กำเนิดพระพุทธเจ้า

ไฉน
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
เราเป็นผู้เลิศที่สุดในโลก ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา


พระโพธิสัตว์ผู้ที่จะจุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตลงมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั้น ก่อนการจุติจะทรงพิจารณา ๕ อย่าง เรียกว่า มหาวิโลกนะ ๕ คือ

๑. กาล (อายุขัยของมนุษย์)

อายุขัยของมนุษย์ขึ้นอยู่กับกระแสสังขารและการทำความดี หากทำดีมากขึ้นอายุก็จะเพิ่มขึ้น หากทำดีน้อยอายุขัยก็จะลดลง อายุขัยของมนุษย์อยู่ระหว่าง ๑๐ ปีถึง ๑ อสงไขยปี แต่พระโพธิสัตว์ทรงเลือกอายุขัยมนุษย์ระหว่าง ๑๐๐- ๑๐๐,๐๐๐ ปี ถ้าหากน้อยกว่า ๑๐๐ ปีมนุษย์จะมีจิตใจหยาบช้าเกินกว่าจะฟังธรรมให้แตกจนบรรลุพระนิพพานได้ ถ้าเกิน ๑๐๐,๐๐๐ ปีมนุษย์จะเริ่มประมาทความแก่ ความเจ็บ ความตายเพราะอายุยืนความตายมาถึงช้า จะไม่เห็นอริยสัจ หรือธรรมใดๆ

๒. ทวีป (ทวีปที่จะลงมาประสูติ)

พระโพธิสัตว์เลือกชมพูทวีปเป็นทวีปที่จะจุติทุกครั้ง เพราะมนุษย์ในชมพูทวีปมีทั้งความสุขและความทุกข์ เห็นทุกข์เห็นสุข ได้ดีกว่ามนุษย์ในทวีปอื่นๆ

สาเหตุอีกอย่างที่เลือกลงมามนุษยภูมิเพราะมนุษย์เห็นสุขทุกข์ได้ง่ายที่สุด สัตว์ในอบายภูมิ ๔ มีแต่ความทุกข์ไม่เห็นสุขกระจ่าง เทวดาพรหมก็เห็นสุขมากกว่าทุกข์จนยากที่จะทำให้เป็นพระอรหันต์ได้ อีกทั้งมนุษย์ทำบุญได้ จึงทรงเลือกมนุษย์

๓. ประเทศ

พระโพธิสัตว์จะทรงเลือกประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรือง เศรษฐกิจดี มีประชากรหนาแน่น มีนักปราชญ์ มีเจ้าลัทธิมาก เป็นที่รวมของการศึกษาและศิลปวิทยามากมาย มีผู้มีคุณธรรมมากมาย ซึ่งจะสามารถเผยแพร่ธรรมให้รุ่งเรืองมีคนรู้เข้าถึงธรรมที่พระองค์ทรงแสดงได้มาก

๔. ตระกูล

พระโพธิสัตว์ผู้ได้มาจุติเป็นพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้ ทรงเลือกวรรณะกษัตริย์ ตระกูลศากยโคตมวงศ์แห่งกรุงกบิลพัสดุ์นคร เพราะได้รับความนับถือมาก และบริสุทธิ์มา ๗ รุ่นแล้ว ถ้าไม่บริสุทธิ์แล้วลงมาจุติแล้วเป็นพระพุทธเจ้าก็ยากที่จะได้รับการนับถือ สาเหตุที่เลือกตระกูลกษัตริย์เพราะในช่วงเวลานั้นมีการแบ่งชนชั้นวรรณะกัน และวรรณะกษัตริย์เป็นวรรณะที่มีคนนับถือมากที่สุด จึงทรงเลือกวรรณะกษัตริย์

๕. มารดา

พระโพธิสัตว์จะทรงเลือกผู้หญิงจากตระกูลกษัตริย์หรือพราหมณ์ที่รักษาศีล รักษาธรรมได้ดีที่สุด บริสุทธิ์ทางกาย วาจา ใจ ไม่ดื่มสุรา ไม่หลงในอบายมุข ไม่โลเลในบุรุษ และทรงกำหนดอายุของพระมารดาว่ามีประมาณเท่าใด เพราะพระครรภ์ที่ประทับแห่งพระโพธิสัตว์ผู้จะได้เสด็จอุบัติตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เปรียบประดุจพระคันธกุฎีแห่งพระบรมศาสดา ไม่สมควรแก่ผู้อื่น

พระบรมโพธิสัตว์ทรงเลือกพระมารดาที่บริสุทธิ์ไม่แปดเปื้อนมลทินโทษ มิฉะนั้นจะยากแก่การเผยแผ่ศาสนา เพราะจะถูกโจมตีว่ามารดาของพระศาสดาไม่บริสุทธิ์ พระนางสิริมหามายาได้อธิษฐานเป็นพระพุทธมารดามาแต่อดีตกาล

พระนางสิริมหามายาทรงครรภ์ ใกล้ให้ประสูติมีความประสงค์จะเสด็จกลับไปประสูติโอรสที่กรุงเทวทหะ เมื่อเสด็จถึงสวนลุมพินีวัน ทรงพัก ณ ใต้ต้นสาละ ซึ่งอยู่ระหว่างพรมแดนกรุงกบิลพัสดุ์และกรุงเทวทหะ(ปัจจุบันคือ ต.รุมมินเด ประเทศเนปาล) และให้ประสูติโอรส ณ ที่นั้น ทันทีที่ประสูติ ทรงดำเนินด้วยพระบาทได้ ๗ ก้าว ทุกก้าวมีดอกบัวผุดรองรับ แล้วทรงเปล่งพระวาจาว่า "เราเป็นเลิศที่สุดในโลก ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา"หลังประสูติแล้วเสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์ อสิตดาบสทราบข่าวจึงเข้าเยี่ยมชมพระโอรส และทำนายว่าพระโอรสนี้หากไม่เป็นพระเจ้าจักรพรรดิก็จะเป็นศาสดาที่ยิ่งใหญ่ของโลก ต่อจากนั้นพระเจ้าสุทโธทนะทรงคัดเลือกพราหมณ์ผู้ทรงภูมิความรู้ ๘ คนได้ทำนายว่า เจ้าชายสิทธัตถะมีลักษณะเป็นมหาบุรุษคือ ถ้าดำรงตนอยู่ในฆราวาสวิสัยจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ แต่ถ้าเสด็จออกผนวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลกแต่โกณฑัญญะพราหมณ์ผู้อายุน้อยที่สุดในจำนวนนั้น ยืนยันหนักแน่นว่า พระราชกุมารสิทธัตถะจะเสด็จออกผนวชและจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

เมื่อพระนางสิริมหามายาประสูติพระบรมโพธิสัตว์เจ้าได้ ๗ วันก็เสด็จสวรรค์คต ไปบังเกิดเป็นเทพบุตรสถิตในดุสิตเทวโลกตามประเพณีพระพุทธมารดาไม่ได้เป็นหญิงอย่างเก่า ที่เกิดเป็นหญิงเพราะอธิษฐานขอเป็นพุทธมารดา

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน พระพุทธเจ้า



ความเห็น (0)