สู่ชัยชนะ

การมีชีวิตอยู่ ของทุกๆคน ต้องดำรงอยู่ด้วยหน้าที่และการงาน ทุกวันเราเฝ้าไฝ่ฝันว่าจะทำงานให้บรรลุเป้าหมายที่ทำเอาไว้มากมาย บ้างก็เคร่งเครียด บ้างก็ต้องเกิดความขัดแย้งกัน ทั้งในหมู่เพื่อนร่วมงาน และความขัดแย้งกับการตัดสินใจในการกระทำการบ้างอย่างของตัวเอง บางคนก็ไม่พอใจกับงานของตัวเอง เพราะ มีคนอื่นๆที่รายล้อมช่วยกันตัดสินใจ

ทางออกของปัญหาต่างในการทำงานคือการได้คุยกันอย่างเปิดใจ พูดแล้วฟังดูเหมือนว่าจะทำได้ง่าย แต่เอาเข้าจริงปากมันกลับหนัก เพราะใจที่มีทิฐิ นั้นเองที่ทำให้เราลำบากนำไปสู่ปัญหา

ผมคนหนึ่งที่ในการทำงานเจอกับปัญหา มาก ทั้งเรื่องเพื่อนที่ทำงาน (พนักงาน) ฟังบ้างไม่ทำตามบ้าง แต่ผมก็ได้แต่ปล่อยไป มิได้บังคับใคร การระบายออกทางหนึ่งของผมก็คือ ควันที่ล่องลอยออกจากปอด ฮ่าๆ มันคือการสูบบุหรี่นั้นเอง มีคนถามผมว่าทำไม ผมถึงต้องสูบ เครียดหรอ หรือว่าเท่ ผมตอบกลับไปว่า มันเป็นการรวบรวมสมาธิขั้นแรก เป็นไง เท่ปะกับคำตอบที่ดูดีแต่มันช่างบันทอนสุขภาพซะเหลือเกิน แต่ที่จริงแล้วผมใช้เวลาไปกับมันไม่มากนัก มากสุดก็วันละ10มวนได้ แล้วใช้เวลานี้คุยกับเพื่อนร่วมงาน หรือเบรกความขัดแย้งที่ยังคุยกันไม่ลงตัว หาทางออกแล้วกลับไปทำใหม่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพอได้คิดแล้วงานจะถูกทำให้ดีขึ้นนะครับ แต่พวกเรามันก็ทำให้ได้คุยกันมากขึ้น

จากการทำงานที่เครียดๆของผมเองนั้น นำไปสู่อีกปัญหาของชีวิต นั้นคือ ความอ้วนถามหา ครับ ง่ายๆมันเกิดขึ้นเพราะเมื่อทำงานหนักเราก็อยากจะฉลองความสำเร็จ การฉลองที่คิดได้คือการกิน หาของอร่อยกินกัน กับพนักงาน กับคนที่เรารัก ทำงานหนักกินดึก นอนดึก สนุกกับการใช้ชีวิต อ้อต้องบอกนิดครับว่าผม ทำงานเกี่ยวกับการถ่ายทำรายการทีวี ได้เดินทางออกไปทั่วประเทศ และต้องเอางานกลับมาตัดต่อ ทำอยู่อย่างนี้ ตลอดตั้งแต่เรียนจบ ชีวิตที่คนอื่นมองว่าน่าสนุกเจอคนเยอะแยะ นึกอยากทำอะไรก็ได้ทำไปไหนไปเที่ยวในวันที่คนอื่นๆเขาทำงาน สุดท้ายพอรู้ตัวเราก็ฉลองกับความอ้วน และสุขภาพที่ไม่ค่อยจะดีนัก จากน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม มาเป็น70กิโลกรัม เรียกว่าตุ๊ต๊ะกันเลย

แล้ววันหนึ่งผมก็ไม่ต้องเครียดอีกเมื่อโปรเจ็ค รายการหยุดลง เรามีเวลามากขึ้น ลองมองตัวเองในกระจก ผมลุกขึ้นมายิ้มให้กับตัวเองทุกเช้า ดูความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง ทำไม อ้วน อย่างนี้ แฟนผม(อดีตไปแล้ว) บอกว่าไม่ได้แล้วเราต้องลดความอ้วนกัน ชวนกันไปออกกำลังกาย เขาไปเล่นโยคะทุกวัน ผมติดรถไปด้วยแรกๆผมก็รอที่ห้างที่เธอไปเล่นโยคะ นานๆเข้าลุกออกไปเดินที่สวนรถไฟดู แรกๆลองเดิน แล้วต่อมาก็ลองวิ่งครับ วันแรกยังไม่ถึงหาร้อยเมตรเลยครับบอกตรงๆว่าท้อกว่าทำงานหนักอีก มันเหนื่อยแบบปอดจะแตก ขาก็เจ็บตรงหน้าแข่ง วันต่อๆมากก็พยายามฝืน ฝึกครับ จนอาทิตย์นึงผ่านไปหนึ่งกิโลวิ่งได้ สองกิโลวิ่งได้ แต่ระหว่างวิ่งไปคิดในใจว่าหนึ่งรอบของสวนรถไฟนั้น ประมาณ 2.6กิโล วิ่งแรกๆเมื่อไรจะผ่านที่ละหนึ่งร้อยเมตรหว่า เมื่อไรจะหนึ่งกิโลดูแต่ตัวเลขที่พื้น แล้วในยี่สิบวัน ผมก็ทำได้วิ่งได้หนึ่งรอบ

รอบแรกแห่งความภูมิใจ ครับเฮ้ยทำได้ยังไงว่ะเนี่ย ตอนแรกคิดว่าร่างกายผมไม่สามารถกลับมาวิ่งได้อย่างตอนหนุ่มๆอีกแล้ว แอบดีใจครับว่าเออการฝึกร่างกาย เราสามารถทำได้เพียงต้องอดทน

หลังจากยี่สิบวันไปแล้ว วิ่งหนึ่งรอบไปได้อีกสักอาทิตย์ผมกลับคิดต่ออีกว่าจะลองวิ่งรอบที่สอง พอวิ่งครบรอบแรก เหนื่อยนะครับ บางครั้งก็หยุดพักเลย และ ก็ลองตัดสินใจวิ่งรอบที่สองดูครับ รอบสองมันยากตรงใจเรานี่แหละครับ เดินบ้างวิ่งบ้าง เดินไปห้าร้อยเมตร สลับวิ่งหนึ่งกิโล ไปจนครบรอบที่สอง เริ่มวิ่งรอบที่สองจนได้

สามสิบวันผ่านไปไว้มาก ผมลืมเล่าไปว่าระหว่านี้ แฟน(อดีต) นั้นไม่ทานมื้อเย็น ผมเลยงดด้วย สามสิบวันผ่านไปทั้งวิ่งและงดอาหารเย็น และการกินที่คำนวณแคลอรี่ ทำให้ผมได้น้ำหนักใหม่ 65 กิโล และลดลงอีกเรื่อยๆการงดอาหารเย็น ทำให้เรามีข้อค้นพบอีกอย่างว่า ที่ผ่านมากับการฉลองหรือการกินอะไรก็ตาม เรากินเกินความต้องการของร่างกายทั้งสิ้น มันเลยแสดงความเกินออกมาที่พุงยื่นๆครับ

ระหว่างการวิ่งและงดอาหาร ผมก็อ่านหนังสือเกี่ยวกับการลดความอ้วนนะครับ ได้ใจความสั้นๆว่าวันหนึ่งร่างกายเราต้องการพลังงาน2,000แคลอรี่ เท่านั้น เรากินเกินมาตลอดเลย จากนั้นผมก็คิดและใครครวญการกินมากขึ้น เลือกกินเลือกทิ้ง สิ่งที่ไม่มีประโยชน์ พยายามกินเพื่ออยู่เท่านั้น อ้อแต่บางทีก็มีอยู่เพื่อกินบ้างแหละน่า บางที่มันมีขออร่อยเราก็จัดคิวกินไว้มื้อเช้ากับกลางวันนิดหน่อยครับเย็นเราก็งดปกติ แต่ว่าก่อนวิ่งควรเติมผลไม้นิดนะครับ เพราะเคยสังเกตุตัวเองครับเวลาวิ่งแบบท้องว่างๆจะเหนื่อยเร็ว แล้วพอไปอ่านก็เจอครับว่าต้องมีผลไม้หรืออาหารนิดหน่อยครับก่อนวิ่งครึ่งชั่วโมง ทำให้เราวิ่งได้นานขึ้น

อีกหนึ่งเดือนต่อมาผมเริ่มลองวิ่งให้ได้10กิโล และเริ่มใช้นาฬิกาดิจิตอลที่บอกระยะทาง อัตตราการเต้นของหัวใจ และคำนวณการใช้พลังงาน(แคลอรี่) ครับซึ่งทำให้การวิ่งของผมดูมีเป้าหมายมากขึ้น สนุกขึ้นครับ ได้รู้ความเร็วในการวิ่งด้วยครับ

สามเดือนผ่านมาครับ สิงหา กันยา และตุลาคม น้ำหนักผมเหลือ58 กิโลกรัม ณ วันที่25ตุลาคม2558 แล้วผมสัญญาว่าจะไม่กลับไปอ้วนอีก นั้นคือจะไม่ฉลองความสำเร็จด้วยการกินแบบไม่คิด หรือกินให้หายเหนื่อยอีกแล้ว จะไม่มีชัยชนะแบบนั้นอีก แต่จะมีชัยชนะใหม่แห่งสุขภาพด้วยการวิ่งเพื่อดูแลสุขภาพ

ขอสุขภาพดีจงมีแด่ทุกท่าน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน วัยเก๋า



ความเห็น (1)

คนวัยเก๋าคนนี้ยอดเยี่ยมมากค่ะ นับถือค่ะ