วันที่ 3 สอนแบบ "ช้าๆ ได้ พร้าเล่มงาม" (19 พฤษภาคม 2559)

หลายคนคงได้ ยินสำนวนว่า ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม

เช่นกับฉันในวันนี้ ที่พึ่งเข้าใจกับตนเองว่า สำนวนนี้ลองใช้กับเด็กแล้วอาจจะได้ผลที่คุ้มเลยทีเดียว


การสอนนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา เป็น สิ่งที่ ท้าทาย สำหรับฉันมาก “บางครั้งที่ฉันสอน” ทั้งในตอนที่ทดลองสอน และตอนนี้ที่สอนมาแล้ว 2 วัน และบางครั้งก็ไม่ได้มองเด็กที่อ่อนของห้องเรียน และฉันรู้เลยว่าตอนนั้นการสอนของฉันมันไม่ได้ตอบโจทย์ที่นักเรียนในแต่ละห้อง จะมีการเรียนรู้ ช้น ฉันจะคิดตลอดว่า เวลาที่สอนจะทันเหมือนที่ฉันเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ไหม รู้สึกกังวลตลอด ทำให้การสอนของฉันมันดูเหมือนรวดเาเร็วที่แตกต่างกันออกไป ตอนเวลาที่ฉันสอน ฉันยังไม่รู้เลยว่าเด็กที่ฉันสอน คนไหนที่เรียนไม่ทันและไม่เข้าใจในสิ่งที่ฉันสอน ทำให้ฉันกลับมาคิด และมาสะท้อนปัญหาของตัวเองว่า จะทำยังไงให้เด็กนักเรียนของฉันชอบในวิชาคณิตศาสตร์ และเด็กทุกคนจะต้องเข้าใจในสิ่งที่ฉันพยายามที่จะถ่ายทอดให้พวกเค้า


แต่เมื่อฉันกลับมาคิดอีกที คิดตอนสมัยตอนที่ ตนเองเป็นเด็ก ว่าครูทำยังไงให้ฉันรู้สึกชอบคณิตได้นะ สมัยก่อนในระดับชั้นประถม ฉันเป็นเด็กที่โง่คณิตศาสตร์มากคนหนึ่ง เพราะฉันตอบไม่ทันเพื่อน หัวสมองช้ากว่าเพื่อน อีก ทั้งยังไม่สามารถ บวก ลบ คูณ หาร แก้โจทย์ปัญหาง่าย ๆ ไม่ได้ กลัวมากเวลาที่ครูถาม เพราะตอบไม่ได้ ทำให้ฉันรู้เกลียดคณิตเข้าใส้

“แต่มีครูคนหนึ่ง หยิบ ยื่นโอกาสให้ฉัน”

และนั่นก็คือ “จุดเปลี่ยนความรู้สึกในการเรียนคณิตศาสตร์ของฉัน”

ครูสนใจในตัวฉัน ครูเรียกฉันบ่อยๆให้ตอบคำถาม และคำถามครูมันไม่สิ้นสุดเพียงแค่จะเอาคำตอบ ครูสนใจกระบวนการคิดของฉัน แต่ เวลาฉันตอบผิด ครูไม่เคยว่าฉันสักแต่ บอกว่า “พยายามอีกนิดลูกเกือบถูกแล้ว” แต่เวลาฉันตอบถูก ครูก็จะบอกว่า “เก่งมาก” ทำให้ฉันรู้สึกอยากที่จะเรียนคณิตศาสตร์มากขึ้น ฉันเริ่มมีความมั่นใจในคำตอบของตัวเอง และฉันก็กลายเป็นคนที่ชอบและรักคณิตศาสตร์ไปเลย จนทำให้ การเรียนของฉันมันดีขึ้นเรื่อยๆ และยังส่งอนิสงค์ ไปยังวิชาอื่นๆด้วย ทำให้จากเด็กที่การเรียนอยู่เกือบท้ายสุด กลายเป็นได้ที่ 1 ห้องเรียน เป็นตัวแทนแข่งคณิตศาสตร์ของโรงเรียนทั้งในระดับประถม และตอนเรียนมัธยม อยู่ห้องเรียน Gifted Math ของโรงเรียน ซึ่งมันทำให้ฉันคิดว่า เราน่าจะเอาการสอนของครูที่เคยทำให้เด็กที่โง่ๆ และเกลียดคณิตศาสตร์แบบฉัน มาใช้กับนักเรียนของเราบ้าง เผื่อจะได้ผลทำให้เด็กชอบและรักการเรียนคณิตศาสตร์มากขึ้น

และแล้วฉันก็นำเอาวิธีที่ครูเคยใช้กับฉันในสมัยเด็ก มาลองใช้กับนักเรียนของฉันบ้าง

โดยเพิ่มและปรับเปลี่ยนเป็นแบบแนวการสอนของฉัน เพราะเด็กนักเรียนที่ฉันสอน การเรียนรู้ของเด็กไม่เท่ากันจริงๆ แต่สภาพบริบทของในสมัยนั้นกับตอนนี้ไม่เหมือนกัน ทำให้ฉันปรับเป็นของตัวเอง

ฉันจำเป็นที่จะต้อง “จี้ถามนักเรียนนักเรียนเป็นรายบุคคล”

หาก การสอนของหนูผิดพลาดประการใด สามารถให้คำแนะนำแก่หนูได้นะคะ ยินดีพร้อมปรับเสมอ

โดยการจี้นักเรียนเป็นรายคนทั้งห้องเรียน มันจะทำให้การการสอนคณิตศาสตร์ของเราช้ากว่าเดิม แต่ก็ได้รู้ว่านักเรียนเข้าใจในสิ่งที่ฉันสอนหรือไม่ เหมือนการ ประเมินผลระหว่างเรียนไปด้วย หากพบนักเรียนที่ได้เข้าใจ เรก็จะได้ช่วยแก้ไขและเข้าไปดูนักเรียนได้ถูกจุด โดยมีวิธี คือ

  1. ทำการให้นักเรียนท่องแม่สูตรคูณก่อน เพื่อ อบอุ่นเครื่องอัพสมองการคิดก่อน ถึงแม้จะไม่เกี่ยวกับเรื่องที่สอนในวันนี้ แต่เราก็ควรที่จะให้นักเรียนได้ท่องสูตรให้ได้เพื่อเป็นการเตรียมในการเรียน คูณกับหารด้วย โดยฉันจะสังเกตปากนักเรียนทุกคน “ใครทำปาก มุ๊บมิบ เหมือนท่อง แต่ฟังใกล้ๆแล้วท่องผิด แต่ปากบอกท่องสูตรคูณเป็น ไม่เป็นไร ฉันจำหน้าเรียงคนได้ และเมื่อเด็กท่องเสร็จ ฉันก็จะให้เด็กนักเรียนที่ทำปากมุ๊บมิบ ขณะท่องสูตรคูณ ลุกขึ้น แล้วก็ท่องสูตรคูณให้ฉันฟัง ในแม่ที่ฉันคิดว่าเด็กอาจไม่ได้ ซึ่งมันก็เป็นจริง ฉันก็เลยคิดว่าเด็กนักคนนี้จะต้องพัฒนาตนเอง ในการท่องสูตรคูณ ฉันจึงได้ให้นักเรียนในห้องทั้งหมดกลับไปท่องสูตรคูณให้ได้ขอแค่ แม่ 1-12 เพราะนักเรียนบอกกับฉันว่า พวกเค้าท่อง แม่สูตรคูณ 6,7,8,9,12 ไม่ได้ บางคนได้แต่ก็ผิดๆ ฉันจึงบอกให้ไปฝึกท่องแล้วอาทิตย์หน้าฉันจะเรียกสอบท่องสูตรคูณเป็นรายบุคคล ซึ่งเด็กนักเรียนในห้องจะทำเสียงโอดครวญ แต่ฉันคิดว่ามันต้องฝึกและให้ชำนาญให้ได้

  2. ขั้นตอนต่อไปฉันจะทำการทบทวนเนื้อบทเรียนจากชั่วโมงที่แล้วก่อน เป็นการเชื่อมโยงความรู้ของนักเรียนว่านักเรียนมีพื้นฐานที่ดีขึ้นไหม

  3. จากนั้นฉันจะเข้าสู่บทเรียนของวันนี้ ซึ่งแผนการสอนในวันนี้ของฉันคิดว่ามันต้องถึงเวลาที่จะต้องยืดหยุ่นแผนการสอนซะละ การสอนของฉันไม่ได้แตะหนังสือเรียนเลย เพราะในหัวของฉันมันคิดเลขสดๆ จากสมองของฉันให้นักเรียนเลย แต่ก็ใช้แผนการสอนเป็นแนวๆทาง แต่ก็ไม่เป๊ะมากเหมือนแผนการสอนที่เขียนว่าต้องใช้เลขนี้ แต่เป็นจำนวนเลขที่คิดตอนนั้นแบบ สดๆใหม่ๆ และการสอนแต่ละครั้งต้องมั่นใจในบุคลิกการสอนของเราและความรู้ที่เราได้ถ่ายทอดให้เด็ก เด็กก็จะให้ความรู้สึกที่ มั่นใจในการสอนของตัวเราด้วย

  4. เวลาที่อยากรู้ว่านักเรียนทั้งห้องเข้าใจไหม บางครั้ง นักเรียนไม่กล้ายกมือถามหรอกคะ ยิ่งเด็กที่เรียนไม่ทันเพื่อน จะมีความอายระดับ 9 เลเวลเต็มที่ 10 ทำหน้ามึน งง ไม่สนใจบ้าง
    ราต้อง “ปลูกฝังพฤติกรรมเด็กทุกคนในห้องให้เป็นเด็กที่กล้าคิด กล้าถามและกล้าที่จะตอบ” โดยเริ่มครั้งแรกอาจจะไม่ชิน แต่ครั้งต่อไปเด็กจะชินและทำตามเองโดยอัตโนมัติ
    โดยที่ฉันจะเริ่มถามนักเรียนถึงคำถาม คำตอบ กระบวนการคิดของนักเรียน ทีละคนในห้องเรียน “ย้ำ!! ว่าทีละคนจริงๆ” “ถึงจะช้า แต่สามารถทำให้เราได้รู้ว่าเด็กแต่ละคนเข้าใจจริงๆไหมกับเรื่องที่เรียนอยู่” ช่วงแรกเด็กทุกคนจะเกร็งหมด เงียบ และคอยฟังครูว่าครูจะถามอะไร เกิดอาการตื่นเต้นกลัวครูถาม และตั้งใจเรียนและคอยฟังคำตอบจากเพื่อนว่าถูกไหม “หากเพื่อนคนไหนตอบไม่ถูก ฉันก็จะบอกว่าพยายามอีกนิด เกือบได้แล้ว” เหมือนกับการให้กำลังใจ แต่หากเด็กตอบไม่ได้จริงๆ ฉันก็จะสอนอีกครั้ง และก็มีอีกหนึ่งวิธีคือการขอตัวช่วย ในห้อง ได้เพื่อน 1 คนสำหรับการช่วยเหลือ ซึ่งจะทำให้ภาวะของเด็กคลายลงและร่วมคิดคำตอบกับเพื่อน เพื่อนในห้องก็รอฟังคำตอบ แต่ก็จะมีเด็กที่รู้และเก่งแทรกตอบบ้าง “ทำให้ฉันต้องตั้ง กติกาของฉัน คือ ใครแทรก บอกคำตอบเพื่อน จะให้ตอบเพิ่มอีก 2 ข้อ” ทำให้ทั้งห้องเงียบและฟังเพื่อน แต่ถ้าเด็กคนไหนตอบถูก ฉันก็จะมีแรงเสริมโดยการให้คำชม อย่างเช่น “เก่งมากคะ” “ทำได้แล้ว” “ถูกต้องจ้า” เพราะจิตวิทยาของเด็กในช่วงนี้ ยังชอบให้ครูชมเชยทำให้ ภูมิใจในตนเอง และมีกำลังใจในการเรียน นั่นคือนิสัยเด็กประถม การทำแบบนี้ครั้งแรกนักเรียนอาจจะ รู้สึกเขิลอาย และกลัวการตอบผิดของตัวเอง และทำให้เวลาสอนของเราช้าขึ้น แต่หากครูอย่างเราตลอดเวลา มีคำพูดที่ทำให้เด็กไม่กดดันในการตอบ ทำซ้ำๆ จะทำให้เด็กในห้องเรียนของเราเริ่มชิน ทำอย่างเป็นอัตโนมัติและกล้าที่คิด กล้าที่จะถาม กล้าที่จะตอบ ผลดีมันก็เกิดขึ้นทั้งตัวเราและนักเรียนเอง นักเรียนของเราจะเริ่มจะต้องคอยหมั่นฝึกฝนและคอยดูพฤติกรรมของเด็กอยู่ปรับทัศนคติต่อการเรียนวิชานี้ได้

เมื่อ นักเรียนตอบ ถาม แสดงการคิดที่ได้มาซึ่งคำตอบครบทุกคนในห้องเรียน เราก็จะรู้เลยว่าใครไม่เข้าใจ และใครทำได้ ใครทำไม่ได้ ฉันจะคอยสังเกตพฤติกรรมและบันทึกไว้ว่าเด็กไม่ได้ในเรื่องอะไรและเรียก พบ ในช่วงที่ว่าง อย่างเช่น ในช่วงกลางวัน เพื่อสอนเสริม ให้กับนักเรียน และจะต้องให้นักเรียนทำแบบฝึกหัด เพื่อทบทวนความรู้ และฝึกฝนให้เข้าใจอีกรอบ โดยที่ครูอย่างเราจะต้องให้คำแนะนำใกล้ชิด เวลาที่นักเรียนมีปัญหาในการทำแบบฝึกหัด

สำหรับการสอนในวันนี้ฉันคิดว่า มันเป็นการเริ่มต้น การฝึกฝน และการเปลี่ยนทัศนคติ เจตคติต่อการเรียนคณิตศาสตร์ ของเด็กให้มันไปเป็นแนวทางที่ดีขึ้น ให้มีความชอบและรักในวิชาคณิตศาสตร์ ถึงแม้การสอนอาจจะไม่ได้เป็นไปตามแผนเลย แต่ฉันก็คิดว่ามันสามารถปรับให้เข้ากับสังคมสภาพบริบทขนาดนั้นได้ เพราะ ในสถานการณ์ที่เราเจอในการสอนกับแผนการสอน มันไม่เหมือนกัน ต้องรู้จักปรับ และ การสอนวันนี้มันทำให้ฉันรู้ว่าเมื่อฉันเริ่มที่มองเด็กทุกคน ถึงแม้การสอนของฉันอาจจะช้าขึ้นในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง แต่มันก็สามารถทำให้ฉันเข้าได้ว่านักเรียนมีการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนกันจริงๆ บางครั้งเราต้องช้า บ้าง เพื่อที่จะประเมินนักเรียนระหว่างเรียนว่ามีความเข้าใจไหม เราต้องปรับตรงไหน และจะสามารถช่วยนักเรียนของเราได้อย่างไร นั่นก็คือ บทเรียนและประสบการณ์ที่ฉันได้พบในวันนี้ อาจจะกลายเป็นเหมือนกับสำนวนที่ว่า

ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม

หมายถึงการทำอะไรซักอย่างควรจะทำด้วยความรอบคอบ ไม่ต้องรีบร้อน ทำไปแล้วเก็บรายละเอียดดีๆ ก็จะได้ผลงานที่ออกมาดี

และฉันก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า กระบวนการสอนของฉัน จะทำให้ผลผลิตออกมาเป็น นักเรียนเหมือนพร้าเล่มที่งาม ตามแบบความหมายของสำนวนที่กล่าวไป


สื่อที่ใช้ในการสอนนักเรียนในรายวิชาคณิตศาสตร์ในวันนี้คือ การหาค่าเลขโดด ประจำหลัก จำนวนนับที่เกิน 100,000


ภาพเด็กๆนักเรียนในขณะทำกิจกรรม


เพิ่มเติม กิจกรรมในรอบวัน นักเรียนได้ทำกิจกรรม ทำบุญเวียนเทียน ฟังธรรม เนื่องในวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญของทางพระพุทธศาสนา โดยเป็นวันที่ พระสัมพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ดังนั้นพุทธศาสนิกชนทั่วโลกจึงให้ความสำคัญกับวันวิสาขบูชานี้ซึ่งโรงเรียนของเราก็ไม่ละเลยกับการปฎิบัติต่อการเป็นพุทธศาสนิกชาที่ดี และการปลูกฟังประเพณีวัฒนธรรม วันสำคัญ และจริยธรรม โดยการพานักเรียนไปเวียนเทียน ฟังธรรมมะจากหลวงพ่อ ที่วัดโสภณาราม ที่ติดกับโรงเรียนของเรา ซึ่งนักเรียนก็ให้ความสำคัญและเตรียมพร้อมโดยการนำ สวยและธูป เทียน ดอกไม้ ในการมาเวียนเทียนในครั้งนี้ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สุดแสนประทับใจกับฉันอย่างหนึ่ง

ชมภาพ

สวยดอกที่เพื่อนทำให้กับเด็กไม้ ธูปเทียนสำหรับเวียนเทียนที่นักเรียนให้ครู น่ารักจริงๆ


เด็กๆ จัดแถวเตรียมไปฟังธรรมและเวียนเทียนที่วัด ในมือแต่ละคนจะมี ดอกไม้ธูปและเทียนอยู่ที่เตรียมมาจากบ้าน


เดินไปเป็นแถวอย่างเรียบร้อยโดยมีครูเน็ตเป็นผู้ควบคุมนักเรียนชั้นป.2


เจ้าอาวาสวัดวัดโสภณาราม กำลังเตรียมให้ธรรมมะเนื่องในวันวิสาขบูชา

แก่คณะครูนักเรียน และทหารที่มาจากกองพันสัตว์ต่าง


นักเรียนทุกคนนั่งกันอย่่างเป็นระเบียบเรียบร้อยรับศิลรับพร และฟังธรรมะของหลวงพ่อ


คณะครูและนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพก็เข้าร่วมในกิจกรรม วันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกการฝึกสอนของนางสาวจิตต์พิชชา จริยา (ภาคเรียนที่ 1/2559)



ความเห็น (8)

สถาพร
IP: xxx.68.6.125
เขียนเมื่อ 

การเป็นครูนั้น ในความคิดของผมนั้นมันไม่ง่ายเลย จากที่ได้อ่านเป็นการเรียบเรียงองค์ความรู้ ที่ได้ศึกษามาจนเข้าใจดีเสียก่อน แล้วเรียบเรียงสร้างสรรค์ เพื่อที่จะมอบความรู้ความเข้าใจให้กับนักเรียน ด้วยความตั้งใจและเต็มใจที่จะถ่ายความรู้ต่างๆให้กับนักเรียน ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ที่ขาดไปได้คือ กิจกรรมอันดีต่างๆ ที่จะสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม ให้กับนักเรียน ดังเช่นกิจกรรม วันวิสาขบูชา ที่กำลังจะมาถึง สอนด้วยความรัก ด้วยความเข้าใจ ย่อมจะเกิดผลดีมากมายกับนักเรียนและกับผู้สอนด้วยเช่นกัน

เขียนเมื่อ 

เมื่อได้ครูต้นแบบที่ดี ลูกศิษย์ก็จะพยายามถ่ายทอดความรู้นั้น ๆ ในรุ่นต่อมา และต่อมา
เป็นโชคดีของคุณครูแนนแล้วที่ได้ครูท่านนั้นสอน ;)...

รูปสุดท้าย คนที่อยู่ข้างๆครูแนนน่ารักดีนะครับ

ไม่ทราบว่าเขาชื่ออะไร และรบกวนขอเฟสบุ๊คหน่อยนะครับคุณครู

เขียนเมื่อ 

ครูแนนนี่ เราดีใจที่อ่านบันทึกเพื่อนแล้วเห็นเพื่อนของเรากำลังจะเป็นครูที่ดี เอาใจช่วยน้า ส่งกำลังใจให้ตลอดเน้อ สู้ :)

@สถาพร ขอบคุณมากเลยนะคะที่ชื่นชอบในกิจกรรม ^^

@Ongkuleemarn เป็นโชคดีของหนูจริงๆคะอาจารย์ และเป็นโชคดีของหนูที่อยู่ในโครงการผลิตครูด้วยคะ ^^ ขอบคุณมากคะอาจารย์

@จิราวัฒน์ วิชัยศิริ ตอนแรกอ่านนึกว่าครูนัทชมครูแนนซะอีกคะ อ่านดีๆไม่ใช่เลยคะ ตอนนี้ครูนัทคงจะสังเกตได้จากการแท๊กรูปของเพื่อนใน facebook ละคะ #ทีมบ้านศาลา

@เงาของฝัน

คิดถึงครูดรีมจังเลยคะ ขอบคุณมากนะคะที่มาให้กำลังใจครูแนน ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองเยอะมากเลยนะคะ แต่ก็สู้ๆ ครูดรีมสู้ๆด้วยนะคะ แล้วเราจะมาพบกันใหม่นะคะ