ทฤษฎีความรัก (Theory of Love) กับ Poramez's love life cycle Model

ปรเมศวร์ กุมารบุญ

ผู้สนใจวิชาจิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ความรัก

Triangle of Love

นักจิตวิทยาชื่อ ศ.ดร. Robert Sternberg แห่งภาคจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเยลล์ ได้พัฒนาทฤษฎีความรักขึ้นมาว่าด้วยองค์ประกอบ 3 ประการ เรียกว่าทฤษฏี Triangle of Love ที่ก่อให้เกิดความรักในรูปแบบต่างๆ ขึ้นมาอธิบายได้ โดยปลายของสามเหลี่ยมแต่ละด้าน คือ

  • Intimacy คือ ความรู้สึกใกล้ชิด ผูกพัน และมีพันธนาการใจ
  • Passion คือ ความรู้สึกหลงใหลไปในทางชู้สาว ถูกใจในรูปภายนอก และมีเป้าหมายอยากมีสัมพันธ์สวาท
  • Commitment คือ ในระยะสั้นการตัดสินใจอะไรต้องทำร่วมกับอีกคน และในระยะยาวมีการวางแผนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตร่วมกัน

องค์ประกอบ 3 ด้าน ที่จะอธิบายสถานสภาพ "ความรัก" โดยมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกัน 7 ข้อดังนี้

1. Liking (ชอบ) หรือ Intimacy หากมีความรู้สึกด้านนี้เพียงอย่างเดียว คือ กรณีที่ไม่มีความรู้สึกรักจริงเกิดขึ้นเลย Sternberg กล่าวว่าเป็นความรู้สึกที่มีต่อเพื่อนสนิทเป็นเพื่อนแท้หรือคุณลักษณะของมิตรภาพที่ดี ไม่สามารถพัฒนาความสัมพันธ์ต่อไปได้ในทาง passion หรือ long-term commitment

2. Infatuated love (หลงเสน่ห์) หรือ Passion หากมีความรู้สึกด้านนี้เพียงอย่างเดียว คือ เป็นความรู้สึกที่คนทั่วไปกล่าวว่า “Love at first sight” แต่ไม่ได้มีความรู้สึกผูกพันใกล้ชิด (Intimacy) กันมาก่อน และไม่มีการวางแผนอนาคตที่จะใช้ชีวิตด้วยกัน (Commitment) และความรู้สึกนี้สามารถหายไปได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน

3. Empty love (หมดรัก) หรือ Commitment หากมีความรู้สึกด้านนี้เพียงอย่างเดียว คือ บางครั้งความรักจืดชืดจนหมดรักไปแล้ว แต่ยังมี Commitment ร่วมกันหรือมีอนาคตที่ต้องชีวิตร่วมกันต่อไป ไม่มีทั้ง Intimacy และ Passion อีกแล้ว เหมือนคนที่แต่งงานกันมานาน ในหลายวัฒนธรรมพิธีการแต่งงานนั้น คือการเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่เข้าสู่ Empty love

4. Romantic love (รักแบบหวือหวา) หรือ Passion + Intimacy คือ ความรักร้อนแรงฉันท์ชู้สาวที่มีพันธนาการทางอารมณ์และทางร่างกาย เพื่อสมปรารถนาด้านตัณหาเป็นสำคัญ แต่ไม่มีการวางแผนอนาคตที่จะใช้ชีวิตด้วยกัน (Commitment)

5. Companionate love (รักแบบเห็นอกเห็นใจกัน) หรือ Intimacy + Commitment คือ ความรักที่พบในคู่แต่งงานกันไปแล้ว ซึ่ง Passion ได้หมดไปแล้ว แต่ผลทางจิตใจยังอยู่ และยังคงตกลงปลงใจใช้ชีวิตมีอนาคตร่วมกันต่อไป

Compassionate love ไม่ได้เป็นความรักเฉพาะคู่รักเท่านั้น แต่เป็นรูปแบบความรักที่เกิดขึ้นได้กับคนทั่วไปที่เราไม่ได้ปรารถนาด้านตัณหา และเป็นความรักที่ยั่งยืนที่สุด เพราะองค์ประกอบพิเศษของ Commitment นั่นเอง เช่น ความรักของสมาชิกในครอบครัว จะเห็นว่ามี Intimacy + Commitment เช่นกัน หรือความรักแบบนี้กับเพื่อนสนิทที่วางแผนจะมีอนาคตร่วมกันทำงานร่วมกัน ถือเป็นความรักในรูปแบบที่ยาวนานที่สุด

  • Fatuous love (รักเร็วดังสายฟ้า) หรือ Passion + Commitment คือ ความรักที่จบด้วยการแต่งงานที่แสนรวดเร็ว เช่น การจับคู่ดูตัวแล้วแต่งงานกันเลย หรือรักกันไม่กี่สัปดาห์แล้วแต่งงานกันเลย ความรักแบบนี้ขาดความผูกพันใกล้ชิดหรือขาด Intimacy นั่นเอง
  • Consummate love (รักที่สมบูรณ์แบบ) หรือ Intimacy + Passion + Commitment เป็น ความรักจริงในอุดมคติที่ครบทั้ง 3 ด้าน และยั่งยืนยาวนาน ความรักในรูปแบบนี้เป็นสิ่งที่คนทั้งโลกมุ่งหวัง แต่น้อยคนนักที่จะประสบความสำเร็จในความรัก

Sternberg กล่าวเตือนไว้ว่า แม้วันหนึ่งคุณได้มีความรักแบบ consummate love สำเร็จแล้วก็ตาม แต่การรักษามันให้คงอยู่นั้นยากกว่ามากนัก

Sternberg ให้ความสำคัญอย่างมากกับองค์ประกอบความรักในทางปฏิบัติ เขากล่าวไว้ว่าสุดจะพรรณนาได้ว่า “"even the greatest of loves can die" (1987, p.341) แม้แต่ความรักแบบ consummate love ก็ไม่ใช่สิ่งจีรังยั่งยืน อาทิเช่น ถ้าหาก Passion หายไปในเวลาใดก็ตาม ย่อมส่งผลว่าความรักนั้นมิใช่ consummate love อีกแล้ว

จากทฤษฎีสามเหลี่ยมแห่งความรักสุดเจ๋งของ Sternberg....แล้วแตกออกเป็นแบบประเมินใน 7 รูปแบบเป็นตัวอย่าง "ความสัมพันธ์ทางใจ" ที่เกิดขึ้นได้ ทุกคนที่คิดว่ากำลังมีความรักหรือไม่แน่ใจว่าใช่รักหรือไม่? กับใครสักคนแล้วอยากรู้ว่าความรักของเราเป็นแบบใด ก็ลองคิดว่าให้คะแนนเต็มแต่ละด้านสัก 5 คะแนนแล้วลองประเมินตนดู


- ถ้าไม่สามารถสร้าง 3 เหลี่ยมครบ 3 ด้านได้ และพบว่าก็แค่ Liking น่าจะเป็นแบบที่ 1 เธออาจจะรักเราด้านเดียวนะ

- บางครั้งถ้าด้านที่ 2 หรือ 3 สั้นกว่า ยาวกว่ากัน และเราอยากเติมความรักให้เป็นแบบที่เหลือล้น เราก็มาช่วยกันเติมเต็ม

- ประเมิน ตัวเราก่อนว่ารักเขาแบบไหน แล้วค่อยไปประเมินเขาว่ารักเราเท่าใด จุดมุ่งหมายจะ commitment กันหรือไม่ รออะไรจู่?


Poramez's Model ทฤษฎีวงจรชีวิตรัก

ผมได้วิเคราะห์ความจริงของวงจรชีวิตความรักตั้งแต่ กำเนิด ตั้งอยู่ และดับไป เรียกเล่นๆ ขึ้นมาว่า Poramez's love life cycle Model วางเป็นแนวทางทฤษฎีวงจรชีวิตรัก (Love Life Cycle) ให้เห็นภาพพอเข้าใจง่ายดังนี้ครับ



Stage ที่ 1 เริ่มจีบกัน (flirting stage) ความรักฟักตัวโลกนี้เป็นสีชมพู เกิดเรื่องราวปิ๊งปั๊งมีเรื่องราวประทับใจแอบเดินสวนสบตากันบ้าง กดไลค์เฟสบุ๊คนแรกเสมอเมื่อเราโพสต์อะไร เริ่มคุยทักแชต รู้จักมักคุ้น เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ใจตรงกันบ้าง เข้าอกเข้าใจกันบ้าง ไปเดตดูหนังฟังเพลงกินข้าว เกิดเป็นความผูกพันทางใจ Intimacy ได้ระยะเวลาหนึ่งแล้ว

Stage ที่ 2 ความรักเบ่งบาน (Growth Stage) ตกลงปลงใจเป็นแฟนกันแล้ว จับมือถือแขนเรียกกันว่าแฟน ที่รักจ๊ะจ๊าหวานฉ่ำ (เรียกว่าบางคนน่าจะได้เสียกันตอนนี้ล่ะ) เส้นกราฟความรักโรแมนติกตั้งชัน คู่ที่อินเลิฟมากกราฟจะชันมากเกือบเป็นเส้นตรงความรักเติบโตอย่างรวดเร็ว เรียกว่าหลงใหลใน passion ในปลายช่วงระยะเวลานี้เชื่อว่าคือการขอแต่งงานกันหรือเริ่มอยู่กินด้วยกันแล้ว

Stage ที่ 3 จุดอิ่มตัว (Saturated Stage) เมื่อถึงเป้าหมายความรัก ก็เกิดความอิ่มตัว ความรักไม่สามารถอินเลิฟหรือโรแมนติกกว่านี้ได้แล้ว ไม่ใช่ว่าหมดรักนะ ยังรักกันอยู่และยังคงมีอนาคตที่ฝันร่วมกันกับคนรักเป็น Commitment อาจจะเป็นไปได้ที่ความรักจะอยู่ในช่วงระยะเวลานี้ตลอดไปจนกว่าจะอัลไซเมอร์


Stage ที่ 4 ช่วงเวลาแสงสว่างทางปัญญา หรือ Enlightenment Stage เป็นช่วงเวลาเลิกงานปาร์ตี้เฮฮา เลยผ่านจุดอิ่มตัวของความรักมาได้สักพักแล้ว มันอืดๆ เบื่อๆ ช่วงเวลานี้เรามองกลับไปยังจุดเริ่มต้นความรักจะเห็นความเป็นไปทั้งหมด และมันมีสองทางที่จะเป็นไปได้เมื่อผ่าน จุดอิ่มตัวในช่วงระยะเวลาที่ 3 แล้วนั่นคือ

Stage ที่ 4.1 ล่มสลาย (Decline) หมดรักกันแล้ว จบไปเลย เมื่อเลยผ่านระยะเวลาถึงจุดอิ่มตัวแล้ว ก็หมดรักไม่อยากจะอยู่ด้วยกันแล้ว แม้ไม่ได้ทะเลาะกันแต่ก็ไม่อยากเห็นหน้ากัน กราฟความรักโรแมนติกลดลงฮวบฮาบ อาจจะหมดรักได้ในวันเดียวเช่นกันกับกราฟความชันที่รักได้ในวันเดียว อย่างไรก็ตามเป็นไปได้ในคู่รักที่ทะเลาะกัน คุณค่าความรักโรมแมนติกกราฟลดลงจนติดลบ นอกจากไม่รักกันแล้วยังเกลียดกันอีก

Stage ที่ 4.2 รักเธอตลอดไป (Still loving you) เรียกชื่อช่วงเวลานี้อย่างกับชื่อเพลงของวงร็อคก้องโลก สกอร์เปี้ยน เชื่อว่าเป็นไปได้ว่าจะมีคนรักใครสักคนยาวนานตลอดไป แต่ไม่เชื่อว่ากราฟความรักโรแมนติกจะสูงเสมอจุดสูงสุดและยาวนานตลอดไป เป็นความเชื่อส่วนบุคคลของผมไม่ได้เกิดจากการวิจัย


Stage ที่ 4 ช่วงเวลาแสงสว่างทางปัญญา นั้นยังมีกรณีเพิ่มเติมที่คาดไว้ว่าจะมีโอกาสจะเป็นไปได้ นั่นคือ "การมีแฟนอยู่แล้วแต่เริ่มหลงรักคนอื่น"

อย่างที่กล่าวไว้ว่าเป็นช่วงเวลาที่รู้จักตัวเอง แจ้งแล้วด้วยปัญญาว่าใจข้ารักใครแบบไหน แน่นอนช่วงเวลาความรักเริ่มต้น เบิกบาน มาจนสูงสุด เป็นไปไม่ได้ว่าเราจะไปรักใครต่อให้เลิศล้ำในทุกมิติก็ตาม

แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปเลยจุดอิ่มตัวของความรักโรแมนติกแล้ว หากเกิดความรักใหม่กับใครอีกคนตอนช่วงเวลานั้น ความรักในช่วงเวลาจีบกันหรือ Flirting stage จะมีค่าความรักโรแมนติกสูงกว่าตอนเกิดกับคนแรกและมีค่าความรักโรแมนติกเทียบเท่าช่วงเวลาช่วงเวลาจุดอิ่มตัวของคนรักเก่าเลยทีเดียว จิ๊กโก๋ ในวงเหล้าท่านหนึ่งจำชื่อไม่ได้กล่าวไว้ว่า ถ้าเรามีแฟนอยู่แล้ว แต่เกิดรักใครอีกคนขึ้นมา จงไปซะ

ความรักโรแมนติกของคนรักใหม่ จะมีคุณค่าสูงกว่าคนรักเก่า ถ้าคุณมีแฟนแล้วเขามีแฟนมาก่อนหน้าคุณหลายคนอย่าเพิ่งไปน้อยใจ เพราะความรักที่เขามีให้คุณอาจจะสูงมากเพราะประสบการณ์และการบ่มเพาะทางอารมณ์จากความรักที่ผ่านมาทำให้เขาหรือเธอรักเป็นในแบบที่คุณค่าสูงขึ้น



เรื่องของ Stage ที่ 4 ช่วงเวลาแสงสว่างทางปัญญา ยังไม่จบแค่นี้ เมื่อเราเห็นทางที่จะเป็นไปได้ของปัญหาว่ามีกี่รูปแบบแล้ว ทีนี้เราลองมาออกแบบชีวิตรักอย่างที่เราอยากเป็น

แน่นอนทุกคนคงวาดฝันไว้ว่าอยากให้คนรักของเรารักเรามากขึ้น มากขึ้น ทุุกวัน เรื่อยๆ ยิ่งขึ้นไป เรียกได้ว่าเมื่อผ่านช่วงเวลาเลยผ่านจุดอิ่มตัวของความรักโรแมนติกแล้ว อยากให้มันสูงกว่านั้นอ่ะ เป็นรักในอุดมคติ (Ideal case)

ผมเชื่อว่า"ทำได้ครับ" ถ้าเราบริหารความรักเป็น ถ้าตอบแบบสั้นๆว่า จีบกันใหม่ไง ไม่ใช่ว่ามีแฟนแล้ว แต่งงานกันไปลูกแปดคนแล้วจะหมดหน้าที่นะครับ ถ้าอยากให้รักคุณเป็นแบบอุมคติ คุณต้องทำเหมือนจีบกันใหม่ ต่อยอดความรักให้สูงยิ่งขึ้นๆ แต่ละคนมีวิธีการอย่างไรกก็แล้วแต่คนที่เป็นมาครับ

Poramez's love life cycle Model เป็นทฤษฎีวงจรชีวิตรักในรูปกราฟความสัมพันธ์ระหว่างความรักโรแมนติกกับเวลาที่ผ่านไป ซึ่งจริงๆแล้วเป็นสมการ 3 ตัวแปรประกอบกัน อันประกอบไปด้วย Intimacy+Passion+Commitment ตัวแปรตัวใดตัวหนึ่งมีค่าลดลง ความรักโรแมนติกย่อมลดลงด้วย องค์ประกอบหนึ่งที่ผมเห็นว่าสำคัญที่สุดในทุกตัวแปรดังกล่าวในทางปฏิบัติคือ "คำพูดและการกระทำ" เป็นสิ่งที่ ศ.ดร. Robert Sternberg ไม่ได้กล่าวไว้แต่ทำไมไม่รู้ผมรู้สึกว่า สิ่งนี้คือ Key success ของความรักทั้งหมด


ประสบการณ์ตรงที่น่าสนใจมาก

จ่าเจี๊ยบเป็นคนทำงานหนัก พักผ่อนน้อย มีเบาหวาน เป็นหวัด และเพิ่งเลิกบุหรี่ แต่กลับมาสูบมวนแรก เกิดวูบล้มไป ฟื้นขึ้นมาความจำหาย เขาจำอะไรไม่ได้แม้แต่ชื่อตัวเอง ยกเว้นจำภรรยาสุดที่รักได้ หมอบอกว่าเขาเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน จึงเกิดการ Stroke เลือดมีลิ่มส่งผลให้กระแทกเนื้อสมองจนเกิดอาการสมองบวมตรงส่วนความจำ แต่เมื่อสมองค่อยๆ หายบวมความทรงจำจะค่อยๆ คืนมา

เหตุการณ์นี้ทำให้ผมสังเกตุได้ว่า ความรัก กับ ความทรงจำ คนละเรื่องกัน ผมสงสัยว่า ความทรงจำนั้นเก็บที่สมอง แล้วความรักล่ะเก็บที่ไหน? น่าแปลกใจมาก หรือเก็บไว้ที่หัวใจจริงๆนะ

แต่ประสบการณ์ตัวผมนั้นเคยรักผู้หญิงคนหนึ่งมากๆ มากจนคิดว่าถ้าไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับผู้หญิงคนนี้ผมคงอยู่ไม่ได้จนผมร้องไห้ แต่ในวันนี้วันที่หลายๆ สิ่งบริบทเปลี่ยนไปเธอไม่ใช่คนเดิมที่ผมเคยรู้จัก เกิดสภาวะรักผิดคน จากเธอที่เป็นคนที่ผมอยากคุยด้วยมากที่สุด คนที่เข้าใจ ปลอบใจ กลายเป็นคนที่ผมไม่อยากเห็นไม่อยากเจอไม่อยากคุยด้วยมากที่สุดบนโลกนี้ ความทรงจำผมยังเหมือนเดิมกับคนเดิมที่เคยรัก แต่หน่วยความรักมันหายไป มันไม่รู้สึกอะไรอีกเลย แปลกจัง

อ้างอิง

  • Sternberg, R. J. (1986) A triangular theory of love. Psychological Review, 93,119-135.
  • Sternberg, R. J. (1988) The Triangle of Love: Intimacy, Passion, Commitment, Basic Books (ISBN 0465087469)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ปรเมศวร์ กุมารบุญ



ความเห็น (2)

[email protected]
IP: xxx.24.189.179
เขียนเมื่อ 

อาจารย์มีแนวคิดที่เป็นไปได้สูงนะคะทำวิจัยสนับสนุนแนวคิดนั้นก็ดีนะคะยินดีให้ความร่วมมือคะดิฉันว่า ข้อค้นพบใหม่อาจช่วยให้คนเราดำเนินความรักอย่างระวังได้

[email protected]
IP: xxx.24.189.179
เขียนเมื่อ 

อาจารย์มีแนวคิดที่เป็นไปได้สูงนะคะทำวิจัยสนับสนุนแนวคิดนั้นก็ดีนะคะยินดีให้ความร่วมมือคะดิฉันว่า ข้อค้นพบใหม่อาจช่วยให้คนเราดำเนินความรักอย่างระวังได้