วิกฤตนิตยสารไทย : วิกฤตสิ่งพิมพ์

วิกฤตนิตยสารไทย : วิกฤตสื่อสิ่งพิมพ์

โดย วาทิน ศานติ์ สันติ (28/4/2559)

การออกมาประกาศปิดตัวของนิตยสารแฟชั่น เปรียว Cosmopolitan Thailand และ อิมเมจ (ไม่นับ The boy เธอกับฉัน) ทำเอาผมใจหาย ขนาดนิตยสารใหญ่ที่มีแต่โฆษณาเต็มเล่มยังไปไม่รอด เล่มเล็กเล็มน้อยก็อยู่ได้ไม่นาน

ดูจากร้านทำผม ร้านเสริมสวย ที่สมัยก่อนลูกค้าต้องเปิดดูหนังสือพลิกไปมาระหว่างทำผมเป็นภาพที่ชินตา ราวกับว่านิตยสารเป็นของคู่กันกับร้าน แต่มาถึงสมัยยุคโซเชียลมีเดียแทบจะไม่มีใครอ่านนิตยสารระหว่างทำผมอีกต่อไป ต่างคนต่างก้มหน้าเขี่ยโทรศัพท์ นิตยสารกลายเป็นหมาหัวเน่าวางในชั้นวางไร้คนเหลียวแล (แม้แต่การซุบซิบนินทาปล่อยข่าวชาวบ้านในร้านทำผมก็น้อยลง เพราะคนเราไม่ยอมคุยกันกับคนใกล้ตัวกันแล้ว เปลี่ยนไปเป็นคุยแนะนินทาคนผ่านแชทแทน)

คนเสพติดสื่อในโทรศัพท์กำลังหลงลืมเสน่ห์ของการอ่านจากหนังสือไปแล้ว เช่นรูปภาพสี่สีสวย ๆ บนกระดาษมันสวย ๆ กลิ่นของกระดาษใหม่ การค่อย ๆ พลิกดูไปทีละหน้า การส่ายสายตาไปมา การม้วนนิตยสารใช้ตบยุง (สมัยนั้นไม้ตียุงไฟฟ้ายังไม่มี) ตีแมลงสาบ หรือฝาดหัวกะบาลคน หากร้อนจัดก็จับมาพัดได้ หากมีรูปดาราสวย ๆ แต่งชุดว่ายน้ำ หรือดาราชายหล่อ ๆ เราก็จะตัดหน้านั้นเอามาแปะฝาบ้านนั่งดูแบบตาเย้มฝันหวานกันเลยทีเดียว

ยุคของการค่อย ๆ ดู ค่อย ๆ ซึมซับ ค่อย ๆ ย่อยหมดไปนานแล้ว สวัสดียุคเร่งรีบฉาบฉวย

ผลกระทบตามมามหาศาลราวกับการล้มโดมิโน หรือจะพูดให้ใหญ่กว่าคือ "เด็ดดอกไม่สะเทือนดวงดาว" เช่น

สงสารคนที่จบวารสาร อนาคตคงหางานยาก ช่างภาพหนังสือคงลำบากแย่งงานกัน เพราะนิตยสารมักจะเลือกจ้างแต่ฟรีแลนซ์เพื่อประหยัดค่าจ้างแบบรายเดือน พนักงานกราฟฟิก พิสูจน์อักษร คงตกงานกันระนาว สะเทือนถึงไปทุกสาขาวิชาชีพกันเลยทีเดียว สะเทือนถึงครอบครัวอีกต่างหาก

โรงพิมพ์ก็อยู่ยาก นิตยสารน้อยลง โดยเฉพาะนิตยสารประเภทรอบในการพิมพ์น้อยวันเช่น รายสัปดาห์ รายปักษ์ รายเดือน หากเลิกผลิตแล้ว โรงพิมพ์ก็แย่ มีหวังปิดโรงพิมพ์ พนักงานและคนข้างหลังก็ลำบากตาม

นักเขียนยิ่งแล้วใหญ่ ทุกวันนี้หากชื่อไม่ "ใหญ่" พอก็จะส่งงานยากขึ้น ขนาดนักเขียนชื่อ "ใหญ่" แล้วยังแย่งกัน พวกมือใหม่หัดเขียนแทบไม่มีวันได้เกิด โดยเฉพาะตระกูลเรื่องสั้น นวนิยาย จากเดิมกว่านิตยสารจะตอบรับตัองใช้เวลารออย่างน้อย 3 เดือน บางฉบับต้องรอ 6 เดือนกว่าถึงจะตอบกลับว่าจะเอาหรือไม่เอา ส่วน บก.ก็ต้องเคี้ยวหนักในการเลือกเรื่องมากกว่าเดิม หากเลือกเรื่องจากนักเชียนโนเนมมาลง ต่อให้เขียนดีคนก็ไม่อ่าน นิตยสารก็ขาดเสน่ห์ เพราะพฤติกรรมคนไทยเลือกอ่านจากชื่อนักเขียนมาก่อน (จึงเกิดอาชีพนักเขียนผี) สมัยก่อนกอง บก. ต่อ 1 เล่มมีหลายคนเฉพาะเรื่อง แต่เมื่อนิตยสารน้อยลง เพื่อประหยัดต้นทุนก็จะจ้างกอง บก. น้อยลง บก. คนเดียวจะต้องได้หลายแนว ใครคิดจะสมัครงานเป็นกอง บก. คงยากและคิดให้หนัก เลือกเรื่องไม่เวิร์คเจ้าของหนังสือคงไม่เลี้ยงไว้

ปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่ในโลกโซเชียลขาดวิจารณญาณอยู่แล้ว สังเกตจากการคอมเม้นท์ตามเพจสาธารณะที่มักใช้อาจมณ์มากกว่าเหตุผล บางเพจก็เขียนข่าวมั่วสงตนก็แชร์มั่ว หากคนยังชอบที่จะอ่านข่าวจากโซเชียลที่มีแอดมินหรือบรรณาธิการที่ไม่มีจรรยาบรรณ ความถูกผิดของเนื้อหาจะไม่สามารถแยกแยะได้เลย

โฆษณาก็อยู่ยาก มีพื้นที่น้อยลง ในนิตยสารค่าลงแม้จะแพงแต่ก็ยังน้อยมากหากเทียบกับโทรทัศน์ (ช่วงเวลาละครน้ำเน่า) ต่อไปคงเบียดเบียนตามเฟสบุ๊กค์ ตามยูทูป ตามเวปไซต์ ซึ่งปัจจุบันก็รำคาญจะแย่อยู่แล้ว

ร้านขายหนังสือก็ลำบากตาม ร้านย่อยตามหัวมุมถนน แผงขายเล็กก็อยู่ยาก ขนาดร้านใหญ่ในห้างฯ นิตยสารยังขายไม่หมด แม้แต่หนังสือพิมพ์รายวันยังขายไม่หมด มินานคงปิดแผงปิดร้านตามนิตยสาร

แต่ก่อนคนไทยอ่านหนังสือน้อยลงกว่าเดิม สมัย "แปดบรรทัดต่อปี" ว่าแย่แล้ว สมัยนี้ไม่ต้องพูดถึงเลย ขนาดขัอความในเฟสบุ๊คหากใคร "สะเออะ" เขียนเกิน 4 บรรทัดก็แทบไม่มีใครอ่านกันแล้ว (บทความนี้ใครอ่านมาถึงตัวอักษรนี้ได้ ผู้เขียนขอคาราวะ)

ไม่ใช่แค่นิตยสารที่เข้าข่ายวิกฤต หนังสือพิมพ์ก็อยู่ยาก หนังสือแนว best book ก็อยู่ยาก โดยเฉพาะรวมเรื่องสั้น-นวนิยายก็ยิ่งอยู่ยาก สมัยผมเริ่มอ่านหนังสือ อาจารย์ของผม "ตะวัน สันติภาพ" บอกผมว่า การพิมพ์วรรณกรรมขั้นต่ำราว 2,000 - 3,000 เล่ม สมัยนี้หลักพันต้น ๆ ก็ถือว่าเก่งแล้ว ส่วนพวกงานกวีนิพนธ์นี่หนักกว่าพิมพ์แค่หลักร้อย ขนาดนักเขียนมือรางวัลอย่างวินทร์ เลียววารินที่พิมพ์ขายเองยังบ่นอุบ

แม้แต่นิตยสารแนวปลุกใจเสือป่าอย่าง FHM Maxim Penhouses ยังประสบภาวะขาดทุน แต่ยังดีที่แบรนด์หนังสือยังต่อยอดงานอย่างอื่นได้ เช่น เช่นงานงานโชว์ตัว งานประกวด งานโฆษณาสินค้าต่าง ๆ (สาธุอย่าปิดตัวเลย ไม่งั้นผู้เขียนคงทำใจไม่ได้)

หลายแบรนด์พยายามปรับตัวไปตามกระแสด้วยการเข้าส่งระบบเวปไซด์อินเตอร์เน็ทแอพพิเคชั่นก็ยังไปไม่รอด ก็คนไทยอ่านหนังสือกันที่ไหนละครับ

แล้วอย่างนี้อย่าพูดเรื่องคิด วิเคราะห์ แนกแยะกันเลย เพราะพื้นฐานที่สำคัญที่สุดคือการอ่านนั่นเอง

ทุกอย่างเป็นไปตามวัฐจักร เกิดมา ตั้งอยู่ และดับไป ทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง

ขอบคุณภาพประกอบ

เปรียว จาก daradaily.com

Cosmopolitan จาก women.kapook.com

อิมเมจ จาก matichon.co.th

FHM จาก painaidii.com

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน รักการอ่าน



ความเห็น (0)