พระราชวุฒาจารย์ รหื อลวงปู่ดุล อตุโล เป็นพระภิกษุฝ่ายวิปัสสนาธุระ ชาวสุรินทร์ ศิษย์ของพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต
หลวงปู่ดุล ถือกำเนิด ณ บ้านปราสาท ตำบลเฉนียง อำเภอเมืองสุรินร์ เมื่อวันอังกคารแร ๒ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีกุน ตรงกับวันอังคารที่ ๔ ตุลาคม ๒๔๓๐ เป็นปีที่ ๒๐ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตัชกาลที่ ๕ โยมบิดาของท่านชื่อ นายแดง ดยมมารดาชื่อ นางเงิม นามสกุลดีมาก หลวงปู่มีพี่น้อง ๕ คน คนแรดเป็นหญิงชื้อ กลิ้ง คนที่สองคือตัวหลวงปู่เอง ชื่อ ดุล คนที่สามเป้นชายชื่อ เคน คนที่สี่และห้าเป็นหญิง ชื่อ รัตน์ และทอง พี่น้องทั้ง ๔ คนของท่านมชีวิตจนถึงวัยชรา และทุกคนเสียชีวิตก่อนที่จะมีอายุถึง ๗๐ ปี มีเพียงหลวงปู่เท่านั้นที่ดำรงอายุขัยอยู่จนถึง ๙๘ ปี
อุปสมบท ณ วัดจุมพลสุทธาวาส อ.เมือง จ.สุรินทร์ ใน พ.ศ. ๒๔๕๓ โดยมีพระครูวิมลสีลพรตเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อแรกบวช หลวงปุ่ได้พากเพียรศึกษาการปฏิบติกรรมฐานอย่างเคร่งครัดมีความวิริยะ อุตสาหะอย่างแรงกล่า จนล่วงเข้าพรรษาที่ ๖ หลวงปุ่จึงหันมาศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดสุทัศน์ จ.อุบลราชานี สอบได้นักธรรมชั้นตรีเป้นรุ่นแรด ของจังหวัดบลราชธานี และได้ศึกษาบาลีไวยากรณ์ (มูลกัจจายน์) จนสามารถแปลพระธรรมบทได เนื่องจากวัดสุทัศน์ เป็นวัดที่อยุ่ในสังกัดธรรมยุตินิกายหลายปู่จึงได้ของญัตติเป็ฯธรรมยิตินิกายใน พ.ศ. ๒๔๖๑ ณ วัดสุทัศน์โดยมีพระมหารัฐ เป้ฯพระอุปัชฌาย์ และในพรรษาต่อมาหลวงปู่ได้มีโอกาสพบพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เมื่อได้ฟังธรรมเพยงครั้งเดียว จากพระอาจารย์มั่น ก็เกิดความอัศจรรย์ใจยิ่ง จึงได้เลิกศึกษาพระปริยัติแล้วออกธุดงค์ตามพระอาจารย์มั่น ไปยังที่ต่าง ๆหลายแก่ง จึงนับได้ว่าหลวงปุเป็นศิษย์พระอาจารย์มั่นในสมัยแรก ต่อมาเจ้าคณะมณฑลนครราชสีมา ขอให้หลวงปุ่กลับจังหวัดสุรินทร์ เพื่อบูรณะวันบุรพาราม หลวงปู่จึงจำต้องระงับกิจธุดงค์และเริ่มงานบรูรณะตามที่ได้รับมอบหมาย หลวงปุ่ได้อุทิศชิวิต เพื่อพระศาสนาอย่างแท้จริง จังได้รับการยอมรับจากสุชนทังหลาย ว่าเป็นอริยงฆ์ที่หาได้ยากยิ่งองค์หนึ่ง
คำสอนหลวงปู่
- “ ผุ้ปฏิบัติที่แท้จริงนัน ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงชาติหน้า-ชาติหลัง หรือ นรก-สรรค์ อะไรก็ได้ ขอให้ตั้งใจปฏิบัติให้ตรง ศีล สมาธิ ปัญญา อย่างแน่วแน่ก็พอ ถ้าสวรรค์มีจริงถึง ๑๖ ชั้น ตามตำรา ผุ้ปฏิบัติดีแล้ว ก็ย่อมได้เลื่อหนฐานะของตนเองตามลำดับ หรือถ้า สวรรค์ –นิพพาน ไม่มีเลย ผุ้ปฏิบัติดีในขณะนี้ย่อมไดม่ไร้ประดยชน์ย่อมอยุ่เป็นสุข เป้ฯมนุษย์ชั้นเลิศ”
- “จิตที่ส่งออกนอก เป็นสมุทัย ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก เป้นทุกข์ จิตเห้ฯจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นมรรค ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต เป็นนิโรธ”
- “คิดเท่าไรๆ ก็ไม่รู้ ต่อเมื่อหยุดได้จึงรู้ แต่ต้องอาศัยความคิดนั้นแกละจึงรู้”
๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยุ่หัวเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็๗พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สมเด้จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธฮ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักาณ์ อัครราชกุมารี พระเจ้าวรวง์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรชายา พระยศในขณะนั้น และพระเจ้าอลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ไปยังวัลบูรพาราม อำเภอเมืองจังสุรินทร์ เพื่อทรงเยี่ยมหลวงปุ่ดุล
หลังจากมีพระราชปฏิสัณถารถึงสุขภาพพลานามัยของหลวงปู่แล้ว พระบาทสมเด้จพระเจ้าอยุ่หัวทรงอาธนาให้หลวงปูถ่แสดงพระธรรมเทศนา และทรงบันทึกเทพไว้ด้วยเมื่อหลวงปุ่แสดงระธรรมเทศนาย่อๆ ถวายจบแล้วพระลาทสมเด้จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนทนาธรรมะข้ออื่นๆ พอสมควรแก่เวลาแล้วทรงถวายจตุปัจจัยแก่หลวงปุ แลวก็เสด็จพะราชดำเนินกลับ
หลวงปู่ท่านมรณภาพลงด้วยอาการสงบ เมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ รวมสิริอายุ ๙๖ ปี พรรษาที่ ๗๔ และเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๒๘ เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ดุล อตฺโล
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี จากพระตำหนักจิตลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต ไปยังท่าอากาศยานดอนเมือง เพื่อประทับเครื่องยินพระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิงศพพระรชวุฒาจารย์ (ดุลย์ อตุโล) อดีตเจ้าอาวาสวัดบูรพาราม ณ บริเวณวนอุทยานแก่งชาติพนมวาย ตำบลนาบับ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เมื่อได้เวลาอันสมควรแก่เวลา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินขึ้นเมรุทรงทอดผ้าไตรที่โกศแล้วจุดเพลิงพระราชทาน หลังจากนั้นสมเด็จพระเทพรัตนราชนสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักาณ อัครราชกุมารี ทรงจุดไฟพระราชทานเพลิงศพแล้วเสด็จลงจากเมรุ ประทับ ณ มุขพลับพลาพิธี สมควรแด่เวลาจึงเสด็จพระราชดำเนินกลับhttps://th.wikipedia.org/wiki/...
หลวงปู่ฝากไว้ บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา ของพระรชวุฒาจารย์ (หลวงปุ่ดูลย์ อตุโล) รวบรวมบันทึกไว้โดย พระโพธินันทมุนี (อดีตพระครูนันทปัญญาภรณ์) อาทิ
เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๒ พระบาทสมเด้๗พระเจ้าอยู่หัวฯ พร้อมด้วยสมเด็๗พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จเยี่ยมหลวงปู่เป็นการส่วนพระองค์ เมื่อทั้งสองพระองค์ทรงถามถึงสุขภาพอนามัยและการอยู่สำราญแห่งอิริยาบทของหลวงปู่แล้ว พระบาทสมเด็๗พระเจ้าอยุ่หัว ทรงมีพระราชปจฉาว่า “หลวงปู่การละกิเลสนั้น ควรละกิเลสอะไรก่อน”..ฯ
หลวงปู่ถวายวิสัชนาว่า
“กิเลสทั้งหมดเกิดรวมอยู่ที่จิต ให้เพ่งมองดุที่จิต อันไหนเกิดก่อน ให้ละอันนั้นก่อน”....
.........................................................................
ทุกครั้งที่ล้นเกล้าฯทั้งสองพระองค์เสด็จเยี่ยมหลวงปู่ หลงจากเสร็จพระราชกรณีกิจในการเยี่ยมแล้วจะเสด็จกลับ ทรงมีพระดำรัสคำสุดท้ายว่า “ชออาราธนาหลวงปุ่ให้ดำรงขันธ์อยู่เกินร้อยปี เพื่อเป็นที่เคารพนับถือของปวงชนทั่วไป หลวงปู่รับได้ไหม”..ฯ
ทั้งๆ ที่พระราชดำรัสนี้เป็นสมัมมาวจีกรร ทรงประทานพรแก่หลวงปุ่โดยพระราชอัธยาศัย หลวงปู่ก็ไม่กล้ารับ และไม่อาจฝืนสังขาร จึงถวายพระพรว่า
“อาตมาภาพรับไม่ได้หรอก แล้วแต่สังขารเขาจะเป็นไปของเขาเอง”.....
.........................................................................
พระเถระฝ่ายกัมมัฎฐานเข้าถวายสัการะหลวงปู่ในวันเข้าพรรษาปี ๒๔๙๙ หลังฟังอาวทและข้อธรรมอันลึกซึ้งข้ออื่นๆ แล้ว หลวงปู่สรุปใจความ อริยสัจสี่ให้ฟังว่า
“ จิตที่ส่งออกนอก เป็นสมุทัย
ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก เป็นทุกข์
จิตเห็จจิต เป็นมรรค
ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต เป็นนิโรธ”
...................................................................................
ผู้ปฏิบัติกัมมัฎฐาน ทำสมาธิภาวนา เมื่อปรากฏผลออกมารูปแบบต่างๆ ย่อมเกิดความสงสัยขึ้นเป็นธรรมดา เช่น เห็นนิมิตในรูปแบบที่ไม่ตรงกันบ้าง ปรากฏในอัยวะร่างกายของตนเองบ้าง ส่วนมากมากราบเรียนหลวงปุ่เพื่อให้ช่วยแก้ไข เรหือแนะอุบายปฏิบัติต่อไปอีก มีจำนวนมากที่ถามว่า ภาวนาแล้วก็เห็น นรก สวรรค์ วิมานเทวดา หรือไม่ก็เป็นองค์พระพุทธรูปรากฎอยู่ในตัวเรา สิ่งที่เห็นเหล่านี้เป็นติงหรือฯ
หลวงปู่บอกว่า
“ที่เห็นนั้น เขาเห็นจริง แต่สิ่งที่ถูกเห็น ไม่จริง”..............
ถามหลวงปุ่ต่ำปอีกว่า นิมิตทั้งหลายแหล่ หลวงปู่บอกวายังเป็นขชองภายนอกทั้งหมด จะเอามาทำอะไรยังไง จึงหลีกไม่พ้น นั่งถาวนาที่ไร พอจิตจะรวมสงฐก็เข้าถงภาวะนั้นทันที หลวงปู่โปรดได้แนะวีละนิมิตด้วยว่า ทำอยางไรจึงจะได้ผล
หลวงปู่พูดว่า
“เออ นิมิตบางอยางมันก็สนุกดี น่าเพลิดเพลินอยู่หรอก แต่ถ้าติดอยู่แค่นั้นมันก็เสียเวลาเปล่า วิธีลได้ง่ายๆ ก็คือ อย่าดูสิ่งที่ถูกเห็นเหล่านั้น ให้ดุผู้เห็น แล้วสิ่งที่ไม่อยากเห็นนั้นก็จะหายไปเอง”....
........................................................................
หลวงปู่ได้รับนิมนต์ไปโปรดญาติโยมที่กรุงเทพฯ เมื่อ ๓๑ มีนาคม ๒๕๒๑ ในช่วงสนทนาธรรม ญาติโยมสงสัยว่า พุทโธ เป็นอย่างไร หลวงปุ่ได้เมตตาตอบว่า
เวลาภาวนาอย่าส่งจิตออกนอก ความรู้อะไรทั้งหลายทั้งปวงอย่าไปยึด ความรุ้ที่เราเรียนกับตำหรับ ตำรา หรือจากครูบาอาจารย์ อย่าเอามายุ่งเลย ให้ตัดอารมณืออกให้หมด แล้วก็เวลภาวนาไปให้มันรู้ รู้จากจิตของเรานี้แหละ จิตของเราสงบ เราจะรู้เอง ต้องภาวนาให้มากๆ เข้า เวลามันจะเป้น จะเป็นของมันเอง ความรู้อะไรๆ ให้มันออกมาจากจิตของเรา
ความรู้ที่ออกจากจิตที่สงบนั้นแหละเป็นความรู้ที่ลึกซึ้งถึงที่สุด ให้มีรู้ออกจากจิตเองนั้นแหละมันดี คือจิตมันสงบ
ทำจิตให้เกิดอาราณ์ดันเดียว อย่างส่งจิตออกนอก ให้จิตอยุ่ในจิต แล้วให้จิตภาวนาเอาเอง ให้จิตเป็นผู้บริกรรมพุทโธ พุทโธ อยู่นั่นแหละ แล้วพุทโธนั่นแหละจะผุดขึ้นในจิตของเรา เราจะได้รู้จกว่า พุทธนั้นเป็นอย่างไร แล้วรู้เอง..เท่านั้นแหละ ไม่มีอะไรมากมาย...https://sites.google.com/site/...
