ครอบครัว

การสูญเสียและการพลัดพรากของบุคคลอันเป็นที่รัก เป็นสิ่งที่ยากเกินหัวใจของคนคนนึงจะรับไหว มันสิ่งที่เลวร้าย ไม่มีใครอยากพบเจอ แต่มนุษย์ทุกคนไม่จะว่าจะรวยหรือจนต้องได้ประสบพบเจอกับการสูญเสียและการพลัดพรากของบุคคลอันเป็นที่รัก แต่สำหรับฉันไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าจะต้องมาเจอกับตัวเอง เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ฉันได้สูญเสียพี่ชาย ซึ่งเป็นพี่ชายแท้ๆของฉัน ครอบครัวเรามีกันอยู่ 4 คน มีพ่อ แม่ พี่ชาย และฉัน ก่อนหน้านี้ (2 ปีที่แล้ว)ครอบครัวเรามีความสุขมาก เป็นครอบครัวที่อบอุ่น ไม่เคยทะเลาะกันหรือด่ากันเลยสักครั้ง ทุกเช้าจะทานเข้าด้วยกันจากนั้นก็ต่างคนต่างพากันแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเอง ครอบครัวของฉันมีแต่คนให้ความเคารพนับถือ

พ่อของฉันประกอบธุรกิจส่วนตัว ท่านมีความเป็นผู้นำ ผู้คนในหมู่บ้านให้ความเคารพเป็นอย่างดี พ่อเป็นคนจริงจังในการทำงาน ตั้งแต่ฉันเกิดมา พ่อไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยหรือท้อให้ได้ยินสักครั้ง ฉันเคยถามพ่อว่า พ่อเคยขี้เกียจไหม พ่อตอบว่าเคย แต่เมื่อเรารู้ว่าขี้เกียจ เราควรรีบทำสิ่งๆนั้นทันที อย่าปล่อยให้ความขี้เกียจมาทำลายอนาคตของเรา แม่ของฉันขายชาไข่มุกอยู่หน้าบ้าน แม่เป็นคนมีจิตใจดี เอื้อเผื่อแผ่ เข้าวัดทำบุญ ในทุกๆวันแม่จะอ่านหนังสือธรรมะ และนั่งสมาธิเป็นประจำ แม่สอนอยู่เสมอว่าให้เป็นคนดี เมื่อเราทำดี สิ่งดีๆก็จะตามมา ส่วนพี่ของฉันหลังจากเรียนปริญญาตรีจบก็สอบติดครู ซึ่งสอนคอมพิวเตอร์ พี่เป็นคนชอบทำงาน ทุ่มเทให้กับงาน เพื่อนฝูงรักใคร่ เป็นที่รักของเพื่อนๆ เพื่อนของพี่มีทั้งคนที่ไม่ได้เรียนและคนที่เรียนสูงๆ มีทั้งเด็ก ป. 6 มีทั้งคนที่กินเหล้าสูบบุหรี่ มีทั้งคนที่เป็นข้าราชการด้วยกัน และมีทั้งคนที่มียศตำแหน่งสูงกว่า ในตอนเย็นของทุกวันเพื่อนของพี่ก็จะมาที่บ้านเพื่อนมาเล่นเกมส์ ทำกับข้าวกิน และมีแอกอฮอร์นิดหน่อยตามประสาผู้ชาย เพื่อนของพี่มีหลายรูปแบบ พี่คบได้ทุกคน พี่เคยบอกว่าจะทำอะไรก็ต้องทำด้วยใจ คบกับใครก็ต้องคบด้วยใจ ด้วยเหตุนี้พี่จึงเป็นที่รักของทั้งเจ้านายและเพื่อนๆ ครอบครัวของฉันสอนอยู่เสมอว่า “การที่เราจะทำอะไรสักอย่าง เราควรตั้งใจทำ ทำด้วยใจ และให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน” ครอบครัวของฉันสอนแบบนี้ตลอดมา และฉันขณะนั้น (2 ปีที่แล้ว) เรียนอยู่ ม6 ยังมีความคิดที่เด็กๆ ไม่มีการวางแผนอนาคตไว้ล่วงหน้า ติดเพื่อนมาก และกลับบ้านดึก แต่ไม่ได้เที่ยงกลางคืน เพราะเน้นกินอย่างเดียว 555 และใช้ชีวิตไปวันๆ หนังสือก็ไม่อ่าน พี่ชายก็มักจะถามอยู่เสมอว่า ตกลงจะเรียนที่ไหน ได้ที่เรียนแล้วหรือยัง เพื่อนๆเค้ามีที่เรียนกันหมดแล้วนะ แต่ฉันก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เป็นความคิดที่เด็กมาในตอนนั้น และวันนั้นก็มาถึง วันที่แสนโหดร้าย คืนวันนั้นฉันตื่นเต้นมากเพราะพรุ่งนี้จะได้รับวุฒิ ม6 แล้ว แต่…. เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ประมาณ 5 ทุ่ม เศษๆ มีตำรวจโทรศัพท์มาหาพ่อ บอกว่า นายธนา ปักเกตุ (พี่ชายของฉัน) เสียชีวิตแล้ว ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ พี่จากไปอย่างกะทันหัน วินาทีนั้นเหมือนโลกหยุดหมุน หัวใจแทบสลาย ทุกอย่างพังทลาย ฉันหันไปหาพ่อ เห็นพ่อล้มทั้งยืน เห็นแม่ร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด ฉันไม่เคยเห็นพ่อกับแม่ในสภาพเช่นนี้มาก่อน เมื่อฉันเห็นพ่อกับแม่เป็นแบบนี้ นาทีนั้นฉันคิดได้ว่า ฉันต้องเข้มแข็ง ฉันต้องอยู่ได้ เพื่อพ่อกับแม่ นึกถึงคำที่พี่ชายเคยบอกไว้ ว่า “ถ้าไม่มีพี่ กานต์ต้องอยู่ให้ได้” พี่ของฉันเคยสอนอะไรหลายๆอย่าง บอกว่า ต้องเข้มแข็ง อยู่ด้วยตัวเองให้ได้ ทำเพื่อพ่อกับแม่ ครอบครัวสำคัญที่สุด และในวันถัดไปซึ่งเป็นที่เพื่อนๆ ม 6 ต่างมีความสุขมากที่สุด แต่กลับกลายเป็นวันที่ฉันทุกข์มากที่สุด ความคิดในตอนนั้นคือฉันต้องมีรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น ทำตัวแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

การสูญเสียพี่ชายในครั้งนี้ทำให้ฉันได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง ปรับเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนมุมมองใหม่ๆ และเปลี่ยนเป็นคนใหม่ ฉันเข้าใจสัจธรรม เข้าใจชีวิต เข้าใจในกฎของธรรมชาติ มากขึ้น และได้เรียนรู้ในหลักธรรมะ นำหลักคำสอนของพระพุทธเจ้ามาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน และฉันได้เข้าใจมากขึ้น หลังจากที่สูญเสียพี่ชาย ฉันยังสูญเสียหลายๆสิ่งหลายๆอย่าง รวมทั้งสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก คือ ย่า ลุง ป้า และน้า บุคคลทั้งหมดล้วนเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดกับตัวฉันทั้งนั้น ทุกอย่างเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน จากนั้นยังไม่พอยังสูญเสีย บ้านและที่ดิน ซึ่งสาเหตุนั้นเป็นสิ่งครอบครัวของฉันค่อนข้างที่จะเสียความรู้สึกเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการกระทำของบุคคลที่ให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก (ฉันจำได้ว่าตอนรู้เรื่องเรื่องนั้น เวลานั้นกินข้าวทั้งน้ำตา ) แต่ยังดีที่ฉันยังมีบ้านอีกหลังหนึ่งซึ่งเป็นบ้านที่ฉันอยู่มาตั้งแต่เด็กๆจนถึงปัจจุบัน ฉันเจอเรื่องราวต่างๆมามากมาย สุขที่สุดก็เจอมาแล้ว ทุกข์ที่สุดก็เจอมาแล้ว ทุกอย่างไม่แน่นอน และต่อจากนี้ไปไม่ว่าชีวิตจะต้องเจอกับอุปสรรค ปัญหาจะมากมายขนาดไหน ฉันก็ไม่ท้อ ใจของฉันถูกสอนให้เข้มแข็ง และพร้อมที่จะต่อสู้กับทุกๆอย่าง แม่ของฉันสอนว่า เราต้องเข้มแข็ง เราเหลือกันแค่สามคน เราต้องอดทน และทำทุกวันให้ดีที่สุดตราบเท่าที่เรายังมีลมหายใจอยู่ พ่อสอนว่า เราเจอกับความทุกข์เจอความสูญเสียมาแล้ว เราต้องใช้ทุกวินาทีอย่างรู้ค่า ทำตัวเองให้มีคุณค่า อย่าประมาทในชีวิต จงเรียนรู้ เข้าใจ พร้อมที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างเสมอ ….

ชีวิตของฉันเดินทางมาถึง 20 ปี ผ่านเรื่องราวต่างๆมามากมาย ทั้งทุกข์และสุข ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน แต่ในเมื่อเราเกิดมาแล้ว เราต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่า ทำเพื่อครอบครัว เพื่อคนที่เรารักและคนที่รักเรา เพื่อญาติพี่น้อง เพื่อสังคม เพื่อประเทศชาติ ทำทุกวันนี้ให้ดีที่สุด ต่อให้ปัญหาและอุปสรรคจะหนักแค่ไหน ขอแค่ใจไม่ท้อ สู้ไปกับมัน สู้เพื่อความฝัน …

ขอบคุณบทเรียนต่างๆ ขอบคุณปัญหาและอุปสรรค ขอบคุณความทุกข์ ถ้าฉันไม่เจอกับสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวของฉันเอง ฉันคงไม่เข้าใจว่าชีวิตมนุษย์เป็นอย่างไร จากนี้ไปฉันขอทำสิ่งที่ดีๆ เพื่อสังคม เพื่อทุกๆคนต่อไป ตราบจนลมหายใจยังคงมีอยู่ …


ฉันชอบประโยคนี้มาก สัจธรรมคือความเข้าใจในสิ่งที่เป็น ใดๆไม่มีว่างเว้น ล้วนเป็นเพียงอนิจจัง”




บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ครอบครัวของฉัน



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

อ่านแล้ว ชื่นใจ เข้าใจ เห็นใจ และสัมผัสพลังของเรื่องราว และเรื่องเล่า

ฝากจัดบรทัด -ย่อหน้าใหม่ด้วยครับ จะชวนอ่านขึ้นมากโข