กลยุทธ์เพื่อสิทธิที่จะชนะ
Strategy for the Right to Win
พันเอก มารวย ส่งทานินทร์
27 พฤษภาคม 2558
บทความเรื่อง กลยุทธ์เพื่อสิทธิที่จะชนะ นำมาจากบทความเรื่อง The Right to Win ประพันธ์โดย Cesare Mainardi และ Art Kleiner
ผู้ที่สนใจเอกสารแบบ PowerPoint (PDF file) สามารถ Download ได้ที่ http://www.slideshare.net/maruay/the-right-to-win
สรุปย่อสำหรับผู้บริหาร
- การประกาศว่าคุณ มีสิทธิที่จะชนะ (right to win) อาจดูเหมือนหยิ่ง จนกว่าคุณจะทำได้ เพราะนั่นคือ สิ่งที่บริษัทที่ประสบความสำเร็จทำมาอย่างต่อเนื่อง โดยการสร้างความผูกพันในตลาด ที่พวกเขามีโอกาสประสบความสำเร็จมากที่สุด
- บางบริษัทเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ทั้งหมดในครั้งเดียว แต่พวกเขาได้มีการกำหนดกลยุทธ์ที่สอดคล้องกัน ผ่านการแยกตัวเองจากคู่แข่ง
- บทความนี้ นำเสนอสี่ค่ายหลักของกลยุทธ์ และผลกระทบ
- ความเข้าใจที่ชัดเจนในทฤษฎี ทำให้คุณมีทางเลือกมากขึ้น เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการที่นำเสนอ การกำหนดลูกค้าเป้าหมาย และวิธีการที่ดีที่สุดที่จะได้รับ
สิทธิที่จะชนะสิทธิที่จะชนะ (A right to win)
- สิทธิที่จะชนะ คือความสามารถในการสร้างความผูกพันในตลาดของการแข่งขันใด ๆ ด้วยการมีโอกาสที่ดีกว่า ที่จะประสบความสำเร็จไม่เพียงในระยะสั้น แต่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
- A right to win is the ability to engage in any competitive market with a better-than-even chance of success—not just in the short term, but consistently.
คุณจะต้องสร้างขึ้นมา
- สิทธิที่จะชนะ ไม่ใช่การได้รับอนุญาต แต่จะต้องสร้างขึ้นมา
- คุณสามารถสร้างได้ โดยเลือกการปฏิบัติที่สอดคล้องกัน ของความสามารถที่โดดเด่นและสำคัญที่สุดในการเข้าถึงลูกค้าที่คุณเลือก และมีวินัยที่จะนำเสนอเฉพาะผลิตภัณฑ์และบริการที่เหมาะสม
- เราเรียกกลยุทธ์นี้ว่า กลยุทธ์การขับเคลื่อนด้วยความสามารถ (capabilities-driven strategy)
กลยุทธ์ทางธุรกิจ (Business strategy)
- กลยุทธ์ทางธุรกิจที่เรารู้ในทุกวันนี้ มีประวัติค่อนข้างสั้น
- คำว่า กลยุทธ์ (strategy) ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1962 โดยAlfred D. Chandler Jr.'s ในหนังสือเรื่อง Strategy and Structure: Chapters in the History of the Industrial Enterprise (MIT Press)
- ตั้งแต่นั้นมา มีความคิดหลากหลายที่ขัดแย้งกันของกลยุทธ์ทางธุรกิจ ทำให้บริษัทมีทิศทางที่แตกต่างกันออกไป
- แม้จะมีความแตกต่างของกลยุทธ์ แต่ทุกกลยุทธ์เป็นตัวแทนของความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาพื้นฐานเดียวกัน คือความตึงเครียดระหว่างความได้เปรียบ และตัวตนขององค์กร
ความได้เปรียบเกิดขึ้นได้ไม่นาน
- ความเป็นจริงข้อแรกคือ ความได้เปรียบเป็นของชั่วคราว (advantage is transient)
- แม้ตำแหน่งทางการตลาดเอง ก็อาจจะเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของเทคโนโลยี การแข่งขันใหม่ ๆ การเคลื่อนตัวของกระแสเงินทุน ความเข้มข้นของกฎระเบียบใหม่ การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และแง่มุมอื่น ๆ ของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ที่ไม่เป็นระเบียบและไม่แน่นอน
- การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในตลาดเกิดใหม่ โดยการนำผู้คนพันล้านคนเข้าสู่เศรษฐกิจโลก พร้อมกับคู่แข่งทางธุรกิจใหม่ที่มีพลังหลายร้อยราย ทำให้ความได้เปรียบหายไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน
เอกลักษณ์องค์กรเปลี่ยนแปลงช้า
- ความเป็นจริงข้อที่สอง: เอกลักษณ์องค์กรเปลี่ยนแปลงช้า (Corporate identity is slow to change)
- เป็นธรรมชาติขององค์กรที่มีความแตกต่างกันเช่น กระบวนการปฏิบัติงาน วัฒนธรรม ความสัมพันธ์ และความสามารถที่โดดเด่น ที่ค่อยๆ ถูกสร้างขึ้น โดยการตัดสินใจและการเสริมแรงอย่างต่อเนื่องผ่านการปฏิบัติขององค์กรและการสนทนา
- แม้ผู้นำตระหนักถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลง หรือรู้ว่าเป็นการอยู่รอดของบริษัท แต่เอกลักษณ์นี้เป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยน อาจทำให้เกิดความเสื่อมจนถึงจุดที่ทำให้ความได้เปรียบ ผุกร่อนจากภายใน
เอกลักษณ์องค์กรเป็นทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง
- ถึงแม้ว่า ตัวตนของบริษัท จะเป็น"ของเหนียวแน่น" (stickiness) และมักจะเป็นจุดอ่อน แต่ก็เป็นแหล่งที่ดีของจุดแข็ง เพราะบริษัทไม่สามารถอยู่รอดได้นาน ถ้าไม่มีความสามารถ และวัฒนธรรมองค์กร
- อันที่จริง แหล่งที่มาของความได้เปรียบในการแข่งขัน มาจากการเชื่อมโยงเอกลักษณ์อันโดดเด่นขององค์กร
- นั่นคือคุณภาพที่ใช้ดึงดูดลูกค้า นักลงทุน พนักงาน และผู้ส่งมอบ ที่เป็นเรื่องของความสามารถภายในขององค์กร (สิ่งที่บริษัทของคุณสามารถทำได้อย่างแตกต่าง) และความเป็นจริงของตลาด (เกมที่บริษัทของคุณเลือกที่จะแข่งขัน)
คำตอบในการเลือกแนวคิดคือ...
- ไม่ใช่นำทฤษฎีใหม่ ๆ มาหาคำตอบที่ถูกต้อง แต่ต้องพัฒนา กลยุทธ์ความสามารถในการขับเคลื่อน (capabilities-driven strategy) ของคุณเอง มีทฤษฎีของตัวเองในการเชื่อมโยงกันว่า คุณจะให้คุณค่าในขณะปัจจุบันนี้และในอนาคตสำหรับลูกค้าที่คุณเลือกอย่างไร? ความสามารถที่สำคัญที่สุดของคุณและใช้ได้ดีคืออะไร? คุณจัดสิ่งเหล่านั้นให้สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์และบริการของคุณได้อย่างไร?
- ความชัดเจนที่มากขึ้นและมีทางเลือกที่ดีกว่า เป็นโอกาสในการสร้างตัวตนขององค์กร ที่ช่วยให้คุณมีสิทธิที่จะชนะได้ในระยะยาว
การเชื่อมโยงระดับสูง
- จากการวิจัยและประสบการณ์ ทำให้ผู้ประพันธ์สรุปได้ว่า การเชื่อมโยงของ กลยุทธ์การตลาด ระบบความสามารถ และผลงานของบริษัทที่นำเสนอ ทำให้บริษัทมีสิทธิที่จะชนะ
- ผู้ประพันธ์ได้มีการสร้างแผนที่ของภูมิทัศน์แนวคิดกลยุทธ์ทั้งสี่ บนหลักการพื้นฐานทฤษฎีของสิทธิที่จะชนะ
- แผนที่นี้ แสดงให้เห็นถึงสี่ค่ายของกลยุทธ์ที่มีสมมติฐานแตกต่างกันเกี่ยวกับธรรมชาติของความสำเร็จในระยะยาว
แบ่งแผนที่เป็นสี่ส่วน
- แต่ละส่วนของแผนที่นี้ แสดงถึงค่ายความคิดกลยุทธ์ทางธุรกิจ
- เริ่มต้นเวียนตามเข็มนาฬิกา จากมุมขวาบนเป็นของค่าย กำหนดตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ (Position) (เลือกตลาดที่ดี ตามที่กำหนดโดยแรงจากภายนอก) ความสามารถหลักขององค์กร (Concentration) (ใช้จุดแข็งหลักและธุรกิจในปัจจุบัน) การทำให้สำเร็จ (Execution) (ใช้การดำเนินงานที่เป็นเลิศ) และ การปรับตัว (Adaptation) (ผ่านการทดลอง และการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว)
แกน X และ แกน Y
- แกน X แสดงให้เห็นถึงมุมมองในการมีส่วนร่วม: ด้านซ้ายเป็นทางเลือกร่วม (กลยุทธ์คือ การปลูกฝังในหมู่คนจำนวนมาก ทั่วทั้งบริษัทเท่าที่เป็นไปได้) ด้านขวาเป็นการกำหนดจากบนลงล่าง (พัฒนากลยุทธ์ โดยใช้การกำหนดจากผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารระดับสูง)
- แกน Y แสดงให้เห็นถึงการวางแนวทางเวลา: ด้านบนเป็นการสนับสนุนปลายทางในระยะยาว ที่อาจจะแตกต่างจากตำแหน่งปัจจุบัน ด้านล่างเป็นการให้ทิศทางเชิงกลยุทธ์ของบริษัทจากสถานะปัจจุบัน
กลุ่มที่ 1. การกำหนดตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ (Position)
คุณค่าของ ตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ (The Value of Position)
- ความคิดในการวางแผนกลยุทธ์นี้ เริ่มต้นในช่วงกลางทศวรรษที่ 1960 ที่มีการใช้แนวคิดของNapoleon, Carl von Clausewitz, and Sun Tzu เป็นแฟชั่นการบริหารธุรกิจที่ไม่อาจต้านทานได้
- Kenneth Andrews และ Igor Ansoff กล่าวไว้ว่า กลยุทธ์ เป็นแผนครอบคลุมสำหรับการเจริญเติบโต ที่มีเอกสารอย่างเป็นทางการและผ่านการรับรองโดยผู้บริหารสูงสุด เพื่อมุ่งเป้าไปที่การสร้างตำแหน่งในตลาดที่ไม่มีใครสู้ได้
- ค่ายกำหนดตำแหน่ง (positioning) สันนิษฐานว่า ชัยชนะจะเกิดขึ้นได้ โดยที่บริษัททำการวิเคราะห์ปัจจัยสำคัญทั้งหมดคือ ตลาดภายนอก ความสามารถภายใน และความต้องการของสังคม
- ตำแหน่ง เป็นการตรวจสอบที่ซับซ้อนของ จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภัยคุกคาม (เป็นที่มาของSWOT Analysis ที่ยังคงใช้แพร่หลายในปัจจุบัน) ซึ่งใช้ถกเถียงกันในการประชุมกลยุทธ์ประจำปี และกลายเป็นกิจกรรมซับซ้อนแบบระบบราชการ
- ความก้าวหน้าของค่ายกำหนดตำแหน่ง เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1966 เมื่อBruce Henderson ผู้ก่อตั้งBoston Consulting Group (BCG) แนะนำสิ่งที่เขาเรียกว่า "เส้นโค้งของประสบการณ์" (experience curve)
- เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลค่าใช้จ่ายและราคาที่Henderson แสดงให้เห็นว่า ประสบการณ์การดำเนินงาน นำไปสู่ความสามารถที่มากขึ้น ทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นและค่าใช้จ่ายลดลง
- ตารางการเจริญเติบโตและส่วนแบ่งตลาด (growth-share matrix) แบ่งธุรกิจของบริษัท เป็น "stars" (การเจริญเติบโตและส่วนแบ่งการตลาดสูง) "dogs" (การเจริญเติบโตและส่วนแบ่งตลาดต่ำ) "question marks" (การเจริญเติบโตสูงส่วนแบ่งตลาดต่ำ) และ "cash cows" (การเจริญเติบโตต่ำส่วนแบ่งตลาดสูง) ซึ่งใช้เป็นเหตุผลในการจัดสรรการลงทุน
- ยกตัวอย่างเช่น มีความคุ้มค่าในการกู้ยืมเงินที่จะส่งเสริมดาวที่ส่องแสง เพราะดาวอาจจะสร้างความโดดเด่นในตลาดที่เป็นเฉพาะได้
- ทั้ง เส้นโค้งของประสบการณ์ และ ตารางการเจริญเติบโตและส่วนแบ่ง (experience curve and growth-share matrix ) กลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว เพราะมีประสิทธิภาพดีในตอนแรก
- แต่ในทางปฏิบัติ เครื่องมือเหล่านี้ยังมีข้อบกพร่องเช่น จากการวิเคราะห์ย้อนหลังความสำเร็จที่ผ่านมาของบริษัท ทำให้เครื่องมือนี้ถูกนำไปใช้ด้วยพฤติกรรมชนิดเดิมอีกในอนาคต ในขณะที่สถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลง (เช่น เมื่อคู่แข่งเริ่มใช้วิธีการเดียวกัน) ทำให้กลายเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ไม่ได้ผล
กลุ่มที่ 2. การทำให้สำเร็จ (Execution)
ค่ายการทำให้สำเร็จ โต้กลับ (Execution Strikes Back)
- ผู้ที่รำคาญค่ายกำหนดตำแหน่งมากที่สุด คือ ผู้ที่เน้นการผลิตและการดำเนินงาน
- Abernathy and Hayes เขียนสรุปในวารสารHarvard Business Review (HBR) เรื่อง "Managing Our Way to Economic Decline" ตีพิมพ์ในเดือน กรกฎาคม/สิงหาคม ค.ศ. 1980
- พวกเขาแนะนำว่า สิทธิที่จะชนะ มาจากการทำให้สำเร็จและความเป็นเลิศในการดำเนินงาน การพัฒนา และการปฏิบัติที่ดีกว่าของกระบวนการ เทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์
- การทำให้สำเร็จได้รับการเกื้อหนุนจากบริษัทGeneral Electric และ Motorola ซึ่งเป็นตัวอย่างที่มีอิทธิพลของกลยุทธ์การทำให้สำเร็จ ที่มุ่งเน้นความเชื่อมั่นในการฝึกอบรมผู้บริหารและการปฏิบัติ เช่นSix Sigma
- ความเป็นเลิศในการดำเนินงาน ยังเป็นทฤษฎีพื้นฐานของ การปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง (continuous improvement practices) ที่ได้รับการพัฒนาโดยToyota Motor Corporation และบริษัทอื่น ๆ ของญี่ปุ่น ในปี 1950 และ '60s และตอนนี้เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าเป็น การจัดการแบบลีน (lean management)
- ผู้ที่มีความสำคัญที่สุดสำหรับกลยุทธ์นี้คือW. Edwards Deming
- เขาให้คำปรึกษาเป็นประจำในประเทศญี่ปุ่น หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อช่วยบริษัทญี่ปุ่นในการพัฒนาระบบการผลิต
- Deming เห็นว่าวิธีการของเขาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการรักษาอาการป่วยไข้ทางเศรษฐกิจ (หนังสือที่โดดเด่นที่สุดของเขามีชื่อว่าOut of the Crisis, MIT Press, 1986)
- ในมุมมองของเขา ผู้ที่เหมาะสมที่จะชนะ เป็นบริษัทที่เฉียบคมและมีการปรับปรุงกระบวนการแบบวันต่อวัน มีการกำจัดความสูญเปล่า ฝึกอบรมคนทั่วทั้งบริษัท ใช้วิธีการทางสถิติ และปลูกฝัง "ความสุขในการทำงาน" (joy in work) ที่ทำให้บุคลากรรู้สึกมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการทำงาน
- แม้ว่าค่ายการทำให้สำเร็จจะถูกท้าทายบ่อย แต่ยังคงมีอิทธิพลโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 หลังจากที่มีการดัดแปลงโดยMichael Hammer ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ในวิธีการที่เรียกว่า "Reengineering"
- Hammer มีความคิดว่า การที่จะชนะได้ บริษัทต้องทำใหม่ในทุกขั้นตอน โดยการปรับเปลี่ยนการออกแบบตั้งแต่เริ่มต้น
- แต่น่าเสียดาย ที่หลายบริษัทใช้Reengineering ในการรื้อปรับระบบ โดยการปลดพนักงาน และความเป็นเลิศในการดำเนินงาน ไม่สามารถใช้แข่งขันได้กับเทคโนโลยีสูง ๆ
- ความคิดของการสร้างคุณค่าด้วยวิธีการบริหารจัดการ ได้มาเกี่ยวข้องกับกลยุทธ์อีกครั้ง หลังจากที่ฟองสบู่ดอทคอมแตก
- เป็นการกลับมาที่มีสัญลักษณ์คือ หนังสือขายดีเรื่องExecution: The Discipline of Getting Things Done โดย Ram Charan และ Larry Bossidy (Honeywell CEO ที่รู้จักกันดีว่าเป็นศิษย์เก่าของGE)
- ผู้นำหลายคนเข้าใจ มีประสบการณ์ เห็นคุณค่าของการปรับปรุงการทำให้สำเร็จและความท้าทายของมัน ได้ทำการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการและพฤติกรรมการทำงานของพนักงาน
ความได้เปรียบในการแข่งขันของ Michael Porter
- ข้อจำกัดของค่ายการทำให้สำเร็จ ถูกนำเสนอโดยMichael Porter ผู้ซึ่งอาจจะเป็นนักคิดที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ในเรื่องกลยุทธ์ขององค์กร และเขาเป็นยังแหล่งที่มาของการเพิ่มพลังให้กับค่ายกำหนดตำแหน่ง
- เขาเสนอการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจคือ "ห่วงโซ่คุณค่า (value chain)" และ "ห้าแรงของการแข่งขัน (five forces)" (คู่แข่ง ลูกค้า ผู้ส่งมอบ ผู้เข้าใหม่ และข้อเสนอทดแทน): เป็นสองกรอบที่สามารถนำมาใช้ในการวิเคราะห์ศักยภาพของคุณค่า และความรุนแรงในการแข่งขันของธุรกิจ
- จากบทความในHBR ของเขาเรื่อง "What Is Strategy?" (November/December 1996) Porter ชี้ให้เห็นว่า การดำเนินงานที่เป็นเลิศ สามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้ในระยะเวลาที่จำกัด หลังจากนั้นผลตอบแทนจะลดลง ในขณะที่บริษัทอื่น ๆ ไล่ทัน
- สำหรับ Porter ความคิดที่มุ่งเน้นการดำเนินการเช่นreengineering, benchmarking, outsourcing, and change management มีขีดจำกัดเชิงกลยุทธ์เช่นเดียวกัน เพราะทั้งหมดนี้ จะนำไปสู่การดำเนินงานที่ดีขึ้น แต่ไม่ได้สนใจคำถามตั้งแต่แรกว่า ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอะไร (which businesses to operate in the first place)
- ใน "What Is Strategy?" Porter ใช้กรณีศึกษา Southwest Airlines Company เป็นตัวอย่างของ การสร้าง ความแตกต่าง (differentiation)
- อำนาจทางการตลาดของSouthwest มาจากทางเลือกที่แตกต่างจากสายการบินอื่น ๆ เป็นการนำเสนอ "ตำแหน่งทางกลยุทธ์ที่ไม่ซ้ำและมีคุณค่า" (a unique and valuable strategic position) เช่น บินถึงจุดหมายโดยตรง (ไม่แวะ) ที่นั่งประเภทเดียว (ชั้นประหยัด) จองตั๋วอัตโนมัติ จำกัดการบริการ (ไม่มีอาหารฟรี) และไม่มีการจองที่นั่งล่วงหน้า
- Southwest สามารถนำเสนอราคาที่น่าสนใจและมีความสะดวกสบาย เทียบได้กับการเดินทางโดยรถประจำทาง รถไฟ หรือรถส่วนตัว และมีความเป็นเลิศในการดำเนินงานคือ เวลาผลัดเปลี่ยนเครื่องที่รวดเร็วสมบูรณ์ และการบริการลูกค้าที่เป็นมิตร
กลยุทธ์มหาสมุทรสีฟ้า (Blue Ocean Strategy)
- ค่ายกำหนดตำแหน่ง ทำให้เกิดการฟื้นตัวการแข่งขันขององค์กรในช่วงทศวรรษ 1980 และ '90s อีกครั้ง
- โดยW. Chan Kim และMauborgne Renée เสนอตำแหน่งใหม่คือBlue Ocean Strategy: How to Create Uncontested Market Space and Make the Competition Irrelevant (Harvard Business School Press, 2005) ที่พวกเขาแนะนำให้บริษัทขนาดใหญ่ ควรมองหาตำแหน่งใหม่ในสถานที่ที่ยังไม่มีคู่แข่ง ซึ่งเป็นการมองออกจากวิธีการทั่วไปของอุตสาหกรรม
ข้อจำกัดของค่ายกำหนดตำแหน่ง (เห็นได้ชัดในปี 1990s และ 2000s)
- แม้ว่าMichael Porter พยายามอธิบายว่า โครงสร้างอุตสาหกรรมสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และชี้นำทิศทางโดยการกระทำของบริษัทชั้นนำ แต่ได้รับการตีความว่า เป็นคำพูดที่ใช้กล่าวอ้าง ว่าบางอุตสาหกรรมมีธรรมชาติที่ดีและบางอุตสาหกรรมมีธรรมชาติที่ไม่ดี (ทำให้ไม่ได้ผล)
- และมีบางบริษัทพยายามที่จะอยู่รอด โดยการทำธุรกิจใหม่ที่พวกเขาไม่มีความสามารถที่โดดเด่น ตามแบบของ "blue oceans" แต่พวกเขาไม่ทราบวิธีการว่ายน้ำ ทำให้ความพยายามล้มเหลว
กลุ่มที่ 3. การปรับตัว (Adaptation)
การปรับตัวและการทดลอง
- Henry Mintzberg (ศาสตราจารย์ด้านการจัดการที่McGill University) เป็นตัวแทนที่ดีที่สุด ของค่ายกลยุทธ์การปรับตัว
- จากThe Rise and Fall of Strategic Planning: Reconceiving Roles for Planning, Plans, Planners (Free Press, 1994) Mintzberg ไม่เห็นด้วยกับค่ายกำหนดตำแหน่ง (ซึ่งเขาเรียกว่าค่ายออกแบบ)
- เขายอมรับว่าการทำให้สำเร็จเป็นสิ่งที่สำคัญ และการทำงานของเขาได้ทุ่มเทเพื่อการวิเคราะห์สิ่งที่ผู้บริหารปฏิบัติ แต่เหมือนกับ Porter เขารู้สึกว่า การทำให้สำเร็จยังไม่เพียงพอสำหรับความสำเร็จ
- วิธีการเชิงกลยุทธ์ของเขามีศูนย์กลางคือ การหาความคิดสร้างสรรค์ และทำการทดลอง เพื่อการตัดสินใจของผู้บริหาร
- ดังนั้นแทนที่จะวิเคราะห์และวางแผน การดำเนินการของค่ายการปรับตัว หรือที่Mintzberg เรียกว่า โรงเรียนการเรียนรู้ (learning school) มีความพยายามที่จะชนะ โดยการทดลองกับทิศทางใหม่
- ในคำของMintzberg พวกเขา"ให้หนึ่งพันดอกไม้เชิงกลยุทธ์ได้เบ่งบาน ... (let a thousand strategic flowers bloom) แล้วใช้รูปแบบที่ชาญฉลาดในการตรวจสอบความสำเร็จเหล่านี้ในสวนดอกไม้ มากกว่ารูปแบบการใช้สมองวิเคราะห์การพัฒนากลยุทธ์ในเรือนกระจก "
- และเป็นแนวทางเช่นเดียวกับการทำงานของTom Peters
- Peters เริ่มต้นกับธุรกิจของเขาจากหนังสือขายดีIn Search of Excellence: Lessons from America's Best-Run Companies (with Robert Waterman; Harper & Row, 1982) ที่เสนอความแตกต่างกันอย่างมากของอุตสาหกรรม แนวทาง และปรัชญา แต่ทุกคนแบ่งปันและเต็มใจที่จะทดลองกับความคิดใหม่ ทิ้งทิศทางที่ไม่ได้ผล และปรับความพยายามที่จะตอบสนองความท้าทายใหม่ ๆ
ข้อจำกัดของการปรับตัว
- แต่ค่ายการปรับตัวนี้ยังมีข้อจำกัด เพราะธรรมชาติที่เป็นอิสระมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การไม่เชื่อมโยงกัน
- ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้าและการตลาดที่แตกต่างกัน อาจทำให้เกิดการไม่เข้ากัน
- และความพยายามที่หลากหลาย กลายเป็นค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น ในการพัฒนาและใช้ความสามารถในการสร้างความได้เปรียบ
- การปล่อยให้หนึ่งพันดอกไม้เบ่งบาน อาจนำไปสู่สนามที่เต็มไปด้วยวัชพืช กลายเป็นธุรกิจที่ไม่สามารถแข่งขันได้ กับคู่แข่งที่มุ่งเน้นความเชี่ยวชาญและมีการใช้ทรัพยากรมากขึ้น
กลุ่มที่ 4. การเน้นความสามารถหลัก (Concentration)
การเน้นที่ความสามารถหลัก (Concentration at the Core)
- กลุ่มที่สี่ของกลยุทธ์คือ ค่ายสมรรถนะหลัก
- ผู้นำได้แก่Gary Hamel และ C.K. Prahalad ผู้ประพันธ์Competing for the Future (Harvard Business School Press, 1994) ที่กล่าวว่า บริษัทที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ความสำเร็จของพวกเขา อยู่ที่การเลือก "สมรรถนะหลัก" (core competencies)
- การมีทักษะและความสามารถทางเทคโนโลยี (เช่น รูปแบบใหม่ของฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ระบบ เทคโนโลยีชีวภาพ และวิศวกรรมการเงิน) ทำให้บริษัทมีการแข่งขันในรูปแบบที่โดดเด่น
- บริษัทมุ่งเน้นไปที่ความสามารถเหล่านี้ เพื่อใช้เป็น "เจตนาเชิงกลยุทธ์"(strategic intent) ในการพัฒนาระยะยาว ทำให้มีสิทธิที่จะชนะ
- Chris Zook ของBain & Company เล่าประสบการณ์ของบริษัทของเขาที่มีกับภาคเอกชน ซึ่งได้รับการยกยกย่องว่า เป็นเรื่องที่โดดเด่นที่สุดของค่ายนี้
- ในหนังสือเรื่องProfit from the Core: A Return to Growth in Turbulent Times (2001, with James Allen; Harvard Business Press, 2010) เขาระบุว่า สิทธิที่จะชนะ มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับบริษัทที่ยึดโยงกับธุรกิจหลัก และหาวิธีการใหม่ ๆ ที่จะใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้น ในการเจริญเติบโตและการสร้างคุณค่า
- แต่ในทางปฏิบัติ กลยุทธ์ความสามารถหลัก มักจะกลายพันธุ์เป็นการใช้เช่นเดียวกับวิธีการเก่า ๆ ที่เป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว
- หลายบริษัท แปลกลยุทธ์นี้ว่าเป็นการตัดทอน พวกเขาลดค่าใช้จ่ายและลดการลงทุนในR&D และการตลาด เพื่อสร้างผลกำไรมากขึ้นในตอนแรก แต่ไม่สามารถรักษาอัตราการเติบโตขั้นต่ำที่จำเป็นได้
- เมื่อพวกเขาพยายามที่จะเติบโตผ่านผลิตภัณฑ์หรือบริการข้างเคียง "adjacencies" ที่ดูเหมือนเกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักที่มีอยู่ แต่ผลิตภัณฑ์หรือบริการข้างเคียงทำกำไรน้อยกว่าที่พวกเขาคาด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะจำเป็นต้องใช้ความสามารถที่แตกต่างกันมาก และส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ การประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงคือการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด
กลยุทธ์เปรียบเสมือนหนทางของชีวิต (Strategy as a Way of Life)
- บริษัทของคุณจะใช้ประโยชน์สูงสุด จากการพิจารณาทฤษฎีเหล่านี้ เพื่อสิทธิที่จะชนะได้อย่างไร?
- คำตอบคือ โดยการก้าวพ้นจากคำตอบใด ๆ ที่เฉพาะเจาะจง ให้ดูที่ตัวตนของบริษัทโดยรวม ครอบคลุมทุกวิธีการแข่งขันที่คุณคาดหวัง มีความสามารถในการแข่งขัน และมีการตัดสินใจที่เหมาะสม
- เป็นเวลา 50 ปี กว่าที่ความรู้ด้านกลยุทธ์ทางธุรกิจ ไปถึงยังจุดที่บริษัทสามารถดำเนินการวางกลยุทธ์ได้เองอย่างมีประสิทธิผล
- บริษัทต้องมีวิธีการหาคำตอบของบริษัทเอง โดยใช้ทฤษฎีสิทธิที่จะชนะของแต่ละบริษัท ที่มีเอกลักษณ์และสถานการณ์ที่เป็นของตนเอง และมีเครื่องมือที่จะทำได้ ในการรับแรงกดดันที่ธุรกิจต้องเผชิญ และความรู้ในเรื่องนี้ มาได้ทันเวลาพอดี
สรุป
- กลยุทธ์ทางธุรกิจ ได้มาถึงสี่แยกการวิวัฒนาการ ถึงเวลาแล้วที่จะแก้ปัญหาความตึงเครียดที่มีมาอย่างยาวนาน ระหว่างตัวตนขององค์กร และการหายไปอย่างรวดเร็วของความได้เปรียบในการแข่งขัน
- สุดท้ายนี้ เรื่องของแนวคิดเชิงกลยุทธ์ของแต่ละค่าย ไม่มีผิดและถูกโดยสิ้นเชิง เพียงแต่ไม่สามารถนำไปใช้ได้ทั่วไปเป็นสากล เพราะจุดหมายเชิงกลยุทธ์ที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบริษัท มีความแตกต่างกัน****************************************