พระนางเขมาเถรี เป็นภิกษุณีผู้เลิศทางมีปัญญามาก พระพุทธเจ้าทรงยกย่องท่านเป็นอัครสาวิกาเบื้องขวา ตำแหน่งของท่านนั้น เทียบได้กับพระสารีบุตรผู้เป็นอัครสาวกเบื้องขวา

ประวัติย่อ

พระเขมาภิกษุณีบังเกิดในราชสกุล ตระกูลกษัตริย์พระบิดา พระนามว่า พระเจ้ามัททราช กรุงสาคละ แคว้นมัททะ

มีพระนาม ว่า พระนางเขมาทรงมีพรรณะดั่งทอง มีพระฉวีเสมือนทอง ท่านเป็นสตรีที่มีรูปงามมาก

ท่านเป็นอัครมเหสีของพระเจ้าพิมพิสารแห่งนครราชคฤห์ แต่ท่านไม่เคยไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเลย เพราะเคยได้ยินมาว่า พระพุทธเจ้านั้นตำหนิความงามของร่างกาย จึงเกรงว่าพระพุทธองค์จะแสดงโทษในรูปโฉมของพระนาง

พระเจ้าพิมพิสาร คิดว่า เราเป็นถึงอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้า แต่อัครมเหสีของเราไม่เคยไปฟังธรรมเลย เป็นสิ่งที่ไม่สมควร

พระองค์จึงคิดหาอุบายด้วยการให้พวกนักกวีผู้ฉลาด แต่บทกวีประพันธ์ถึงคุณสมบัติความงดงามของพระวิหารเวฬุวันราชอุทยานแล้ว รับสั่งให้นำไปขับร้องใกล้ ๆ ที่พระนางเขมาเทวีประทับ เพื่อให้ทราบสดับบทประพันธ์นั้น

พระนางได้สดับคำพรรณนาความงดงามของพระราชอุทยานแล้ว ทรงหลงอุบายถูกหลอกให้ไปวัดก็มีพระประสงค์จะเสด็จไปชม จึงเข้าไปกราบทูลพระเจ้าพิมพิสาร

เมื่อพระนางเข้าไปในวัดแล้ว พระพุทธเจ้าทรงเห็นพระเทวีกำลังเสด็จมา จึงทรงเนรมิตหญิงคล้ายนางเทพอัปสรด้วยฤทธิ์ ทำให้ถือพัดใบตาลถวายงานพัดอยู่

พระนางเขมาเทวีทรงเห็นหญิงนั้น ทรงดำริว่า หญิงนี้มีส่วนเปรียบด้วยนางเทพอัปสร ยืนอยู่ไม่ห่างพระผู้มีพระภาคเจ้า เราไม่พอที่แม้แต่จะเป็นหญิงรับใช้ของหญิงเหล่านั้นได้เลย เราต้องเสียหายด้วยอำนาจจิตชั่ว เพราะเหตุเล็กๆ น้อยๆ

ทรงถือเอานิมิตประทับยืนมองดูหญิงนั้นคนเดียว

เมื่อพระนางกำลังทอดพระเนตรดูอยู่ หญิงนั่นก็ล่วงปฐมวัย มัชฌิมวัย ถึงปัจฉิมวัยแล้ว ฟันหัก ผมหงอก หนังเหี่ยว ล้มกลิ้งลงพร้อมกับพัดใบตาล ด้วยพระกำลังอธิษฐานของพระพุทธเจ้า

พระนางเขมาทอดพระเนตรเห็นเหตุนั้นแล้วทรงพระดำริว่า

สรีระแม้อย่างนี้ ยังถึงความวิบัติเช่นนี้ สรีระของเราก็จักมีคติอย่างนี้เหมือนกัน

ลำดับนั้น พระศาสดาทรงทราบวาระจิตของพระนางแล้ว ก็ตรัสพระคาถาว่า

ชนเหล่าใด กำหนัดอยู่ด้วยราคะ ย่อมตกไปสู่กระแสตัณหา เหมือนแมลงมุมตกไปยังใยที่ตัวเองทำไว้

ฉะนั้น ชนเหล่านั้นตัดกระแสตัณหานั้นเสียได้แล้ว เป็นผู้หมดอาลัยละกามสุขได้

ย่อมงดเว้นกิจคฤหัสถ์ [บวช] อยู่

ในอรรถกถาว่า จบคาถา พระนางเขมาทรงบรรลุพระอรหันต์พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาณ ขณะประทับยืนนั้น

เมื่อบรรลุพระอรหันต์แล้วจำต้องปรินิพพานหรือไม่ก็บวชเสียในวันนั้น

เพราะเพศฆราวาสไม่สามารถจะรองรับความเป็นพระอรหันต์ได้ จึงเสด็จกลับพระราชนิเวศน์ให้พระเจ้าพิมพิสารพระสวามีทรงอนุญาตการบวชก่อน

พระเจ้าพิมพิสาร ทรงพอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ให้พระนางประทับบนวอทองแล้วนำไปอุปสมบทในสำนักของภิกษุณีสงฆ์

เมื่อพระนางบวชแล้วได้นามว่า “พระเขมาเถรี” เพราะอาศัยเหตุที่พระนางมีปัญญามาก

บรรลุพระอรหัตผลทั้ง ๆ ที่อยู่ในเพศฆราวาส พระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องเธอไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายในฝ่ายผู้มีปัญญา

และทรงแต่งตั้งให้เป็น อัครสาวิกาฝ่ายขวา

พระนางทรงเป็นผู้ชำนาญในฤทธิ์ในทิพโสตธาตุและเจโตปริยญาณ รู้ชัดปุพเพนิวาสญาณ ชำระทิพจักษุให้บริสุทธิ์

มีอาสวะทั้งปวงหมดสิ้นภพใหม่ไม่มีอีก ญาณอันบริสุทธิ์ของพระองค์ ในอรรถะธรรมะ นิรุติและปฏิภาณ เกิดขึ้นแล้วในพระพุทธศาสนา

ทรงเป็นผู้ฉลาดในวิสุทธิทั้งหลาย คล่องแคล่วในกถาวัตถุ รู้จักนัยแห่งอภิธรรม ถึงความชำนาญในศาสนา

วิชชา ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ มี ๘ คือ
๑. วิปัสสนาญาณ ญาณอันนับเข้าในวิปัสสนา
๒. มโนมยิทธิ ฤทธิ์ทางใจ
๓. อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ได้
๔. ทิพพโสต หูทิพย์
๕. เจโตปริยญาณ รู้จักกำหนดใจผู้อื่นได้
๖. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติได้
๗. พิทพจักขุ ตาทิพย์ (จุตูปปาตญาณ)
๘. อาสวักขยญาณ รู้จักทำอาสวะให้สิ้น