ฉลาดร่วมมือ


หนังสือ Collaborative Intelligence : Thinking with People Who Think Differently เขียนโดย Dawna Markova & Angie McArthur  บอกวิธีใช้ความฉลาดของคนอื่นมาช่วยเสริมความฉลาดของตนเอง     ซึ่งเป็นวิธีที่ ผมยึดถือมาตลอดชีวิตการทำงาน    งานต่างๆ ที่คนยกย่องว่าผมทำได้สำเร็จนั้น กว่าครึ่งมาจากความคิดของคนอื่น


ยุคของการแข่งขันแบบใครดีใครได้  แข่งขันเอาชนะเอาแพ้ ได้ผ่านไปแล้ว    คุณค่าในยุคปัจจุบันไม่ได้อยู่ บนฐานวัตถุ  แต่อยู่บนฐานไอเดีย    เราต้องละจาก ความคิดที่มุ่ง market – share  สู่ mind - share    เพื่อยกระดับ คุณค่าของสินค้าหรือบริการขึ้นไปอีก   โดยมุ่งสร้างสรรค์สิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะทำได้   


เขาบอกว่าความคิด (attention) ของคนเรามี ๓ แบบ

  • Focused attention   พุ่งความสนใจไปที่จุดเดียวหรือประเด็นเดียว  ละเลยส่วนอื่นทั้งหมด
  • Sorting attention   คิดทางหนีที่ไล่  มองหลายๆ มุม    ทำความเข้าใจภาพใหญ่
  • Open attention   คิดแบบฟุ้ง    เพื่อหามุมมองใหม่ๆ  โอกาสใหม่ๆ 


คนเราต้องสามารถคิดทั้งสามแบบได้    แต่ที่เป็นอยู่สังคมเน้นความสำคัญของการคิดแบบที่หนึ่ง เป็นหลัก   


นอกจากนั้นความคิดของคนเรายังขึ้นกับช่องทางรับรู้ ๓ ช่องทางคือ

  • ความเคลื่อนไหวและรูปร่าง (kinesthetic)
  • จักษุสัมผัส (visual)
  • โสตสัมผัส (auditory)



การรับรู้สามช่องทางของแต่ละคนแตกต่างกัน    และแต่ละคนถนัดรับรู้ต่างช่องทางกัน    


ผมขอตั้งข้อสังเกตว่าที่จริงมนุษย์มีช่องทางรับรู้ ๖ ช่องทาง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ    หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงเพียง กาย ตา และหูเท่านั้น    และเขาเอา ๓ วิธีคิดคูณสามวิธีรับรู้ และบอกว่ามนุษย์แตกต่างกันในเรื่องความคิดถึง ๙ แบบ    ซึ่งผมเถียงว่าต้อง ๑๘ แบบ และจริงๆ แล้วมากกว่านั้นมาก    เพราะแต่ละวิธีคิด และแต่ละช่องทางรับรู้ยังมีความแตกต่างหลากหลายมากมาย   เช่นผมเป็นโรคตาบอดสี ย่อมมองบางภาพต่างจากคนตาไม่บอดสี เป็นต้น 

เขายกตัวอย่างคนคนหนึ่งสมมติชื่อสมชาย มีลักษณะ visual – focused, kinesthetic – sorting และ auditory – open  เป็นคนที่จำภาพได้ดี   แต่จำชื่อไม่เก่ง  พูดเร็วไม่ได้  และต้องออกท่าทางเพื่อหาคำพูดที่เหมาะสม 


จะเห็นว่าพลังความฉลาดของคนแตกต่างกัน หากเข้าใจวิธีดึงความฉลาดของตนออกมาใช้ ก็จะมีคุณค่า    และจะยิ่งก่อผลดีหากเข้าใจพลังของผู้อื่น และรู้วิธีร่วมมือ    ความเข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อนของตน และเข้าใจผู้อื่น  ผนวกกับความสามารถในการสื่อสาร  จะช่วยให้สามารถร่วมมือกันทำงานสร้างสรรค์ยิ่งใหญ่ได้ 


จุดสำคัญคือเอาจุดแข็งมาร่วมมือกัน    ละเลยส่วนที่เป็นจุดอ่อนไปเสีย 


เขาบอกว่ามนุษย์เรามีความสามารถพิเศษ (talent) ๓๕ ชนิด โดยแต่ละคนมีเพียงราวๆ ๕ ชนิด    เช่น ความสามารถพิเศษด้านสนิทสนมกับผู้คน   ด้านจัดระเบียบ   ด้านรับผิดชอบงาน (สามารถชักชวนคนทำงาน จนสำเร็จ)     คนที่เก่งด้านร่วมมือกับคนอื่นเพื่อดึงความฉลาดของเขาเข้าร่วม ต้องเปิดเผยความชอบ และความถนัดของตน


สไตล์การคิดและการรับมือกับความท้าทายเรียกว่า cognitive style    แต่ละคนมีสไตล์ต่างกัน    เขาอ้างหนังสือ The Creative Brain เขียนโดย Ned Hermann ว่ามี 4 cognitive style  โดยสมองซีกซ้ายมี analytical thinking กับ procedural thinking     ส่วนสมองซีกขวามี relational thinking (อารมณ์) กับ creative thinking  


เมื่อเอาวิธีคิด วิธีรับรู้ ความสามารถพิเศษ และสไตล์การคิด มาคูณกันเข้า ก็จะได้มนุษย์ที่แตกต่างกัน ได้มากมาย    ความแตกต่างนี้แหละที่ช่วยให้ความร่วมมือกันเกิดพลังเสริม


เพื่อให้มีเสน่ห์ดึงดูดความร่วมมือ และสร้างแรงบันดาลใจ    เขาแนะนำให้หมั่นตั้งคำถาม และยอมรับ ความไม่แน่นอน และความไม่ชัดเจน    คือให้ยึดถือ growth mindset    อย่างหลงยึด fixed mindset คิดว่าความ ฉลาดเป็นสิ่งที่มีมาแต่กำเนิด  


เขาแนะนำให้ฝึกตั้งคำถามแบบ success-based inquitry  และแบบ intentional inquiry  


success-based inquitry ใช้เมื่อมีปัญหา ไม่สามารถทำงานบรรลุเป้าหมายได้    จึงตั้งคำถามในทำนอง “ปัจจัยสำคัญอะไรบ้าง ที่ช่วยให้เกิดความสำเร็จในกรณี ...”   ส่วน intentional inquiry ผมคิดว่าเป็นการตั้งเป้า ความสำเร็จที่ต้องการ แล้วตั้งคำถามว่าจะบรรลุเป้านั้นได้อย่างไร   


ในหมู่คนที่ทำงานร่วมกัน การมีเป้าหมายอันทรงคุณค่า และเป้าหมายที่ชัดเจน ร่วมกัน ทำให้คนร่วมมือกัน   เกิดความฉลาดรวมหมู่ (collective intelligence)     


กรณีตัวอย่างที่เป็นผลยิ่งใหญ่ของความฉลาดรวมหมู่ คือการก่อเกิดบริษัทบัตรเครดิต VISA International ที่เล่าไว้ในหนังสือ One From Many   แปลเป็นไทยชื่อ จากหลากหลายกลายเป็นหนึ่ง    โดยพลังความร่วมมือคือ Shared Purpose   ที่เป็นตัวสร้างความพร้อมใจร่วมมือของคนที่คิดต่างกัน



วิจารณ์ พานิช

๑๓ ก.ย. ๖๐


 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)