KMUTT 3.0 บทเรียนจากงานเปิดบ้าน ศูนย์เสริมสร้างการเรียนรู้และการสอน Center of Effective Learning and Teaching

เป็นเรื่องยากที่จะสื่อสารว่าการศึกษาของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีในยุคถัดไปหลังยุค Hand on และ การวิจัย จะเป็นอย่างไร รศ.ดร.บัณฑิต ทิพากร รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาการศึกษาเป็นผู้ริเริ่มนำ Outcome based education(OBE) เข้ามาในมหาวิทยาลัย OBE เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เราต้องกลับมาคิดว่าโลกอนาคตจะเน้นผลลัพธ์ของการเรียนรู้เป็นหลักแทนที่จะเรียนเพราะเนื้อหา รวมถึงประสิทธิภาพของการเรียนจะได้มาจากสิ่งที่ผู้เรียนทำได้ OBE จึงไม่ได้เน้นที่องค์ความรู้ แต่กลับไปเน้นด้านสมรรถนะและแรงบันดาลใจที่ทำให้ผู้เรียนคนพบตัวเอง ซึ่งหมายถึงอาชีพที่ผู้เรียนอยากเป็นอยากทำ เพราะในอนาคตอาชีพหลายอาชีพจะสูญพันธ์และเกิดอาชีพใหม่ที่ไม่เคยมีในอดีต คนที่จะดำรงอาชีพในสังคมอาจจะต้องมีทักษะในศตวรรษที่ 21 เพิ่มขึ้นเพื่อให้เกิดความอยู่รอด ทักษะต่างๆจะถูกนำมารวมกันทำให้เกิดเป็นอาชีพใหม่และหลักสูตรที่ผู้เรียนสามารถสร้างขึ้นมาได้ด้วยตนเอง ดังจะเห็นได้ว่า OBE จะใช้กรอบแนวความคิดของ Bloom taxonomy มาเป็นตัวกำกับว่าผู้เรียนสามารถทำอะไรได้บ้างตามมิติสามด้าน คือ Psychomotor domain, Cognitive domain และ Affective domain ทั้งหมดนี้มันก็จะไปสอดคล้องกับการพัฒนาคนด้าน Skill, Knowledge และ Attribute ของ HRD เมื่อศาสตร์ด้านการศึกษามาชนกับศาสตร์ด้านการพัฒนาบุคคลากรก็จะตอบโจทย์ Outcome based education ได้ชัดเจนขึ้น

เราได้รับบทเรียนจาก สกอ. ในเรื่องการทำมาตรฐานคุณวุฒิต่างๆ TQF แล้วมีทั้งด้านบวกและด้านลบ เพราะสิ่งที่ทำไปของ สกอ. เป็นสิ่งที่นักการศึกษาอยากให้มี แต่อาจารย์หลายคนในมหาวิทยาลัยยังไม่ทราบว่าทำไปแล้วได้อะไร ทำไปเพื่ออะไร หลายคนบ่นถึงเรื่องจุดดำ จุดขาว ที่จุดในตาราง Curriculum mapping หลายคนคงสงสัยว่าทำไมต้องมีจุดดำกระจายไปทั่วอย่างน้อย 1 จุด แล้วก็ตอบไม่ได้เสียทีว่าที่มาที่ไปคืออะไรนอกจากจะกระจายจุดดำให้ดูดีในตาราง สิ่งเหล่านี้อาจจะต้องสื่อสารให้ผู้รับผิดชอบรับสูตรเข้าใจก่อนการทำ ถ้าลองไปค้นดูเรื่อง Curriculum mapping ก็จะเห็นความเชื่อมโยงของรายวิชาและผลลัพธ์การเรียนรู้ในระดับสูตร ที่จะทำให้เห็นถึงสิ่งที่วิชาเหล่านี้เชื่อมโยงกันโดยเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ และถ้าจะให้ดีควรจะบอกระดับของการเรียนรู้ตาม Bloom taxnomy ทำให้เราทราบว่าหลักสูตรนั้นเน้นสมรรถนะด้านอะไรมากที่สุด อีกทั้งยังบอกได้ถึงระดับของการเรียนรู้แบบขั้นบันได ถ้าเราเอาทุกวิชาประมาณสักร้อยกว่าวิชามาใส่ในตาราง ถึงตอนนี้ผู้รับผิดชอบหลักสูตรก็จะเริ่มงงเป็นไก่ตาแตกเพราะว่า มนุษย์ไม่มีความสามารถในการเห็นภาพรวมด้วยข้อมูลเล็กๆประกอบกันเป็นพันจุด สิ่งเหล่านี้คอมพิวเตอร์แสดงให้เราเห็นภาพรวมได้อย่างชัดเจนแทนคน มันทำให้ทราบว่าสิ่งที่เชื่อมโยงในตารางคืออะไร แล้วหลักสูตรนั้นเน้นสมรรถนะอะไรมากกว่าจุดดำ จุดขาว

นี่แหละครับเป็นที่มาว่า ภาพรวมคืออะไรในเรื่องของ Outcome based education แล้วใครจะเข้าใจในเมื่อทุกอย่างมันเป็นเรื่องของอนาคตที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อาชีพใหม่ๆจะเชื่อมโยงอย่างไรกับหลักสูตร ดังเป็นที่มาของการทำนิทรรศการที่จะทำให้เห็นว่า OBE เป็นสิ่งที่จับต้องได้ การศึกษาในอนาคตไม่ได้อยู่ในมือนักการศึกษาอีกต่อไป เพราะเทคโนโลยีต่างๆจะมาช่วยทำให้การศึกษาไม่เป็นแบบเดิม การศึกษาจะเป็นตัวที่จะบอกให้ได้ว่าผู้เรียนอยากจะทำอะไร อาชีพอะไร หรือ บอกตัวตนของคนๆนั้น

ในช่วงตอนที่เราเตรียมงาน เราใช้นักออกแบบในการสื่อสารสิ่งที่เข้าใจยากในเรื่องการศึกษาให้มาเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ง่ายก็จะทำให้ผู้สอนทราบว่า ความหมายเหล่านั้นคืออะไร ยกตัวอย่างเช่น การแปลงสิ่งที่เป็นนโยบายให้ออกมาเป็น Analogy หรือเรื่องราวเชิงเปรียบเทียบก็จะทำให้คนเข้าใจง่าย เช่น การบอกว่า Outcome based education เปรียบเสมือนรถโรงเรียนที่จะต้องมีเส้นทางเดินและจะต้องมีการพัฒนาอะไรบ้างในแต่ละขั้นจะทำให้สื่อสารกับผู้ปฏิบัติได้ง่ายขึ้น ในนิทรรศการนี้เรามีการใช้การออกแบบให้เป็นรูปธรรม เช่น การจัดการในห้องเรียนในอนาคตควรเป็นรูปร่างอย่างไร เราก็จะนำเก้าอี้มาจัดเรียงกันว่า ห้องเรียนในอนาคตนักเรียนจะทำงานเป็นกลุ่ม ถ้าห้องเรียนขนาดใหญ่ก็จะมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสนับสนุนการสอนของอาจารย์ ภาพต่างๆ จะถูกฉายออกมาเพื่อให้ผู้เข้าชมเข้าใจได้ง่ายขึ้น


ตอนที่ผมและทีมงานจัดนิทรรศการครั้งนี้ เราพบสิ่งหนึ่งที่คิดเจอคือ เราพบว่าวิทยากรฉายภาพอาชีพใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นได้ชัดเจน(ถึงแม้ว่าอาชีพเหล่านั้นอาจจะเปลี่ยนไปตามบริบทของเวลาในอนาคต) คนในอนาคตไม่ใช่เรียนเพื่อปริญญาแต่เรียนเพราะว่าเขาต้องการทำในสิ่งที่เป็นตัวตนของเขา ผมเชิญผู้ร่วมออกนิทรรศการคนหนึ่งที่คิดว่าเป็นเหมือนที่วิทยากรพูดโดยบังเอิญ เขาไม่ต้องการเรียนในสิ่งที่หลักสูตรต่างๆมีอยู่ในปัจจุบัน แต่เขามีความสามารถพิเศษที่ไม่จำเป็นต้องเรียนในระบบการศึกษาที่เตรียมไว้ ปัญหาที่เราพบคือว่ากฎระเบียบของสังคมหรือการศึกษาได้ไปทำลายความคิดสร้างสรรค์ในตัวคนที่จะทำให้คิดอาชีพใหม่ๆได้ การลงโทษคนว่าถ้าไม่มีใบปริญญาก็ไม่สามารถทำงานในบริษัทได้อาจจะเป็นอดีตไปเสียแล้ว คนในอนาคตจะไม่ห่วงว่าตัวเองจะอยู่บริษัทอะไร ทำอะไร เพราะเขาสามารถเปิดบริษัทตัวเองได้ เป็น CEO ของบริษัทแม้ว่าจะมีเขาอยู่คนเดียวในบริษัท สาเหตุที่ทำได้แบบนี้เพราะโลกในอนาคตเปลี่ยนไป เรามีเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทำให้เราสื่อสารกับคนทั่วโลกได้ง่ายและทำให้เกิดตลาดเสรีชนอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน คอมพิวเตอร์จะเป็นครูชั้นยอดที่สามารถเข้าใจมนุษย์ได้ดีกว่าก่อน ถึงตอนนั้นครูจะต้องเปลี่ยนบทบาทของตัวเองจากผู้สอนมาเป็น Coach ให้กับลูกศิษย์

การจะทำ OBE ให้เป็นจริงจะต้องมีการเปลี่ยนวิธีการหลายอย่าง เช่น ต้องมีการฟังเสียงจากผู้ใชับัณฑิตในตลาดว่าต้องการคนประกอบอาชีพอะไร (หมายถึง อาชีพอะไรที่จะเกิดในอนาคตด้วย) ต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารจัดการวิธีการลงทะเบียนให้ยืดหยุ่น เช่น นักศึกษาสามารถไปเลือกเรียนวิชาที่ตนเองชอบได้ ต้องมีการเปลี่ยนเทคนิคการสอนโดยให้ผู้เรียนคิดว่าอยากจะเรียนอะไรเพื่ออะไรมากกว่า ครูจะมีหน้าที่ในการค้นหาสมรรถนะที่ผู้เรียนเป็นและทำหน้าที่ให้ผู้เรียนเกิด Active learning การเป็นกระบวนกร มากกว่าคนป้อนข้อมูลให้ผู้เรียน การเรียนเนื้อหาให้ครบตามหลักสูตร หลักสูตรต้องชี้เป้าหรือเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเห็นได้ว่าเรียนหลักสูตรเหล่านี้แล้วจะเห็นอาชีพใหม่ๆได้อย่างไร รวมถึงต้องเปลี่ยนแปลงตัวผู้เรียนที่ไม่ให้ติดกับความเคยชินว่าเรียนไปเพื่อตัวเองจะได้คะแนนหรือปริญญาแต่ต้องมองว่าเรียนไปตอบโจทย์ว่าตัวเองอยากเป็นใครและพัฒนาได้ตามนั้นหรือยัง เพราะผู้เรียนในอนาคตจะประกอบอาชีพที่ตัวเองไม่เคยคิดมาก่อน ผู้เรียนในอนาคตจะต้องเป็นคนประกอบจิ๊กซอว์ว่าตัวเองเก่งอะไร ถนัดอย่างไร

เทคโนโลยีที่ใช้ในห้องเรียนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในยุคอนาคต สื่อการสอนแบบใหม่ๆจะเข้ามาทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง แม้กระทั่งผู้สอนเองยังต้องเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับการสอนแบบใหม่ๆเพราะกลัวจะตกงาน เครื่องอำนวยความสะดวกในการเรียนการสอนจะมีมากขึ้น เช่น หุ่นยนต์บันทึกการสอนของอาจารย์ คอมพิวเตอร์ที่มาช่วยวัดและวิเคราะห์ว่าผู้เรียนควรประกอบอาชีพอะไร คอมพิวเตอร์ที่มาช่วยบริหารจัดการในการประเมินการเรียนรู้เพื่อพัฒนา ข้อมูลต่างๆจะถูกเก็บเข้ากับระบบคลาวด์ที่ผู้สอนสามารถดึงข้อมูลผู้เรียนออกมาและวัดประเมินผลการพัฒนาการเรียนรู้ส่งให้ผู้เรียนเพียงชั่วพริบตา

อีกด้านหนึ่งที่เรายังไม่ได้มาพูดกันก็คือว่า ถ้าทุกคนสามารถเรียนได้และเรียนเก่ง สามารถทำมาหาเลี้ยงชีพได้ดี ร่ำรวยกันหมดแล้วเพราะทำในสิ่งที่ตัวเองมีโอกาสและค้นพบตัวเอง แล้วสิ่งที่ขาดไปคืออะไร? มิติที่เรายังไม่ได้สอนให้ผู้เรียนอีกด้านคือด้าน Affective domain ด้านนี้ค่อนข้างสำคัญมากในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็ว ผู้เรียนจะบริโภคข่าวแต่ละวันแบบไม่ยั้งคิดว่า ถูกหรือไม่ถูก เพราะฉะนั้นผู้เรียนต้องมีภูมิคุ้มกันให้กับตนเอง สังคมจะดีได้ก็ต่อเมื่อผู้เรียนไม่เห็นแก่ตัวและทำเพื่อผู้อื่น มิติด้านนี้จึงต้องพึ่งฐานใจ ที่เรามักจะพูดถึงการทำงานร่วมกันเป็นทีม การมีจิตอาสา การมีพื้นที่ปลอดภัยในการพูดจากัน การรู้จักขัดเกลาจิตวิญาณของตนเองด้วยการทำงานที่มีความสุข ทักษะพวกนี้เป็นทักษะ Soft skill ที่คนทั่วไปต้องมีเพราะระบบการศึกษาจะเปลี่ยนจากระบบที่ชอบแข่งขัน การใช้ทรัพยากรโลกให้หมดไปอย่างไม่ลืมหูลืมตาให้มาเป็นระบบที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันเพราะธรรมชาติจะกลับมาเตือนทุกครั้งให้การศึกษาเกิดการเปลี่ยนแปลง


สิ่งที่เราได้จัดทำนิทรรศการครั้งนี้ แน่นอนว่าเราไม่ได้มุ่งเป้าหวังว่าคนจะมาจำนวนเท่าไหร่ ผมได้แจ้งบอกว่ากับทีมงานว่า คนที่จะมาดูเรื่องการศึกษานั้นอาจจะมีน้อย แต่ถ้าเราทำกระบวนการให้ถูกเป้าหมายจะมาเอง Targetless (อ้างอิงจากอาจารย์ วรภัทร์ ภู่เจริญ) ผลตอบรับผู้ที่มาร่วมงานค่อนข้างดีเกินคาด ไม่เพียงแต่คนในมหาวิทยาลัยเท่านั้นที่เริ่มตื่นตัว แต่คนนอกมหาวิทยาลัยก็ตื่นตัวเช่นกัน เสียดายที่เรามีเวลาบอกเล่าเรื่องราวต่างๆของการศึกษาในอนาคตแค่วันเดียว แต่ผมคิดว่าเป็นวันที่สำคัญที่สุดเพราะเราได้ถักทอเรื่องราวที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยให้เป็นภาพที่ทุกคนจับต้องได้ แล้วเราจะไม่มีคำถามว่าจะทำไปทำไมและทำเพื่อเกิดผลกระทบอะไร ขอขอบคุณทีมงานทุกคนในสถาบันการเรียนรู้ที่ช่วยเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้เกิดงาน ขอขอบคุณกลุ่มพัฒนาการศึกษา กลุ่มกระบวนกรมจธ. ผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่ยอมเสียสละเวลาและเป็นกำลังใจสำคัญ ขอบคุณ ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ ที่ทำให้ผมประกอบภาพจิ๊กซอว์ในอนาคตได้ชัดเจน ขอบขอบคุณบริษัท MBOX multimedia บริษัท Eits (Apple computer) ที่มาร่วมออกงาน ขอขอบคุณคุณหมอวิจารณ์ พาณิชย์ที่ให้พื้นที่นี้ได้แบ่งปันเรื่องราวดีๆและแนวคิดดีๆ ในสังคมไทย

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Hexagonal thinking การคิดแบบเชื่อมโยง



ความเห็น (0)