เมื่อเขียนจบแล้ว..ผลจะเป็นอย่างไร ผมจะไม่มีการตำหนิแต่จะให้ทุกคน อ่านเรื่องให้เพื่อนฟัง ซึ่งจากการสังเกตก็พบว่า..นักเรียนต่างชื่นชอบเรื่องราวของเพื่อนเช่นเดียวกัน และแต่ละคนก็มีผลงานการเขียนที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง..

             การสอนเขียน..เป็นงานที่ท้าทายผมมาก ผมคิดว่า..สอนยาก แต่ผมก็ว่าน่าจะเอาอยู่ เพราะเด็กนักเรียนของผมส่วนใหญ่อ่านได้และอ่านคล่องด้วย..

            ความคิดเดิมๆของผมก็คือ..ถ้าเด็กอ่านได้ ย่อมเขียนได้ แต่ในความเป็นจริง ผมน่าจะคิดใหม่ แบบว่า..ถ้าเด็กอ่านได้ เขาน่าจะแค่อยากเขียน แล้วถ้าครูคนไหนกระตุ้นการเรียนรู้ให้เด็กเข้าถึงการเขียนได้..ทุกอย่างจะง่ายขึ้น..

            ในทางกลับกัน ที่น่าจะถูกต้องกว่า ก็คือ..ถ้าเด็กเขียนได้ เขาต้องอ่านออกและอ่านคล่องอย่างแน่นอน เพราะการเขียน..เป็นทักษะที่ยากที่สุดแล้ว ซึ่งมีพื้นฐานของการอ่านที่ดีมาก่อน..นั่นเอง..

            การฝึกเขียนของผมอาจไม่เหมือนใคร ผมจะให้เขียนเป็นเรื่องเป็นราว ตั้งแต่แรกเลย..คือ..ลงมือเขียนทันที ไม่ต้องรอให้พร้อม จริงๆ ผมก็ไม่ได้ปฏิเสธแบบฝึกขั้นพื้นฐานที่ปัจจุบันมีให้ใช้อย่างหลากหลาย แต่หากใช้ควบคู่กัน..และจบลงด้วยการเขียนจริงๆ ก็น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง..

            ครูหลายท่าน..ฝึกให้เด็กแต่งประโยคจากภาพ.เติมคำในช่องว่าง..และเชื่อมโยงคำ ตลอดจนเรียงคำให้เป็นประโยคที่สมบูรณ์ รวมทั้งเขียนเรื่องจากภาพ..ที่ครูกำหนดขึ้นมา..

            การสอนเขียน..จากประสบการณ์ของผม เคยมองว่าถ้าจะเขียนให้เป็นเรื่องราว ต้องเริ่มที่ ป.๓..แต่ปัจจุบัน..ได้ทดลองแล้ว ป.๑ – ๒ ก็สามารถเขียนเล่าเรื่องจากประสบการณ์ หรือจินตนาการก็ได้ ถ้าครูมีสื่อที่เร้าความสนใจ..

            ป.๔ – ๖ เป็นชั้นที่กระตือรือร้นในการเขียนมาก ถ้าให้เขียนเรื่องจากประสบการณ์และเรื่องจากจินตนาการ ซึ่งครูต้องเปิดโอกาส ให้มีเวทีในการเขียนบ่อยๆให้มีความต่อเนื่อง เด็กจึงจะมีทักษะ มีความรักความสนใจในการเขียน

            ที่ผ่านมา..ผมจะพานักเรียนไปเรียนรู้และฝึกปฏิบัติจริง ในแหล่งเรียนรู้ ไปเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ ไปเพาะปลูกในแปลงผักปลอดสารพิษ และทำปุ๋ยหมัก..ใครสนใจทำกิจกรรมใด เมื่อเสร็จแล้ว ก็จะบรรยายขั้นตอนการทำงาน บอกวิธีการทำกิจกรรมและผลที่ได้รับจากกิจกรรมนั้นๆ..

             สุดท้ายก็จบลงด้วยการเขียนเล่าเรื่อง. โดยให้บอกเป็นความเรียงร้อยแก้ว บรรยายว่า ทำอะไร? ที่ไหน? อย่างไร? และผลที่ได้รับจากการเข้าร่วมกิจกรรมนั้นๆ..

             การเขียนเล่าเรื่อง..ดังกล่าว..นักเรียนจะเขียนได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ยังขาดความน่าสนใจ และไม่มีความหลากหลาย ผลงานของนักเรียนจะไม่มีความแตกต่างกันมากนัก ผมจึงมีความรู้สึกว่า..ยังไม่ได้สอนการเขียนสร้างสรรค์ให้นักเรียนของผม..

            ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๐ ผมเริ่มทดลองใช้วิธี ที่จะฝึกให้นักเรียนคิดวิเคราะห์และใช้จินตนาการ ในการเขียนมากขึ้น ซึ่งก็ได้ผล..นักเรียนส่วนใหญ่ เขียนได้ทั้งปริมาณและคุณภาพ มีความสนใจในการเขียนและเขียนคล่องแคล่วมากขึ้น...

            โครงสร้างในการเขียนง่ายๆ ที่ผมบอกให้นักเรียนเข้าใจ คือ ย่อหน้า การเว้นวรรคตอน เขียนตัวบรรจงและไม่เขียนวกไปวนมา การสะกดคำระมัดระวัง แต่ไม่ต้องเกร็ง อาจจะเขียนผิดบ้างไรบ้าง ไม่เป็นไร..แก้ไขได้...

            สื่อในการเขียนที่ผมใช้มาตลอด ใช้ตั้งแต่ชั้น ป.๑ ถึง ป.๖ ก็คือ ไม้ไอศกรีม ใบไม้และหนังสือสำหรับเด็ก สำหรับไม้ไอศกรีมและใบไม้..ผมจะให้นักเรียนปะติดในกระดาษ แล้วตกแต่งสีสัน จากนั้นก็ให้นักเรียนบอกเล่าว่า..ผลงานที่นักเรียนสร้างสรรค์นั้น คืออะไร?..ขยายความโดยตั้งชื่อเรื่องก่อน..

            ผมเชื่อว่า..ผลงานศิลปะของนักเรียน เขาจะต้องภูมิใจและอยากให้เป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้น..เขาจะเล่าเรื่องได้และมีความสุขในการเล่า(เขียน)เรื่อง..

           เมื่อเขียนจบแล้ว..ผลจะเป็นอย่างไร ผมจะไม่มีการตำหนิแต่จะให้ทุกคน อ่านเรื่องให้เพื่อนฟัง ซึ่งจากการสังเกตก็พบว่า..นักเรียนต่างชื่นชอบเรื่องราวของตนเองและของเพื่อนเช่นเดียวกัน และแต่ละคนก็มีผลงานการเขียนที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง..

          ผมใช้หนังสือเด็กที่นักเรียนไม่เคยอ่าน โดยให้แต่ละคน เขียนชื่อหนังสือ จากนั้นใช้ชื่อหนังสือเป็นชื่อเรื่อง เขียนบรรยายเชิงจินตนาการ ให้เนื้อเรื่องมีทิศทางเป็นไปตามที่นักเรียนต้องการ ก็ปรากฏว่านักเรียนเขียนได้ดี มีความแปลกใหม่และสนุก...

            การสอนเขียนของผม จึงเป็นวิธีการปฏิบัติที่เรียบง่าย แต่มีประสิทธิภาพทุกครั้ง ที่นักเรียนได้ลงมือเขียน ทำให้ผมมั่นใจและบอกครูว่า..การสอนเขียน..ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว..เพียงแค่เราใช้สื่อง่ายๆใกล้ตัว..และลงมือสอนการเขียนทันที..

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๒๔  พฤศจิกายน  ๒๕๖๐