การตั้งรกรากถิ่นฐานของผู้คนในอดีตอาศัยแหล่งน้ำซึ่งเป็นปัจจัยหลักเปรียบเสมือนสายเลือดใหญ่ในการดำรงชีวิต ที่ใดมีแหล่งน้ำที่นั่นย่อมมีอาหาร มีอาชีพ มีการทำมาค้าขายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอดชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจนความเชื่อของแต่ละชุมชน วิถีชีวิตผู้คนสองฟากฝั่งลำน้ำ มีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงเป็นสะพาน ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ขัว
ขัว คือ สะพาน ที่ทอดจากฝั่งนี้ไปยังฝั่งหน้า ขัวของคนล้านนามีมากมายหลายชนิดที่ใช้เชื่อมสัมพันธ์สองฝั่งลำน้ำ ลำห้วย คูคลองต่าง ๆ อาทิเช่น
ขัวก้อม คือ สะพานขนาดสั้น (ก้อม หมายถึง สั้น)
ขัวก่าย คือ สะพานขนาดเล็ก ใช้พาดข้ามลำน้ำที่ไม่กว้างนัก (ก่าย หมายถึง พาด)
ขัวแขวน คือ สะพานแขวน ขัวแคร่ คือ สะพานที่ทำจากไม้ไผ่ผูกเป็นแพ
ขัวมุง คือ สะพานที่มีมุงหลังคา
ขัวน่องแน่ง คือ สะพานขนาดเล็กทำด้วยลำไม้ไผ่สองลำ สอดสลักและมัดติดกัน
ขัวหย้าน คือ สะพานไม้ขนาดยาวที่ใช้ประกบสองข้างของดั้ง ยาวจากจั่วหน้าถึงจั่วหลังของหลังคาบ้าน
ขัวเหล็ก คือ สะพานขนาดใหญ่ที่ทำด้วยเหล็ก
ขัวเล่มเดียว คือ สะพานที่ใช้ไม้ เช่น ไม้มะพร้าว ไม้ซางพาดข้ามฝั่งเพียงเล่มเดียว
ขัวอกแตก คือ สะพานที่เว้นช่องว่างไว้ตรงกลาง แต่ใช้ไม้ที่แข็งแรงรองรับล้อรถหรือล้อเกวียน
นอกจากนี้ยังมีขัวอีกชนิดหนึ่งที่มีมนต์เสน่ห์แสดงถึงความเป็นล้านนา มีความอ่อนหวาน เวลาเดินจะเกิดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด นุ่มเท้าและเด้งได้ เหมือนมีสปริง ใช้สำหรับข้ามแม่น้ำ ลำห้วย เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านในอดีตที่สะพานคอนกรีตหาได้ยากเพราะมีราคาแพง ชาวบ้านมักนิยมสร้างขัวชนิดนี้ที่เรียกกันว่า ขัวแตะ
ชาวบ้านแถบลุ่มน้ำวังในจังหวัดลำปางในอดีตต่างได้อาศัยขัวแตะเป็นเส้นทางเชื่อมโยง ติดต่อกันของผู้คนสองฟากฝั่งลำน้ำ เมื่อถึงฤดูแล้งลำน้ำวังแห้งขอดชาวบ้านก็จะนัดหมายตกมื้อเอาแรงและวานกันมาช่วยสร้างขัวแตะ ชาวบ้านสองฟากฝั่งแม่น้ำวังใกล้วัดพระธาตุเสด็จ เช่น บ้านวังเลียบทุ่งหนอง จะใช้ขัวแตะในการสัญจรติดต่อค้าขายและแวะเยี่ยมเยือนกันกับชาวบ้านเสด็จ และไปไหว้วัดพระธาตุเสด็จวัดสำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดลำปาง งานประเพณีเดือนยี่เป็งและงานเดือนห้า เป็นต้น
ชาวบ้านจะสร้างขัวแตะเกือบทุกปีในช่วงหน้าแล้ง เพราะในขณะที่ช่วงหน้าฝนน้ำเหนือจะหลากไหลเชี่ยวแรงและเป็นช่วงที่มักมีการล่องไม้ซุงของพ่อค้าไม้ชาวกรุงเทพและชาวพม่า ในช่วงนี้ยังมีเศษไม้ ต้นไม้ที่ค้นล้มจะถูกน้ำพัดพาไปตามกระแสน้ำ ขัวแตะก็จะถูกน้ำพัดพาไปด้วยเช่นกันชาวบ้านจึงไปมาหาสู่กันโดยใช้เรือข้ามฟากมีทั้งคนถ่อเรือและพายเรือ ค่าโดยสารในอดีตครั้งละ 25 สตางค์ไปกลับก็ 50 สตางค์ สองฝั่งน้ำวังในสมัยนั้นจะมีต้นพุธทราและหาดชายขาวน้ำใสเย็น เด็ก ๆ ก็จะใช้ขัวแตะสำหรับเป็นที่กระโดดน้ำเล่น บางคนจะใช้เป็นที่นั่งพักผ่อนดูพระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้า พร้อมกับมองดูวิถีชีวิตของผู้คนที่ใช้ประโยชน์จากลำน้ำวัง เวลาเดินบนขัวแตะจะยวบยาบเหมือนสปริงเสียงเอี๊ยดอ๊าดให้ความรู้สึกดีมากยิ่งขัวแตะยาวเท่าไรก็ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้กับขัวแตะมาก ยิ่งบางช่วงที่เสาเริ่มเอียงก็จะทำให้ขัวแตะคดเคี้ยวไปด้วย
การสร้างขัวแตะของชาวบ้านจะช่วยกันคนละไม้คนละมือ หากบ้านไหนมีล้อเกวียนจะเทียมเกวียนเพื่อไปลากไม้ไผ่ในป่าซึ่งหาได้ง่ายและมีจำนวนมากแค่เดินทางเข้าป่าไม่นานนักและได้อาศัยแรงของหนุ่มวัยฉกรรจ์เพียงไม่กี่คนก็สามารถตัดและบรรทุกไม้ไผ่ลำโตมาได้เต็มเกวียน ระหว่างเดินทางเจ้าของเกวียนก็จะมัดฟางเป็นฟ่อนติดท้ายเกวียนเพื่อให้วัวควายกินตอนเข้าป่า เสียงล้อเกวียนกระทบผิวถนนดินแดง ขณะเจอก้อนหินเป็นบางช่วงเสียงดังเอี๊ยด เกวียนตกหลุม ฟ่อนฟางไหวขึ้นลงตามแรงสัมผัสถนนของล้อเกวียน เสียงผู้คนพุดคุยกันพร้อมเสียงหัวเราะที่ต่างมุ่งหน้าเข้าป่าเพื่อช่วยกันเติมความฝันสร้างสะพานขัวแตะข้ามน้ำให้แก่ผู้คนในหมู่บ้านของตนเอง
หลังจากได้ไม้ไผ่มากองไว้ที่ท่าน้ำแล้ว ผู้ชายก็จะช่วยกันตัดลำไม้ไผ่ให้มีความกว้างตามความต้องการ จากนั้นจะผ่าลำไม้ไผ่ที่ตัดแล้วออกเป็นซีกขนาดประมาณ 1 นิ้ว ตรงปลายปล้องไม้ไผ่จะมีตาไม้เมื่อผ่าแล้วจะได้ตาไม้ที่ยื่นออกมา ชาวบ้านจะไม่เหลาเอาตาไม้ออกเพราะตาไม้นี้จะใช้เป็นสลักช่วยยึดติดกับไม้ค่าว(ไม้ไผ่ซีกขนาดยาวใช้เป็นทางหรือไม้คั่นสำหรับสาน) ที่จะใช้สาน ทำให้แตะที่สานยึดเข้าด้วยกันอย่างแน่นหนาและประหยัดโดยไม่ต้องใช้ตะปูตอก เมื่อได้ไม้ไผ่ซ่าซีกที่เรียกว่าไม้กีบที่พร้อมสำหรับสานแตะแล้วก็จะนำไม้บงซึ่งเป็นไม้ไผ่ชนิดหนึ่งที่เหนียวและทนทำเป็นไม้ค่าวเพื่อความแข็งแรง และจักตอกเอาไว้สำหรับมัด เมื่อเตรียมอุปกรณ์จากไม้ไผ่สำหรับสานขัวแตะแล้ว ก็จะมีการเตรียมเสาที่ใช้รองรับไม้ไผ่สานแตะ ส่วนมากถ้าเป็นขัวที่ไม่ยาวและกว้างมากนัก มีผู้คนสัญจรน้อยก็จะใช้เสาที่ทำจากไม้ไผ่ซึ่งเลือกจากไม้ไผ่ลำโตหน่อย แต่ถ้าหากเป็นขัวแตะที่ใช้ข้ามลำน้ำที่กว้าง ผู้คนสัญจรไปมามากและนอกจากมีคนแล้วยังมีพาหนะอื่นสัญจรอีก เช่น รถหรือล้อเกวียน ชาวบ้านก็จะเลือกไม้ที่เข็งแรงและทนทานสำหรับใช้เป็นเสารองรับแตะไม้ไผ่ที่สาน ไม้ที่นิยมใช้เป็นเสาส่วนมากมักใช้ไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้ดู่ ไม้แดง เป็นต้น
ปู่อาจารย์ที่นับถือของชาวบ้านจะหาฤกษ์งามยามดีในวันที่จะสร้างขัวแตะ จากนั้นเป็นหน้าที่ของแก่บ้าน(ผู้ใหญ่บ้าน)ส่งข่าวบอกลูกบ้านให้มาช่วยกันทำขัวแตะ ผู้ทำหน้าที่สร้างขัวแตะส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชายที่แข็งแรงและมีความถนัดในเรื่องการสานไม้ไผ่ เมื่อถึงเวลาบางส่วนจะช่วยกันฝังเสา วางไม้ค่าว บางส่วนจะสานแตะไม้ไผ่เมื่อเสร็จก็จะนำไปวางบนเสาที่เตรียมไว้ จากนั้นก็จะทำราวโดยใช้ไม้ไผ่เป็นลำสอดสลักและมัดติดกันด้วยตอก ไม่ต้องตอกตะปูหรือผูกเหล็ก ประหยัดเงินและคุ้มค่าการใช้เพราะทุกอย่างที่นำมาสร้างมาจากสิ่งที่อยู่ในชุมชน
การสร้างขัวแตะเหมือนมีงานบุญหรือสวนสนุกประจำหมู่บ้าน ทุกคนมีส่วนร่วมเด็ก ๆ จะเล่นน้ำ ช่วงหน้าแล้งลำน้ำวังจะแห้งขอดเห็นหาดทรายขาวทอดยาวไกลกิจกรรมการเล่นจึงมีมากมายตามความสนใจโดยเล่นจากวัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ เช่น เปลือกหอย หินทราย เด็กผู้ชายที่ย่างเข้าสู่วัยรุ่นจะคอยเป็นลูกมือให้ผู้ใหญ่และได้เรียนรู้ที่จะทำขัวแตะต่อไปในอนาคต ส่วนผู้หญิงทำกับข้าวมาเลี้ยง อาหารที่นำมาเลี้ยงกันก็จะมีหลากหลายแล้วแต่ว่าบ้านไหนจะมีอาหารอะไรก็จะทำมาเลี้ยงกันหรืออาจจะนำวัสดุหรือของกินมารวมกันแล้วปรุงเป็นอาหารมาเลี้ยงกันก็ได้ เช่น ใครมีฟักหรือมีไก่บ้านก็จะนำมารวมกัน
ชาวบ้านเรียกวิธีการนี้ว่า การฮอมปอย คือ การช่วยเหลือกันคนละไม้ละมือโดยไม่เกี่ยงว่าใครทำมากหรือใครทำน้อยเพราะการฮอมปอยจะขึ้นอยู่กับความพอใจสิ่งที่ได้คือ บุญและความสุขใจเป็นสิ่งตอบแทน วิธีคิดและวิถีชีวิตเหล่านี้หล่อหลอมและจรรโลงใจผู้คนชาวบ้านล้านนาให้อยู่อย่างสันติสุข เป็นสังคมที่สงบร่มเย็นมาช้านาน ไม่ต้องคำนึงถึงความเท่าเทียม หรือสิทธิมนุษยชนเพราะในความเป็นจริงของสรรพสิ่งไม่มีสิ่งใดที่เท่าเทียมกันแต่สำคัญตรงบทบาทหน้าที่ของตนเองเฉกเช่นในป่าถ้ามีแต่ต้นไม้ใหญ่ไม่มีหญ้า สัตว์หลายชนิดเช่น วัว ควาย คงมีชีวิตอยู่ไม่ได้ ไม่มีใครสำคัญกว่ากันระหว่างต้นไม้ใหญ่และต้นหญ้าที่อยู่ติดดิน
ดังนั้น การยอมรับในบทบาทหน้าที่ สถานภาพทางสังคม ช่วยเหลือกันคนละไม้ละมือจึงก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมที่งดงามของคนล้านนาสืบต่อมา หลักจากสร้างขัวแตะเสร็จแล้ว ซึ่งส่วนมากจะสร้างเสร็จภายในเวลา 1 วัน พอตกตอนเย็นจะมีการสังสรรค์แบบชาวบ้าน โดยเฉพาะพวกผู้ชายที่ลงแรงทำขัวแตะจะผ่อนคลายด้วยการนั่งล้อมวงคุยกัน พร้อมจิบเหล้าขาวฝีมือคนในหมู่บ้านต้มเองแกล้มกับมะม่วงดิบรสเปรี้ยวที่มีมากในช่วงหน้าแล้ง กินไป คุยไป หัวเราะไป คิดวางแผนและช่วยเหลืองานของหมู่บ้าน เท่านี้ก็เป็นความสุขที่หาได้ไม่ยากของชาวบ้าน การสร้างขัวแตะจึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมในการช่วยเหลือและร่วมแรงใจแรงกายเพื่อให้คนในหมู่บ้านได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน
นอกจากการสร้างขัวเพื่อใช้เป็นเส้นทางในการติดต่อซึ่งกันและกันแล้ว ชาวบ้านยังมีความเชื่อว่า การทำบุญตาน(ทาน) ขัวจะให้ประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ที่กำลังจะละจากโลกนี้ไป ความเชื่อนี้ชาวบ้านเรียกว่า การตานขัว
การตานขัวหรือถวายสะพานนั้น มาจากความเชื่อที่ว่าเมื่อมีผู้ป่วยหนักที่รักษาไม่หายแล้ว ญาติผู้ป่วยจะจัดพิธีกรรมให้ผู้ป่วยฟังธรรมมหาวิบาก เพื่อให้ผู้ป่วยได้สดับรสพระธรรมเทศนาอันเป็นการชี้ทางไปสู่สุคติ ถ้าหากบุญวาสนาของผู้ป่วยหมดลงก็จะตายพ้นจากความทุกข์ทรมานไปภายในสามวันเจ็ดวัน นอกจากวิธีการฟังธรรมมหาวิบากนั้นแล้วก็ยังมีการตานขัวหรือถวายสะพานเพื่อช่วยผู้ป่วยให้พ้นทุกข์และได้บุญสำหรับนำติดตัวไปยังภพหน้า เพราะชาวบ้านมีความเชื่อกันว่า การตานขัว เป็นการให้ทานอย่างหนึ่งที่ได้บุญมาก เพราะเปรียบเสมือนการอุทิศตนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น เช่นเดียวกับสะพานที่จะช่วยคนให้ลดความยากลำบากในการข้ามน้ำนั้นเช่นกัน
นอกจากชาวบ้านในแถบลุ่มน้ำวังของจังหวัดลำปางแล้ว ในอดีตชาวบ้านล้านนาจะสร้างขัวแตะกันแทบทุกหมู่บ้านแต่ใน ปัจจุบันหาดูขัวแตะได้ยากเพราะวิถีชีวิต ความสะดวกสบายและงบประมาณของรัฐในการสร้างปัจจัยพื้นฐานของหมู่บ้านเข้ามาแทนที่ จึงเห็นแต่ผู้รับเหมาและคนงานสร้างสะพานแทนการร่วมใจของชาวบ้านเช่นในอดีต
เราสามารถพบเห็นขัวแตะในปัจจุบันได้มากแถบอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน แหล่งท่องเที่ยวที่ผู้คนพากันหลงใหลเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านที่มีอยู่ทั่วไป
ขัวแตะ สะท้อนวิธีคิดและความเชื่อของผู้คนในอดีต ไม่ว่าจะเป็นการร่วมแรงร่วมใจกันทำงานเพื่อพัฒนาท้องถิ่น หรือหลักคิดในการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ มีการนำสิ่งรอบข้างมาใช้ให้เกิดประโยชน์
ขัวแตะจึงเป็นอีกหนึ่งแง่คิดให้กับคนในสังคมยุคปัจจุบันว่าเมื่อเจอทางตันในการก้าวไปข้างหน้า การแลหลังมองอดีตอาจช่วยให้อะไรที่แก้ได้ยากในปัจจุบันจะมีทางออกที่ง่ายขึ้นได้


-สวัสดีครับ
-มีหลายอยู่หลายๆ "ขัว"ที่ตัวผมเองยังต้องศึกษา
-โดยเฉพาะ"ขัวแตะ"ที่ซุกซ่อนวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ เอาไว้มากมาย
-คงจะมีโอกาสได้ทำ"ขัวแตะ"เอาไว้ที่บ้านไร่บ้างแล้วล่ะครับ
-ขอบคุณครับ
ขัวแตะ สะท้อนตัวตนคนเหนือ