ๕ พระองค์ดังนี้
นะมะภะทะ นโมพุทธายะ แล้วก็ยกเอากระทงลอยน้ำไป
นี่คือความเป็นมาของประเพณีลอยกระทงจากชาดกที่ท่านผู้รู้ได้กล่าวไว้ แต่ครั้งโบราณ
ทอดกฐินทำไมต้องมีจระเข้และนางมัจฉา
มีตำนานเก่าเล่ากันมาว่ามีเศรษฐีคนหนึ่งมีทรัพย์และสมบัติมากมายหลายร้อยโกฎ อยู่มาเศรษฐีผู้นั้นเอาเงินไปฝังไว้ที่ใกล้ท่าน้ำสะพานแห่งหนึ่ง แล้วต่อมาเศรษฐีก็เริ่มเจ็บป่วยขึ้น จากนั้นไม่นานนักเศรษฐีผู้นั้นก็เสียชีวิตลงแล้วไปเกิดเป็นจระเข้ ว่ายวนเวียนคอยเฝ้าทรัพย์สมบัติที่เศรษฐีผู้นั้นนำไปฝังไว้ที่ท่าน้ำเป็นประจำด้วยความลำบาก ไม่ได้หลับไม่ได้นอน ไม่ได้รับความสุขเลย
อยู่ มาวันหนึ่ง จระเข้ผู้เป็นเศรษฐีก็ได้ไปเข้าฝันภรรยา บอกภรรยาฉันตายมาเป็นจระเข้อยู่อย่างทรมานมาก คอยว่ายวนเวียนเฝ้าทรัพย์สมบัติที่ฝังไว้ทุกวันไม่ได้เว้น ขอให้เธอช่วยนำเอาเงินที่ฝังไว้นี้ไปทำบุญทอดกฐิน อุทิศให้ฉันได้ไปเกิดที่ดีมีความสุขด้วยเถิดทั้งมีมัจฉาปลาทั้งหลายจะมาขออนุโมทนารับกุศลส่วนบุญจะได้ไปเกิดเป็นบริวารด้วย
ทันใดนั้นภรรยาของเศรษฐีที่เป็นจระเข้ก็ตกใจตื่นขึ้นแล้วก็มาปรึกษาหาลือกับผู้รู้ทั้งหลายที่จะทำการทอดกฐินเพื่ออุทิศบุญกุศลให้สามีที่เป็นจระเข้และสัพสัตว์ทั้งหลายมีมัจฉาและปลาทั้งหลายเป็นต้น ผู้รู้ท่านบอกว่าเครื่องกฐินนั้นมี อันดับแรกมีตู้ผ้าไตร บาตร ตาลปัด ปราสาทผึ้ง จามร ตะกร้าไม้คานหาบ หม้อ ทัพพีกระจ่า ชาม ช้อนมีด ซิ่ว จอบ เสียม และรูปจระเข้ นางมัจฉา ที่ร่วมอนุโมทนาเป็นบริวารด้วยและเท้าทั้ง ๔ ที่มาบอกกล่าวให้ผู้ล่วงลับ ไปรับมาเอากุศลบุญที่อุทิศไปให้ เครื่องกฐินทั้งหมดนี้เรียกว่าบริวารกฐินตามที่ทางโบราณเขาทำกันมาหรือเรียกอีกอย่างหนึ่ง คือ กฐิน
เมื่อปรึกษากันเสร็จแล้วภรรยาของเศรษฐีก็กำหนดงานทอดเลย พอถึงวันทอดกฐินภรรยาของเศรษฐีที่เป็นจระเข้ก็เป็นเจ้าภาพเอาผ้าไตรไปที่แท่นทั้ง ๔ ที่เขาทำคอยเอาไว้พร้อมทั้งมรรคทายกก็นำคำบอกกล่าวให้ผู้ล่วงลับไปแล้วรวมทั้งสามีที่เป็นจระเข้ แล้วนางมัจฉา ปลาทั้งหลายให้มารับเอากุศลส่วนบุญที่ภรรยาได้ทอดกฐินที่อุทิศไปให้
พอรุ่งขึ้นภรรยาก็นำเอาผ้าไตรกฐินไปทอดมาคทายกกล่าวคำถวายจบแล้วพระภิกษุสงฆ์ก็ยกมือประนมแล้วก็ยกขึ้นอนุโมทนา สาธุพร้อมกัน เศรษฐีผู้เป็นจระเข้ก็ดีใจ พร้อมทั้งนางมัจฉาและปลาทั้งหลายพากันร่วมโมทนาในมหากุศลบุญอันยิ่งใหญ่ที่อุทิศให้ในครั้งนี้
เมื่อเสร็จจากพิธีทอดกฐินแล้วมรรคทายกก็เอารูปธงจระเข้กับรูปนางมัจฉาไปปักไว้ที่ท่าน้ำหรือสระน้ำก็ได้ และด้วยอำนาจอานิสงส์แห่งมหากุศลในการทอดกฐินอันยิ่งใหญ่ที่อุทิศไปให้ในครั้งนี้แหละที่ทำให้เศรษฐีที่เป็นจระเข้ผลที่ได้จากอนุโมทนากฐินในครั้งนี้สามีจึงได้เกิดอยู่ที่ดีมีความสุขและมีทั้งบริวารมาปนนิบัติอยู่ในปราสาทราชวิมานเป็นที่อยู่อย่างสุขสบาย
นี่คือประวัติที่มาขอการทอดกฐินมีธงจระเข้กับนางมัจฉาจากคนเก่าเล่ามาให้ฟังพอสมควรและได้ทำมาจนทุกวันนี้
ช่างตัดผมในเมืองไทยคงมีไม่น้อย แต่ช่างตัดผมที่เป็นปราชญ์แบบคุณตาหาได้ยากยิ่ง
ค่ะ ลุงทองรัก โมราบุตรท่านนี้ เป็นพี่ชายพ่อของดิฉันเอง ท่านเป็นบุคคลที่น่านับถือ ปฏิบัติตนอยู่ในระเบียบแบบแผน มีธรรมอยู่ในใจและกายสม่ำเสมอเป็นแบบอย่างที่ดีงามแก่ลูกหลานและบุคคลทั่วไป ตั้งแต่เล็กจนโต ไม่เคยเห็นท่านทำร้ายใครเลย อยูหรือพูดคุยกับท่านแล้วมีความสุขค่ะ ลุงของฉัน