หลายๆคนในรัฐไทย, พวกพระ, และประชาชนส่วนใหญ่กำลังอยู่สภาวะสับสนต่อผู้หญิงที่ชื่อ ธัมมนันทา. ในฐานะที่เป็นภิกษุณี ซึ่งคล้ายๆกับแม่ชีชาวพุทธเถรวาท พระภิกษุณีธัมมนันทามีความกระตือรือร้นที่จะฟื้นคืนสายของภิกษุณีขึ้นมาใหม่อีกครั้งในประเทศไทย ถึงแม้ว่าจะมีพวกแม่ชีอยู่ทั่วโลก แต่ชาวพุทธไทยได้ปฏิเสธความสามารถของผู้หญิงในการรับภาระคณะสงฆ์ ซึ่งต่างผู้ชายมาหลายปี การห้ามติดต่อกันทางวิญญาณเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนว่าพุทธศาสนา (ที่จริงต้องมีศรัทธาที่เท่าเทียมกัน) ก็ต้องทนทุกข์ทรมานจากความเกลียดชังผู้หญิงและวัฒนธรรมการเกลียดชังผู้หญิง เริ่มต้นจากภูมิภาคไปสู่หลายภูมิภาค ถึงที่สุดก็ไม่สามารถจะให้ชีวิตแก่คุณค่าที่สูงส่งได้ แต่พระภิกษุณีธัมมนันทา ซึ่งไปบวชที่ศรีลังกา โดยพระสงฆ์เถรวาทที่มีการคิดกับผู้หญิงในเชิงบวก ในปี 2003 ตอนนี้ได้จัดการวัดที่มีแต่แม่ชี (น่าจะเป็นสามเณรี) ซึ่งเดินทางประมาณ 2-3 ชั่วโมงจากกรุงเทพ และช่วยเหลือในการบวชผู้หญิง ตอนนี้เธออยู่ในประเทศไทย เธอยังเป็นผู้เรียกร้องสิทธิสตรีชาวพุทธที่โดดเด่น เธอใช้ตรรกะและเครื่องมือเพื่อศรัทธาของหล่อน ถึงที่สุดก็เพื่อที่จะสร้างสิทธิทางจิตวิญญาณที่มีความเสมอภาค และสามารถเข้าถึงผู้หญิงในชาติของหล่อนและที่อื่นๆ

ในขณะที่ยังมีประวัติศาสตร์ชาวพุทธเต็มไปด้วยเรื่องของภิกษุณี และผู้หญิงที่มีความโดดเด่นอื่นๆ และเทววิทยาของชาวพุทธสามารถที่จะถูกใช้ในการทำลายเพศสภาพ (gender) ว่าเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาใหม่ แต่เราต้องไม่ลืมว่าความศรัทธาในคัมภีร์ก็มีอย่างหลากหลาย บางครั้งก็อาจมีการใช้คัมภีร์เพื่อเป็นอาวุธในนามของการควบคุมที่เน้นแต่ชายเป็นใหญ่ก็ได้ เรื่องราวเกี่ยวกับพุทธเจ้าถือว่าผู้หญิงเป็นตัวทำลายพรหมจรรย์ และภิกษุณีต้องอยู่ขาดจากพระและภายใต้กฎที่มีกว่าพระมากมาย บางแห่งกล่าวว่า ที่ต้องให้ผู้ชายเป็นใหญ่ก็เพราะให้กับโครงสร้างสังคม คนหลายคนกล่าวว่าเรื่องราวเก่าๆไม่เห็นจะเกี่ยวข้อง พวกเขากล่าวว่า พุทธศาสนาคือวิถี ซึ่งผู้หญิงและคนชอบอื่นๆ สามารถที่จะสร้างอัตลักษณ์ใหม่ หรือได้รับสถานะใหม่ โดยอาศัยการศรัทธาและการทำบุญทำกุศลมากกว่าจะมีดูกันที่เพศสภาพ อย่างไรก็ตาม หากไม่พิจารณาศักยภาพเชิงทฤษฎี การใช้เรื่องศรัทธานี่แหละ ทำให้การจงเกลียดจงชังผู้หญิงดำรงอยู่ภายในสังคม

สังคมไทยคือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนของการขโมยศาสนาในนามของการสถานะภาพที่ส่งเสริมเฉพาะผู้ชาย การเป็นภิกษุ นำมาซึ่งสถานภาพที่สูงในสังคม และวัตถุต่างๆที่ให้กับชายที่บวช แต่ในศาสนาพุทธในประเทศไทย ผู้หญิงไปได้อย่างดีก็แค่แม่ชี ซึ่งมีจิตวิญญาณ, สถานภาพทางสังคม, และวัตถุต่างๆน้อยกว่าภิกษุมากๆ พวกพระชาวไทยได้ยืนยันมานานแล้วว่าภิกษุณีจริงๆแล้วไม่เคยปรากฏ สิ่งนี้มีความหมายว่าผู้หญิงไม่สามารถจะมีสถานภาพทางจิตวิญญาณได้เหมือนผู้ชาย และพวกชาวพุทธที่ดีกล่าวว่าการที่ผู้หญิงมีสัมพันธภาพที่ต้องถูกกดเหงสมควรยอมรับ เพราะว่าเป็นผลกรรม

แทนที่ผู้หญิงจะหันเหออกจากพุทธศาสนา แต่ผู้หญิงหลายคนพยามที่จะรับเอาศรัทธาที่มีความเสมอกัน เป็นเครื่องมือในการทุบทำลายสังคมที่มีลักษณะชายเป็นใหญ่ ภิกษุณีชาวไทยได้เขียนคำมั่นสัญญาไว้อย่างสวยงาม เพราะว่าพวกเขาเห็นศรัทธา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความก้าวหน้ามากกว่าความเชื่อตามประเพณี สิทธิสตรรีชาวพุทธได้หยั่งรากลึกในสังคมแล้วพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานที่ในอเมริกาและยุโรป จะมีครูชาวพุทธ และผู้นำ ซึ่งแต่เป็นผู้หญิง

ภิกษุณีธัมมนันทาและพันธมิตร ทำให้ผู้นำที่เป็นผู้หญิงและภาระในพุทธศาสนาเบิกบานไปทั่วโลก นักสิทธิสตรีชาวพุทธเหล่านี้กำลังเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วม และมีความสุขกับผลไม้แห่งจิตวิญญาณและสังคมตามแนวทางแห่งพุทธศาสนา หวังไว้เป็นอย่างยิ่งว่า ถ้าพวกเขาดำเนินไปตามทางที่พวกเขาอยู่ พวกเขาจะนำความจริงในทางพุทธศาสนาที่มีลักษณะเท่าเทียมกันมากขึ้น

มาจาก

Mark Hay. Female Monks Challenge Buddhism's Misogynistic Tendencies.

http://magazine.good.is/articles/feminist-buddhism