13นบีมูซา Musa prophet

ลูกหลานของอิสราอีลได้ถูกกดขี่จนกระทั่งต้องกลายเป็นทาสรับใช้ฟิรฺเอานฺ (ฟาโรห์ Faroah)

بِـسْـــمِ اللَّهِ الرَّحْمَانِ الرَّحِـيْــمِ

13ประวัติท่านนบีมูซา(โมเสส)

Nabi Musa. (Moses)

نَبِيِ مُوْسَى

ท่านนบีมูซา (อาลัยฮิสลาม [1]) เป็นบุตรของอิมรอน สืบเชื้อสายมาจากลูกหลานของท่านนบีอิบรอฮีม ลูกหลานของอิสราอีลได้ถูกกดขี่จนกระทั่งต้องกลายเป็นทาสรับใช้ฟิรฺเอานฺ فِرْعَوْنُ (ฟาโรห์ Faroah) ถึง 400 ปี ช่วงนั้นจะเรียกเชื้อสายอิสราเอลว่าฮิบรู จนกระทั่งนบีมูซา (โมเสส) (หรือโมเชซ์) ลูกชาวฮิบรูที่ได้รับการเลี้ยงดูโดยฟิรเอานฺจนกลายเป็นเจ้าชายแห่งอียิปต์

อียิปต์เป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมของมนุษย์หลายพันปีมาแล้ว และมีกษัตริย์ปกครองสืบต่อกันมาหลายราชวงศ์จนถึง สมัยของฟิรฺเอานฺ (ฟาโรห์ Faroah) ซึ่งเป็นยุคที่อียิปต์มีกษัตริย์ที่วางตนเป็นพระเจ้าเหนือชีวิตปวงประชาและบังคับให้พสกนิกรกราบไว้บูชาเขา

พลเมืองของอียิปต์ในสมัยนั้นมี 2 พวก คือ ชาวอียิปต์ดั้งเดิม ที่เรียกว่า ชาวกิบฏี (Copt قِبْطِيّ ปัจจุบันเป็นพวกคริสต์นิกายค็อปติค มีสันตะปาปาเอง ไม่ขึ้นกับวาติกัน) กับชาวบะนีอิสรออีล (ยิว) ซึ่งเป็นลูกหลาน ของท่านนบียะอฺกูบ อาลัยฮิสลาม

วันหนึ่งโหรแห่งราชสำนัก ของฟิรฺเอานฺได้ทำนายว่า ในภายภาคหน้าจะมีทารกเกิดมาคนหนึ่งสืบเชื้อสายมาจาก บะนีอิสรออีล [2] และจะเป็นผู้โค่นล้มบัลลังก์และอำนาจของฟิรเอานฺ ด้วยความหวงอำนาจ ฟิรฺเอานฺจึงได้ออกคำสั่งให้ฆ่าทารกชายทุกคนที่เกิดจากชาวอิสรออีลทุกคน ขณะนั้น มีหญิงชาวบะนีอิสรออีลคนหนึ่งได้ให้กำเนิดบุตรชาย มีนามว่า มูซา ด้วยความเกรงกลัวว่าบุตรชายของตนจะถูกฆ่าโดยคำสั่งของฟิรฺเอานฺ นางจึงคิดหาหนทางที่จะปกป้องบุตรชายให้พ้นภัย แต่ก็ไม่อาจหาวิธีการใดได้ จนในที่สุดอัลลอฮฺทรงดลใจให้นำเด็กน้อยใส่ลงไปในหีบแล้วนำไปลอยที่แม่น้ำไนล์ ด้วยพระประสงค์ของอัลลอฮฺ หีบที่บรรจุเด็กน้อยมูซานั้นได้ลอยเข้าไปติดในเขตพระราชฐานของฟิรฺเอานฺ ราชินีของฟิรฺเอานฺ (ชื่อนางอาสิยะห์ آسية ในภายหลังที่นบีมูซาเผยแผ่ศาสนาแก่ฟิรเอานฺ นางอาสิยะห์ได้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ) พบเข้าเกิดรักและเอ็นดู จึงรับเลี้ยงไว้เป็นบุตรบุญธรรมแม้ฟิรฺเอานฺจะไม่เห็นด้วย แต่ด้วย ความรักมเหสีจึงยินยอม มูซาจึงได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีเยี่ยงโอรสของกษัตริย์จนย่างเข้าวัยหนุ่ม ถึงแม้ท่านจะอยู่ในฐานะโอรสของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่ท่านก็ล่วงรู้ว่าแท้จริงตนเองไม่ใช่โอรสของฟิรฺเอานฺ ท่านเป็นแต่เพียงบุตรคนหนึ่งของชาวบะนีอิสรออีล ซึ่งกำลังถูกฟิรฺเอานฺกดขี่ข่มเหงอยู่ในขณะนั้น

อัลลอฮฺได้ให้นบีมูซา มีสุขภาพที่ดีแข็งแรงความรู้และภูมิปัญญา วันหนึ่งนบีมูซาเดินเล่นอยู่ในเมือง เขาเห็นชายสองคนทะเลาะกันและกำลังต่อสู้กัน หนึ่งในสองคนคือชาวอิสราเอลที่ถูกทำร้ายโดยคนอียิปต์ เมื่อเห็นดังนั้น ชายอิสราเอลคนนั้นได้ขอร้องนบีมูซาให้ช่วยเหลือเขาด้วย นบีมูซาก็เลยกลายเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องในข้อพิพาท และอยู่ในภาวะของความโกรธ จนหนักมากไปถึงกับทำให้ชายอิยิปต์ผู้นั้นเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ เมื่อนบีมูซาได้สติว่า ได้ฆ่าคน คนหนึ่งไปแล้ว หัวใจของนบีมูซา ก็เต็มไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจอย่างลึกซึ้ง และท่านนบีมูซาก็วิวอนขอให้อัลลอฮฺให้อภัยโทษแก่ท่าน ท่านสารภาพกับอัลลอฮฺว่าไม่่ได้ตั้งใจที่จะฆ่าคน ขอให้อัลลอฮฺยกโทษให้ท่านด้วยเถิด หลังจากนั้นนบีมูซาเริ่มที่จะแสดงถึงมีความอดทนมากขึ้นและความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่นมากขึ้น เรื่องชาวอียิปต์กับชาวอิสราเอลที่ทะเลาะกันมีคนรายงานไปยังหน่วยงานฟิรเอานฺ หลังจากนั้นไม่นานนบีมูซาก็ได้รับการแจ้งเตือนจากคนที่มาจากนอกเมืองเดินเข้ามาใกล้และแจ้งเตือนเขา" โอ้มูซาพวกทหารของฟิรเอานฺจะมาจับตัวและท่าน จงหลบหนีไปเสียก่อนเถอะ" ด้วยความ กลัวท่านจึงได้หนีออกจากอียิปต์เดินทางรอนแรมไปในทะเลทราย จนมาถึงเมืองมัดยัน (อยู่เหนือเยรูซาเล็มขึ้นไปอีกหน่อย) ณ ที่นี้ท่านได้พบกับชนกลุ่มหนึ่งที่บ่อน้ำ ซึ่งกำลังตักน้ำให้สัตว์ดื่ม และในกลุ่มชนนั้นท่านได้พบหญิงสาว 2 คนกำลังรั้งสัตว์อยู่ ท่านจึงรู้ว่านางทั้งสองไม่สามารถที่จะแหวก ฝูงชนเข้าไปตักน้ำนั้นได้ และจะต้องรอให้ผู้คนเหล่านั้นออกไปเสียก่อน ท่านจึงเข้าไปช่วยตักน้ำให้แก่ฝูงแพะของนางแล้วนั่ง พักอยู่ใต้ร่มไม้โดยยังไม่รู้ว่าจะเดินทางต่อไปยังที่แห่งใด ต่อมาหญิงสาวหนึ่งในสองคนนั้นได้เข้ามาหาท่าน และบอกว่าบิดาของนางต้องการพบ เมื่อท่านนบีมูซา อาลัยฮิสสลาม ได้มาพบบิดาของนางและได้เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟัง บิดาของหญิงสาวทั้งสอง ซึ่งมีนามว่า ชุอัยบ[3] จึงได้ปลอบใจท่านนบีมูซาและเสนอให้ท่านแต่งงาน กับลูกสาวของตนคนใดคนหนึ่ง โดยได้มีเงื่อนไขว่าท่าน นบีมูซาจะต้องรับจ้างเลี้ยงแพะเป็นเวลา 8 ปี ท่านนบีมูซา อาลัยฮิสลามได้เสนอตัวว่าจะอยู่ให้ถึง 10 ปี ซึ่งก็ถือว่าเป็นความเอื้อเฟื้อของท่านนบีมูซา ต่อมาท่านนบีมูซา อาลัยฮิสลาม ต้องการกลับไปเยี่ยมมารดาและพี่น้องของท่านที่อยู่ในเมืองฟิรเอานฺ จึงออกเดินทางพร้อมครอบครัวมุ่ง สู่ประเทศอียิปต์ เมื่อเดินทางมาถึงภูเขาฏูร (طُوْرُ) ในทะเลทรายสินาย سَيْنَاء ณ ที่นี้เองท่านนบีมูซา อาลัยฮิสลาม ได้รับวะฮีย์ (وَحِي Revelation.) จากอัลลอฮฺแต่งตั้ง ให้เป็นเราะซูล[4] และได้รับมุอฺญิซะฮฺ مُعْجِزَاتِ Miracles (ปาฏิหาริย์ หรืออภินิหาร) 2 ประการ คือ ไม้เท้าซึ่งขว้างลงไปจะกลายเป็นงู และมือมีแสงเป็นประกายเมื่อเอาออกจากสีข้าง ในขณะเดียวกันอัลลอฮฺได้ทรงแต่งตั้ง ฮารูณ نَبِيِ هَارُوْنَ Aaron ให้เป็นนบีด้วย ซึ่งเขาเป็นพี่ชายต่างมารดาของท่านนบีมูซา อาลัยฮิสลาม เป็นผู้ช่วยของท่าน แล้วอัลลอฮฺได้ทรงบัญชาให้ท่านทั้งสองไปประกาศศาสนาแก่ฟิรฺเอานฺ ซึ่งกำลังหลงตนเองจนถึงกับตั้งตนเป็นพระเจ้า และให้ปลดปล่อยชาวบะนีอิสรออีลให้พ้นจากการกดขี่ข่มเหงของฟิรฺเอานฺ ท่านนบีทั้ง 2 จึงออกไปเผชิญหน้ากับฟิรฺเอานฺในพระราชวัง และประกาศศาสนาแก่ฟิรฺเอานฺ นอกจากนี้ยังแสดงมุอฺญิซะฮฺ ต่าง ๆ แต่ฟิรฺเอานฺก็หาได้ศรัทธาและยอมรับไม่ มิหนำซ้ำฟิรฺเอานฺ ยังพยายามที่จะกำจัดท่านนบีมูซาอีกด้วย

ในที่สุด วันหนึ่งท่านนบีมูซา อาลัยอิสลาม ได้พาชาวอิสรออีล อพยพจากอียิปต์มุ่งสู่ทางทะเลทรายสินาย ฝ่ายฟิรฺเอานฺ เมื่อทราบว่าชาวบะนีอิสรออีลภายใต้การนำของท่านนบีมูซา อาลัยฮิสลาม ได้อพยพหนีออกไปแล้ว ก็นำกองทหารจำนวนมาก ติดตามไป เมื่อขบวนอพยพของท่านนบีมูซา อาลัยฮิสลาม เดินทางไปถึงทะเลก็ไม่มีทางหนีต่อไปอีก และกองทัพฟิรฺเอานฺได้ ติดตามมาอย่างกระชั้นชิด ท่านนบีมูซา อาลัยฮิสลาม ซึ่งได้รับการดลใจจากอัลลอฮฺจึงฟาดไม้เท้าลงในทะเล และด้วยเดชานุภาพของพระองค์น้ำทะเลได้แยกออกเป็นทางเดิน เมื่อท่าน นบีมูซา อาลัยฮิสลาม นำผู้ติดตามเดินข้ามท้องทะเลไป และขึ้นฝั่งไปหมดแล้ว น้ำทะเลที่แยกเป็นทางเดินอยู่ก็พลันกลับคืนสภาพเดิมฟิรฺเอานฺและกองทัพของเขาที่ติดตามมาก็จมน้ำตาย ฟิรเอานฺได้ร้องออกมาว่า ฉันศรัทธาแล้วว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระเจ้า ที่พวกลูกหลานของอิสรออีลศรัทธาและฉันขอเป็นผู้หนึ่งที่ยอมจำนน แต่อัลลอฮฺได้ทรงกล่าวว่า ตอนนี้กระนั้นหรือที่สูเจ้าศรัทธาในขณะที่ก่อนหน้านี้สูเจ้าเป็นฝ่าฝืนและเป็นผู้อยู่ในหมู่ผู้ก่อการเสียหาย เราจะรักษาร่างของเจ้าไว้เพียงเพื่อเป็นสัญญาณเตือนสำหรับชนรุ่นหลัง ท่านนบีมูซา อาลัยฮิสลาม ก็ได้นำผู้คนของเขาเดินทางต่อไป

ต่อมาท่านนบีมูซา อาลัยฮิสลาม ได้เดินทางมาถึงยังสถานที่ที่เคยได้รับวะฮีย์ครั้งแรกคือที่ภูเขาตูรในทะเลทรายสินาย ในครั้งนี้อัลลอฮฺได้ประทาน คำสอน ซึ่งเป็นบัญญัติสำหรับผู้ศรัทธาในพระองค์ คำสอนนี้เรียกว่า "เตาร็อต (Torah)" หรือบัญญัติ 10 ประการ (10 Commandments.) ในขณะที่ท่านนบีมูซา อาลัยฮิสลาม อยู่ที่ภูเขาตูรในทะเลทรายสินายอยู่นั้น ชาวอิสรออีลผู้ติดตาม ที่รออยู่ที่เชิงเขา ซึ่งท่านได้มอบให้ท่านนบีฮารูณ อาลัยฮิสลาม (ผู้เป็นพี่ชายต่างมารดา) เป็นผู้ดูแลปวงประชาอิสรออีลที่เชิงเขาตูร แต่พวกอิรออีลผู้ดื้อรั้น ได้ร่วมกันสร้างรูปวัวตัวเมียทองคำเป็นที่เคารพสักการะทั้ง ๆ ที่ท่านนบีฮารูณได้ห้ามปรามไว้แล้ว เมื่อท่านนบีมูซา อาลัยฮิสลาม ลงมาจากภูเขาพร้อมพระบัญญัติ 10 ประการ (เป็นแผ่นหินสองแผ่นมีคำจารึกสลักไว้บนแผ่นหิน) ท่านจึงพบว่าผู้ติดตามของท่าน กำลังทำพิธีเคารพสักการะรูปวัวตัวเมียทองคำนั้น ท่านนบีมูซาโกรธมากและได้ลงโทษบรรดาเหล่าอิสรออีลที่ไม่ยอมกลับตัวสู่หนทางของอัลลอฮฺ อัลลอฮฺลงโทษโดยให้หลงทางรอนแรมอยู่ในทะเลทราย 40 ปี ในเวลา 40 ปีนั้น พวกหัวดื้อรั้นได้ตายเป็นจำนวนมาก พวกที่เหลือก็คือลูกหลานของคนรุ่นนั้น คนรุ่นใหม่นี้มีทั้งดีที่ทำตามคำสั่งของท่านนบีมูซา อาลัยฮิสลาม และมีทั้งหัวดื้อรั้น หลังจากนั้นท่านได้พาบรรดาชาวอิสรออีลเดินทางต่อ ท่านเดินทางต่อไปมุ่งสู่ "ดินแดนของนบีอิบริฮีม คือ คะนะอัน (เยรูซาเล็ม ฟิลิตีน)" พร้อมกับแผ่นหินสองแผ่นที่จารึกคัมภีร์เตาร็อต ซึ่งบรรจุไว้ในหีบทองคำ


[1] อาลัยฮิสลามแปลว่า ขอความศานติจงมีแด่. . . (ท่านนบีผู้ถูกเอ่ยนาม)

[2] บะนีแปลว่า พี่น้องลูกหลาน, อิสรออีลคือชื่อที่ใช้เรียกลูกหลานนบียะอฺกู๊บ หรือต่อมาภายหลังได้รับบัญญัติ10ประการแล้วเรียกว่า "ยิว" ซึ่งมาจากภาษาอาหรับว่า "ยะฮูดิ" เรียกเร็วๆจนเพื้ยนเป็น ยิว คือพวกนับถือศาสนายะฮูดิ(บัญญัติ10ประการ) بَنِي إِسْرَائِيلَ

[3] ชุอัยบฺคือนบีคนหนึ่งก่อนหน้าท่านนบีมูซา

[4] เราะซูลเป็นภาษาอาหรับ แปลว่า ศาสดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์มาเทศนาแก่ปวงประชาชาติ (รากศัพท์เดิมหมายความถึงผู้ถือสาส์น หรือหนังสือสำคัญ หรือจดหมาย)

ภาพหีบทองคำนี้ เป็นหีบที่พวกโจรกรรมยิวแอบขุดอุโมงค์เข้าไปในวิหารโซโลมอน แล้วลักพาเอาออกมาเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ตนเอง เป็นหีบทองคำซึ่งบรรจุแผ่นศิลาจารึกบัญญัติ 10 ประการไว้ แต่ตัวแผ่นศิลาสองนั้นหายลึกลับไม่มีร่องรอย


ครั้นเมื่อมาถึงดินแดนคะนาอัน ซึ่งมีเมืองผู้เจริญตั้งกำแพงเมืองอยู่ก่อนแล้ว ท่านนบีมูซาก็มีคำสั่งให้เข้าไปในดินแดนดังกล่าวชาวอิสรออีลเหล่านั้นแสดงความดื้อรั้นออกมาอีก โดยไม่ยอมเข้าไปในเมือง เพราะในเมืองนั้นมีประชากรอยู่แล้ว คือ ฟิลิสตีน เป็นประชากรที่เข้มแข็ง แข็งแรง ตามคำกล่าวอ้างของพวกยิว ไซออนไนท์ และพวกคริสต์บางคนที่ถือหางอิราเอล จะอ้างว่าแผ่นดินตามพันธะสัญญา หรือแผ่นดินที่อัลลออฺสัญญาว่าจะให้ ที่แท้จริงนั้นที่ดินที่พวกยิวบะนีอิสรออีลได้รับอนุญาตจากเจ้าของเดิมคือ ฟิลิสตีน ให้นบีมูซาพาพี่น้องร่วมอพยพได้เข้าสร้างบ้านเรือน ทำมาหากิน ไม่ใช่แผ่นดินยิวตามอ้าง นบีมูซา อาลัยฮิสลาม จึงต้องเข้าไปตามลำพัง เพื่อไปขอแบ่งที่ดินชาวเมืองที่อยู่เดิมก่อน เมื่อเจรจาเสร็จแล้วพวกเขาจึง จะเข้าไปในเมืองคะนาอันเพื่อตั้งหลักแหล่ง ยังไม่รู้ว่าจะทำมาหากินอย่างไร เพราะเคยแต่เป็นทาสฟาโรห์มา คงทุลักทุเลอยู่นานพอสมควร และคงจะทำการเกษตรกันเพื่อผลิตข้าวปลาอาหารใส่ปากท้อง

นบีฮารูนถึงอาญัล (أجَالَ – ครบกำหนด, جَوْلَة – ครบรอบวงชีวิตตามกำหนดของอัลลอฮฺ "หมายถึงสิ้นชีพตักษัย") ก่อนนบีมูซาไม่นานนัก ท่านนบีมูซาก็ถึงกำหนดอาญัลด้วยเช่นกัน แต่ท่านนบีมูซาตอบกับมะลาอิกะห์แห่งความตาย "อิซรออีล عزرائيل Izra-el (โปรดสังเกตชื่อมะลาอิกะห์นั้นสะกดด้วยตัว I Zrael. ไม่ใช่ Israel ที่เป็นชื่อบะนีอิสรออีล ในภาษาอาหรับก็เขียนต่างกัน بَنِي إِسْرَائِيلَ). ว่าไม่อยากตายตอนนี้ เมื่อมะลาอิกะห์ได้ยินดังนั้น จึงทูลอัลลอฮฺว่า นบีมูซายังไม่อยากตายตอนนี้ อัลลออฺจึงอนุญาตให้อยู่ต่อถึงกำหนดด้วยเส้นขนวัวที่นบีกำขยุ้มติดมือมาได้ จะให้อยู่ต่อเส้นละ 1 ปี นบีมูซาตอบกลับไปว่า โอ้อัลลอฮฺผู้เป็นเจ้าของชีวิตฉัน โปรดนำฉันกลับไปตอนนี้เถิด


- เกร็ดความรู้ข้อคิด ชาวบะนีอิสรออีลคือลูกหลานท่านนบียะอฺกูบ แต่ท่านนบียะอฺกูบอพยพละทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดคะนาอันมาอยู่กับนบียูซุฟที่อิยิปต์มาป็นเวลานาน จนกระทั่งมาถึงสมัยนบีมูซา ซึ่งนักประวัติศาสตร์คำนวณว่าประมาณ 400 ปี จากการอพยพมาอิยิปต์ของนบียะอฺกูบ
- สันนิษฐานว่ามีประชากรอพยพร่วมมาด้วย 500 คน เป็นหญิงเสีย 250 คน ถ้าพวกหล่อนมีลูก 3 คน ในช่วงเวลา 400 ปี จะมีประชากรเพิ่มเป็น 300,000 คน อัตราการตายที่ 50% ก็จะเหลือประชากรในขณะที่ นบีมูซาพาอพยพ ประมาณ 180,000 คน (ในสมัยโบราณบางคนมีลูกดก 3 – 12 คน คนโบราณนิยมมีลูกมากๆ เพราะได้ใช้แรงงาน)
- พื้นที่คน 180,000 คนยืนเดินขบวนอพยพ ถ้ายืนชิดกันเรียงหน้ากระดาน 10 คนต่อแถว จะมีแถวยาวประมาณ 1.80 กิโลเมตร
- การเคลื่อนขบวนอพยพจะใช้เวลาเดินทางได้ช้ามาก เพราะมีการบรรทุกสรรพสิ่งสัมภาระ เสบียงอาหารและน้ำมาบนเกวียน และบรรทุกบนด้วยลา และมีเด็ก คนชราติดตามมาด้วย คำนวณให้การเดินทางในทะเลทรายได้ประมาณ 10 - 15 กิโลเมตรต่อวัน เพราะต้องหยุดตอนเย็นเพื่อหุงหาอาหาร


Figure 1 : map of Musa Migrating with is people.(below)

Figure 2 : Map of waiting point on Tur mt.(below)

(บรรยายภาพแผนที่ข้างบน) เส้นทางอพยพที่นบีมูซานำบะนีอิสรออีลมานั้น เริ่มจากปิระมิดที่กีซา กรุงไคโร อิยิปต์ เดินทางออกมาทางทิศตะวันออก มาพบทะเลแดงที่จุดแรกในแผนที่ Figure 1 : map of Musa Migrating with is people. ซึ่งสันนิษฐานว่าสมัยนั้นยังเป็นทะเล (ไปจนถึงทะเลสาบเหนือเส้นทาง) เส้นทางเหล่านี้เป็นร่อยรอยการเดินทางจากคะนาอันไปกลับอิยิปต์ เส้นทางเดิมต้องอ้อมทะเลสาบข้างบนลัดเลาะดินแดนปากแม่น้ำไนล์ที่ชุ่มชื้นอุดมสมบูรณ์ ไปจนถึงเมืองกีซา แต่ขณะที่อพยพหนีฟิรเอานฺนั้น คำนวณทิศผิด ลงใต้มานิดหนึ่ง จึงพบทะเลแดงโดยไม่คาดฝัน อัลลอฮฺดลใจให้ นบีมูซาฟาดไม้เท้าลงในทะเลแดง อัลลอฮฺจึงเปิดทะเลให้พวก นบีมูซาเดินข้ามไปได้ แต่พอกองทัพฟิรเอานฺมาถึง พวกอพยพข้ามกันไปหมดแล้ว กองทัพฟิรเอานฺจะข้ามไปบ้าง น้ำทะเลก็ไหลกลับมาเต็มเหมือนเดิม ทำให้กองทัพฟิรเอานฺจมน้ำตาย

เมื่ออพยพลัดเลาะริมทะเลแดงบนทะเลทรายสินายลงใต้ไปเรื่อยๆ จนถึงภูเขาตูร Tur الطور (ทางตอนใต้ปลายแหลมทะเลทรายสินาย) เป็นภูเขาที่กว้างคลุมพื้นที่ทางใต้แหลมสินายมีความสูงปลายยอดสุด 2400 เมตร แต่ยอดที่นบีขึ้นไปนั้นเป็นยอดที่มีบริเวณให้เดินและพักได้ (ยอดอื่นๆ ขรุขระ เล็ก และแคบ) นบีมูซาพาข้ามภูเขาตูรไปพักกลางทาง ที่ระดับความสูง 1600 เมตร ในแผนที่จะมีบอกตำแหน่งนบีฮารูณด้วย อยู่เชิงเนินเขาที่นบีมูซาขึ้นไปรับคัมภีร์เตาร็อต เนินที่นบีมูซาขึ้นนั้นปัจจุบันเรียกว่า "เขาโมเสส Mt. Moses" ดูรูป Figure 2 : Map of waiting point on Tur mt.ประกอบ


ด้วยความดื้อรั้นและคดโกงแม้แต่กับคำสั่งอัลลอฮฺ ที่ว่า วันเสาร์นั้นเป็นวันสะบัตโต اَلْسَبْتُ (Sabbath) ห้ามทำงานทุกอย่าง ให้ไปทำการสักการะบูชาพระองค์เพียงอย่างเดียว แต่พวกยิวจอมขี้โกง ก็ใช้กลวิธีออกไปวางลอบวางตาข่ายดักปลาไว้ตั้งแต่คืนวันศุกร์ พอเช้าวันอาทิตย์ปลาก็ติดลอบติดตาข่ายมากมายเยอะแยะ

บะนีอิสรออีลสืบทอดจากบรรพบุรุษของพวกเขา พวกเขาได้เร่ร่อนไปยังที่ต่าง ๆ เพื่อแสวงหาที่ดินใหม่ๆ แต่ก็ถูกขับไล่ออกจากเมืองแล้วเมืองเล่า เหตุการณ์ที่ถูกขับไล่นี้มิใช่เกิดขึ้นภายใน 3 – 4000 ปีดังกล่าวเท่านั้น แม้แต่ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 พวกเขาก็ยังประสบอยู่ว่าในหลาย ๆ ประเทศไม่ยินดีกับการเข้ามาทำมาหากินในประเทศนั้นๆ เช่นเข้าไปอยู่ในเยอรมันจนคิดจะซื้อประเทศเยอรมันเป็นประเทศยิว จนฮิตเลอร์ทนต่อแผนการอันร้ายกาจของพวกยิวไม่ได้ สั่งจับมาประหารทิ้งให้สิ้นซาก

แต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เลิกไปเสียก่อนพวกยิวจึงถูกฆ่าไปไม่หมด ช่วงที่อยู่ในสงคราม ฝ่ายอเมริกาก็มากวาดต้อนพวกยิวที่ร่ำรวยและเก่ง ๆ ทางด้านการเงินการธนาคารและฟิสิกค์ไปอยู่ในอเมริกา

ภายหลังสงครามสงบพวกยิวในอเมริกาก็เร่งหาเงินจนร่ำรวย และได้ใช้อำนาจเงินทุ่มให้รัฐสภาอเมริกันทุกรัฐบาลต้องยอมทำทุกอย่างตามแผนที่ยิวต้องการ เพราะยิวเป็นเจ้าของเศรษฐกิจการเงินอย่างกว้างขวางแพร่หลายในทุกวงการธุรกิจ และยิวคือผู้ค้าอาวุธปืนและอาวุธสงคราม ยิวค้าเงินซื้อขายเงิน (Money trader) ยิวควบคุมกระแสการเงินในการลงทุนด้วยหุ้น ทำตลาดหุ้นให้เป็นไปตามความต้องการตน ทำหุ้นให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งตกต่ำ แล้วกว้านซื้อ แล้วทำราคาให้พุ่ง แล้วเทขาย ยิวซื้อขายทุกอย่างที่ทำเงินทีละมากๆ

  • รัฐมนตรีต่างประเทศอเมริกาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จะเป็นคนยิวเสียส่วนมาก
  • ผู้ว่าการธนาคารโลกจะเป็นชาวยิวทุกคน
  • ยิวเป็นประธานการค้าเพชร และทองของโลก และเป็นเจ้าของเหมืองทองคำมากมายในโลก
  • ธนบัตรจะมีตราดาวหกแฉก (Star of David)
  • ที่ตราสัญลักษณ์ประจำรัฐบาลอเมริกา จะมีรูปดาวหกแฉกอีกด้วย

ดาวหกแฉกเหนือหัวนกอินทรีเป็นสัญญลักษณ์ดาวยิว

* ชาวยิว หรือ ลูกหลานนบียะอฺกู๊บ (บะนีอิสรออีล) ที่อพยพโยกย้ายมาอยู่กับนบียูซุฟแล้วตั้งหลักแหล่งที่อิยิปต์ จนไปถึงสมัยนบีมูซา ประมาณ400ปี ถ้ายิวลูกหลานช่วงนบียูซุฟ มีประมาณ500คน เป็นผู้หญิง 250 มีลูกคนละ 3 คน 400ปี จะมีประชากรยิวถึง 300,000คน(สามแสนคน)ในสมัยนบีมูซา การอพยพคน 300,000คน เป็นเรื่องลำบากมากๆ

ถ้าคนเดินเท้าในทะเลทรายด้วยความเร็ว3กิโลเมตรต่อชั่วโมง วันหนึ่งเดินได้ 20กิโลเมตร เพราะสัตว์พาหนะ อูฐ ม้า ลา บรรทุกสัมภาระ น้ำดื่ม อาหารไปด้วย จะใช้เวลา 6-8 ชั่วโมง ระยะทางจากปิระมิดถึงทะเลแดง 140 กิโลเมตร ขะใช้เวลาเดินทาง 7วัน(ทุกวันจะหยุดหุงหาอาหารครั้งเดียว) คน300,000 จะยืนบนพื้นที่ 7.5 ตารางกิโลเมตร


อัลกุรอานกล่าวถึงนบีมูซา

ซูเราะห์อัลเกาะศ็อศ (28) - Surat Al-Qaşaş -(سورة القصص)

تِلْكَ آيَاتُ الْكِتَابِ الْمُبِينِ ( 2 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 2

เหล่านี้คือโองการทั้งหลายแห่งคัมภีร์อันชัดแจ้ง

نَتْلُو عَلَيْكَ مِن نَّبَإِ مُوسَىٰ وَفِرْعَوْنَ بِالْحَقِّ لِقَوْمٍ يُؤْمِنُونَ ( 3 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 3

เราจะอ่าน แก่เจ้า บางส่วนแห่งเรื่องราวของมูซาและฟิรเอานฺด้วยความจริง เพื่อหมู่ชนผู้ศรัทธา

إِنَّ فِرْعَوْنَ عَلَا فِي الْأَرْضِ وَجَعَلَ أَهْلَهَا شِيَعًا يَسْتَضْعِفُ طَائِفَةً مِّنْهُمْ يُذَبِّحُ أَبْنَاءَهُمْ وَيَسْتَحْيِي نِسَاءَهُمْ إِنَّهُ كَانَ مِنَ الْمُفْسِدِينَ ( 4 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 4

แท้จริงฟิรเอานฺหยิ่งผยองในแผ่นดิน และทำให้ประชาชนนั้นแตกแยกเป็นกลุ่ม ๆ เขาทำให้ชนกลุ่มหนึ่งในพวกเขาอ่อนแอ โดยฆ่าลูกหลานผู้ชายของพวกเขา และไว้ชีวิตเหล่าสตรีของพวกเขา แท้จริงเขาเป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้บ่อนทำลาย

وَنُرِيدُ أَن نَّمُنَّ عَلَى الَّذِينَ اسْتُضْعِفُوا فِي الْأَرْضِ وَنَجْعَلَهُمْ أَئِمَّةً وَنَجْعَلَهُمُ الْوَارِثِينَ ( 5 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 5

และเราปรารถนาที่จะให้ความโปรดปรานแก่บรรดาผู้ที่อ่อนแอในแผ่นดิน และเราจะทำให้พวกเขาเป็นหัวหน้า และทำให้พวกเขาเป็นผู้รับมรดก

وَنُمَكِّنَ لَهُمْ فِي الْأَرْضِ وَنُرِيَ فِرْعَوْنَ وَهَامَانَ وَجُنُودَهُمَا مِنْهُم مَّا كَانُوا يَحْذَرُونَ ( 6 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 6

และเราได้ให้พวกเขาครอบครองในแผ่นดิน และเราจะให้ฟิรเอานและฮามาน [1] ตลอดจนไพร่พลของเขาทั้งสอง ได้เห็นสิ่งที่พวกเขามีความกลัว

وَأَوْحَيْنَا إِلَىٰ أُمِّ مُوسَىٰ أَنْ أَرْضِعِيهِ فَإِذَا خِفْتِ عَلَيْهِ فَأَلْقِيهِ فِي الْيَمِّ وَلَا تَخَافِي وَلَا تَحْزَنِي إِنَّا رَادُّوهُ إِلَيْكِ وَجَاعِلُوهُ مِنَ الْمُرْسَلِينَ ( 7 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 7

และเราได้ดลใจแก่มารดาของมูซา "จงให้นมแก่เขา เมื่อเจ้ากลัวแทนเขาก็จงโยนเขาลงไปในแม่น้ำ และเจ้าอย่าได้กลัวและอย่าได้เศร้าโศก แท้จริงเราจะให้เขากลับไปหาเจ้า และเราจะทำให้เขาเป็นหนึ่งในบรรดาเราะซูล"

فَالْتَقَطَهُ آلُ فِرْعَوْنَ لِيَكُونَ لَهُمْ عَدُوًّا وَحَزَنًا إِنَّ فِرْعَوْنَ وَهَامَانَ وَجُنُودَهُمَا كَانُوا خَاطِئِينَ ( 8 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 8

ดังนั้นบริวารของฟิรเอานฺ ได้เก็บเขาขึ้นมาเพื่อให้เขากลายเป็นศัตรู และความเศร้าโศกแก่พวกเขา แท้จริงฟิรเอาน และฮามานและไพร่พลของเขาทั้งสองเป็นพวกที่มีความผิด

وَقَالَتِ امْرَأَتُ فِرْعَوْنَ قُرَّتُ عَيْنٍ لِّي وَلَكَ لَا تَقْتُلُوهُ عَسَىٰ أَن يَنفَعَنَا أَوْ نَتَّخِذَهُ وَلَدًا وَهُمْ لَا يَشْعُرُونَ ( 9 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 9

และภริยาของฟิรเอานกล่าวว่า "(เขาจะเป็นที่) น่าชื่นชมยินดีแก่ดิฉันและแก่ท่าน อย่าฆ่าเขาเลย บางทีเขาจะเป็นประโยชน์แก่เรา หรือเราจะถือเขาเป็นลูก" และพวกเขาหารู้สึกตัวไม่

وَأَصْبَحَ فُؤَادُ أُمِّ مُوسَىٰ فَارِغًا إِن كَادَتْ لَتُبْدِي بِهِ لَوْلَا أَن رَّبَطْنَا عَلَىٰ قَلْبِهَا لِتَكُونَ مِنَ الْمُؤْمِنِينَ ( 10 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 10

และจิตใจของมารดาของมูซาได้คลายความวิตกกังวลลง นางเกือบจะเปิดเผยกับเขาหากเรามิได้ทำให้จิตใจของนางมั่นคง เพื่อที่นางจะเป็นหนึ่งในหมู่ผู้ศรัทธา

وَقَالَتْ لِأُخْتِهِ قُصِّيهِ فَبَصُرَتْ بِهِ عَن جُنُبٍ وَهُمْ لَا يَشْعُرُونَ ( 11 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 11

และนางได้กล่าวแก่พี่สาวของเขา "จงติดตามไปดูเขา" ดังนั้นเธอ (พี่สาวของมูซา) ได้เห็นเขาแต่ไกล โดยที่พวกเขาไม่รู้

وَحَرَّمْنَا عَلَيْهِ الْمَرَاضِعَ مِن قَبْلُ فَقَالَتْ هَلْ أَدُلُّكُمْ عَلَىٰ أَهْلِ بَيْتٍ يَكْفُلُونَهُ لَكُمْ وَهُمْ لَهُ نَاصِحُونَ ( 12 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 12

และเราได้ห้ามเขาไว้ก่อนแล้วเรื่องแม่นม ดังนั้นเธอ (พี่สาวของมูซา) กล่าวว่า "ฉันจะชี้แนะชาวบ้านให้แก่พวกท่านเอาไหม เพื่อคุ้มครองเขาแทนพวกท่าน และพวกเขาเป็นผู้ให้คำแนะนำอย่างดี"

فَرَدَدْنَاهُ إِلَىٰ أُمِّهِ كَيْ تَقَرَّ عَيْنُهَا وَلَا تَحْزَنَ وَلِتَعْلَمَ أَنَّ وَعْدَ اللَّهِ حَقٌّ وَلَٰكِنَّ أَكْثَرَهُمْ لَا يَعْلَمُونَ ( 13 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 13

ดังนั้น เราจึงให้เขากลับไปหามารดาของเขา เพื่อที่จะเป็นที่น่าชื่นชมยินดีแก่นางและนางจะไม่เศร้าโศก และเพื่อนางจะได้รู้ว่า แท้จริงสัญญาของอัลลอฮฺนั้นเป็นจริง แต่ส่วนมากพวกเขาไม่รู้

وَلَمَّا بَلَغَ أَشُدَّهُ وَاسْتَوَىٰ آتَيْنَاهُ حُكْمًا وَعِلْمًا وَكَذَٰلِكَ نَجْزِي الْمُحْسِنِينَ ( 14 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 14

และเมื่อเขาบรรลุความเป็นหนุ่มและเติบโตเต็มที่แล้ว เราได้ให้ความเข้าใจ และความรู้แก่เขา และเช่นนั้นแหละ เราจะตอบแทนแก่บรรดาผู้กระทำความดี

وَدَخَلَ الْمَدِينَةَ عَلَىٰ حِينِ غَفْلَةٍ مِّنْ أَهْلِهَا فَوَجَدَ فِيهَا رَجُلَيْنِ يَقْتَتِلَانِ هَٰذَا مِن شِيعَتِهِ وَهَٰذَا مِنْ عَدُوِّهِ فَاسْتَغَاثَهُ الَّذِي مِن شِيعَتِهِ عَلَى الَّذِي مِنْ عَدُوِّهِ فَوَكَزَهُ مُوسَىٰ فَقَضَىٰ عَلَيْهِ قَالَ هَٰذَا مِنْ عَمَلِ الشَّيْطَانِ إِنَّهُ عَدُوٌّ مُّضِلٌّ مُّبِينٌ ( 15 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 15

และเขา (มูซา) ได้เข้าไปในเมือง ขณะที่ชาวเมืองกำลังพักผ่อน เขาได้เห็นชายสองคนต่อสู้กันอยู่ในนั้น คนหนึ่งมาจากพวกพ้องของเขา และอีกคนหนึ่งมาจากฝ่าย (ที่เป็น) ศัตรูของเขา ดังนั้น คนที่มาจากพวกพ้องของเขาได้ร้องขอความช่วยเหลือ เพื่อให้ปราบฝ่ายที่เป็นศัตรูของเขา มูซาได้ต่อยเขาแล้วได้ฆ่าเขา เขากล่าวว่า "นี่มันเป็นการกระทำของชัยฏอน แท้จริงมันเป็นศัตรูที่ทำให้หลงผิดอย่างแจ้งชัด"

قَالَ رَبِّ إِنِّي ظَلَمْتُ نَفْسِي فَاغْفِرْ لِي فَغَفَرَ لَهُ إِنَّهُ هُوَ الْغَفُورُ الرَّحِيمُ ( 16 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 16

เขากล่าวว่า "ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ แท้จริงข้าพระองค์ได้อธรรมต่อตนเอง ดังนั้นขอพระองค์ทรงอภัยให้แก่ข้าพระองค์ด้วย " แล้วพระองค์ก็ได้อภัยให้เขา แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ

قَالَ رَبِّ بِمَا أَنْعَمْتَ عَلَيَّ فَلَنْ أَكُونَ ظَهِيرًا لِّلْمُجْرِمِينَ ( 17 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 17

เขาได้กล่าวว่า "ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ การที่พระองค์ได้ทรงโปรดปรานแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะไม่เป็นผู้สนับสนุนผู้กระทำผิดอีกต่อไป"

فَأَصْبَحَ فِي الْمَدِينَةِ خَائِفًا يَتَرَقَّبُ فَإِذَا الَّذِي اسْتَنصَرَهُ بِالْأَمْسِ يَسْتَصْرِخُهُ قَالَ لَهُ مُوسَىٰ إِنَّكَ لَغَوِيٌّ مُّبِينٌ ( 18 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 18

เมื่อเข้ามาอยู่ในเมือง เขากลัวว่าจะเกิดภัยแก่เขา ขณะนั้นผู้ที่เคยขอร้องเขาให้ช่วยเหลือเมื่อวานนี้ กำลังร้องเรียกให้ช่วยเขาอีก มูซาจึงพูดกับเขาว่า "แท้จริงเจ้านั้นเป็นผู้หลงผิดอย่างแน่นอน"

فَلَمَّا أَنْ أَرَادَ أَن يَبْطِشَ بِالَّذِي هُوَ عَدُوٌّ لَّهُمَا قَالَ يَا مُوسَىٰ أَتُرِيدُ أَن تَقْتُلَنِي كَمَا قَتَلْتَ نَفْسًا بِالْأَمْسِ إِن تُرِيدُ إِلَّا أَن تَكُونَ جَبَّارًا فِي الْأَرْضِ وَمَا تُرِيدُ أَن تَكُونَ مِنَ الْمُصْلِحِينَ ( 19 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 19

เมื่อเขาต้องการที่จะปราบผู้ที่เป็นศัตรูกับเขาทั้งสอง เขากล่าวว่า "โอ้มูซาเอ๋ย ! ท่านต้องการที่จะฆ่าฉันดั่งที่ท่านได้ฆ่าคนหนึ่งไปแล้วเมื่อวานนี้หรือ ? ท่านไม่ปรารถนาสิ่งใดนอกจากเป็นผู้ก่อกวนทารุณในแผ่นดิน และท่านไม่ปรารถนาที่จะเป็นผู้ปรองดองให้ดีต่อกัน"

وَجَاءَ رَجُلٌ مِّنْ أَقْصَى الْمَدِينَةِ يَسْعَىٰ قَالَ يَا مُوسَىٰ إِنَّ الْمَلَأَ يَأْتَمِرُونَ بِكَ لِيَقْتُلُوكَ فَاخْرُجْ إِنِّي لَكَ مِنَ النَّاصِحِينَ ( 20 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 20

และชายคนหนึ่ง ได้มาจากชานเมืองอย่างรีบเร่ง เขากล่าวว่า "โอ้มูซาเอ๋ย ! พวกขุนนางชั้นผู้ใหญ่กำลังปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับเรื่องของท่าน เพื่อจะฆ่าท่าน ดังนั้น จงออกไปเถิด แท้จริงฉันเป็นผู้หวังดีต่อท่าน"

فَخَرَجَ مِنْهَا خَائِفًا يَتَرَقَّبُ قَالَ رَبِّ نَجِّنِي مِنَ الْقَوْمِ الظَّالِمِينَ ( 21 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 21

ดังนั้น เขาจึงออกจากเมืองนั้นในสภาพหวาดกลัวว่าจะเกิดภัย เขากล่าวว่า "ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ให้รอดพ้นจากหมู่ผู้อธรรม"

وَلَمَّا تَوَجَّهَ تِلْقَاءَ مَدْيَنَ قَالَ عَسَىٰ رَبِّي أَن يَهْدِيَنِي سَوَاءَ السَّبِيلِ ( 22 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 22

และเมื่อเขามุ่งหน้าไปยัง (เมือง) มัดยัน เขากล่าวว่า "หวังว่าพระเจ้าของฉันจะทรงชี้แนะแก่ฉันสู่ทางอันเที่ยงตรง"

وَلَمَّا وَرَدَ مَاءَ مَدْيَنَ وَجَدَ عَلَيْهِ أُمَّةً مِّنَ النَّاسِ يَسْقُونَ وَوَجَدَ مِن دُونِهِمُ امْرَأَتَيْنِ تَذُودَانِ قَالَ مَا خَطْبُكُمَا قَالَتَا لَا نَسْقِي حَتَّىٰ يُصْدِرَ الرِّعَاءُ وَأَبُونَا شَيْخٌ كَبِيرٌ ( 23 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 23

และเมื่อเขามาพบบ่อน้ำแห่ง (เมือง) มัดยัน เขาได้พบฝูงชนกลุ่มหนึ่งกำลังตักน้ำ และนอกจากพวกเขาเหล่านั้น เขายังได้พบหญิงสองคนคอยห้าม (ฝูงแกะ) เขา (มูซา) กล่าวถามว่า "เรื่องราวของเธอทั้งสองเป็นมาอย่างไร ?" นางทั้งสองกล่าวว่า "เราไม่สามารถตักน้ำได้ จนกว่าคนเลี้ยงแกะเล่านั้นจะถอยออกไป และบิดาของเราก็เป็นคนแก่มากแล้ว"

فَسَقَىٰ لَهُمَا ثُمَّ تَوَلَّىٰ إِلَى الظِّلِّ فَقَالَ رَبِّ إِنِّي لِمَا أَنزَلْتَ إِلَيَّ مِنْ خَيْرٍ فَقِيرٌ ( 24 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 24

ดังนั้น เขาจึงตักน้ำให้แก่นางทั้งสองแล้วก็กลับไปพักใต้ร่ม และกล่าวว่า "ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ แท้จริงข้าพระองค์อยากได้ในความดีที่พระองค์ทรงประทานลงมาให้แก่ข้าพระองค์"

فَجَاءَتْهُ إِحْدَاهُمَا تَمْشِي عَلَى اسْتِحْيَاءٍ قَالَتْ إِنَّ أَبِي يَدْعُوكَ لِيَجْزِيَكَ أَجْرَ مَا سَقَيْتَ لَنَا فَلَمَّا جَاءَهُ وَقَصَّ عَلَيْهِ الْقَصَصَ قَالَ لَا تَخَفْ نَجَوْتَ مِنَ الْقَوْمِ الظَّالِمِينَ ( 25 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 25

นางคนหนึ่งในสองคนได้มาหาเขา เดินมาอย่างขวยเขิน แล้วกล่าวขึ้นว่า "คุณพ่อของดิฉันขอเชิญท่านไป เพื่อจะตอบแทนค่าแรงแก่ท่านที่ได้ช่วยตักน้ำให้เรา" ครั้นเมื่อเขา (มูซา) ได้มาหาเขา (นะบีชุไอบฺ) และได้เล่าเรื่องราวแก่เขา เขากล่าวว่า "ท่านไม่ต้องกลัว ท่านได้หนีพ้นจากหมู่ชนผู้อธรรมแล้ว"

قَالَتْ إِحْدَاهُمَا يَا أَبَتِ اسْتَأْجِرْهُ إِنَّ خَيْرَ مَنِ اسْتَأْجَرْتَ الْقَوِيُّ الْأَمِينُ ( 26 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 26

นางคนหนึ่งในสองคนกล่าวว่า "โอ้คุณพ่อจ๋า! จ้างเขาไว้ซิ แท้จริงคนดีที่ท่านควรจะจ้างเขาไว้คือ ผู้ที่แข็งแรง ผู้ที่ซื่อสัตย์"

قَالَ إِنِّي أُرِيدُ أَنْ أُنكِحَكَ إِحْدَى ابْنَتَيَّ هَاتَيْنِ عَلَىٰ أَن تَأْجُرَنِي ثَمَانِيَ حِجَجٍ فَإِنْ أَتْمَمْتَ عَشْرًا فَمِنْ عِندِكَ وَمَا أُرِيدُ أَنْ أَشُقَّ عَلَيْكَ سَتَجِدُنِي إِن شَاءَ اللَّهُ مِنَ الصَّالِحِينَ ( 27 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 27

เขา (ชุไอบ) กล่าวว่า "แท้จริง ฉันต้องการที่จะให้ท่านสมรสกับลูกสาวคนหนึ่งในสองคนนี้ โดยท่านจะต้องทำงานให้ฉัน 8 ปี และถ้าท่านทำได้ครบ 10 ปี ก็เป็นความดีที่มาจากท่าน ฉันไม่ต้องการที่จะทำความลำบากให้ท่าน อินชาอัลลอฮ์ ท่านจะพบฉันอยู่ในหมู่คนดี"

قَالَ ذَٰلِكَ بَيْنِي وَبَيْنَكَ أَيَّمَا الْأَجَلَيْنِ قَضَيْتُ فَلَا عُدْوَانَ عَلَيَّ وَاللَّهُ عَلَىٰ مَا نَقُولُ وَكِيلٌ ( 28 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 28

เขา (มูซา) กล่าวว่า "นั่นคือ (ข้อสัญญา) ระหว่างฉันกับท่าน ฉันจะปฏิบัติให้ครบหนึ่งในกำหนดทั้งสอง จะไม่เกิดโทษแก่ฉัน และอัลลอฮฺทรงเป็นพยานต่อสิ่งที่เรากล่าวเป็นสัญญา"

فَلَمَّا قَضَىٰ مُوسَى الْأَجَلَ وَسَارَ بِأَهْلِهِ آنَسَ مِن جَانِبِ الطُّورِ نَارًا قَالَ لِأَهْلِهِ امْكُثُوا إِنِّي آنَسْتُ نَارًا لَّعَلِّي آتِيكُم مِّنْهَا بِخَبَرٍ أَوْ جَذْوَةٍ مِّنَ النَّارِ لَعَلَّكُمْ تَصْطَلُونَ ( 29 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 29

ครั้นเมื่อมูซาปฏิบัติครบกำหนดแล้ว และได้เดินทางไปพร้อมกับครอบครัวของเขา เขาได้มองเห็นไฟลุกอยู่ข้างภูเขาฏูร เขาจึงพูดกับครอบครัวของเขาว่า "จงอยู่ที่นี่ก่อน แท้จริงฉันเห็นไฟ"

فَلَمَّا أَتَاهَا نُودِيَ مِن شَاطِئِ الْوَادِ الْأَيْمَنِ فِي الْبُقْعَةِ الْمُبَارَكَةِ مِنَ الشَّجَرَةِ أَن يَا مُوسَىٰ إِنِّي أَنَا اللَّهُ رَبُّ الْعَالَمِينَ ( 30 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 30

เมื่อเขาได้มาที่มัน (ไฟ) ได้มีเสียงเรียกจากริมที่ลุ่มทางด้านขวา ในสถานที่ที่มีความจำเริญ ณ ที่ต้นไม้ ว่า "โอ้มูซาเอ๋ย ! แท้จริงข้าคืออัลลอฮ์พระเจ้าแห่งสากลโลก

وَأَنْ أَلْقِ عَصَاكَ فَلَمَّا رَآهَا تَهْتَزُّ كَأَنَّهَا جَانٌّ وَلَّىٰ مُدْبِرًا وَلَمْ يُعَقِّبْ يَا مُوسَىٰ أَقْبِلْ وَلَا تَخَفْ إِنَّكَ مِنَ الْآمِنِينَ ( 31 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 31

และจงโยนไม้เท้าของเจ้า" เมื่อเขาเห็นมันเคลื่อนไหวคล้ายกับงู เขาก็ผินหลังกลับและไม่กลับมามองอีก "โอ้มูซาเอ๋ย !จงเข้าไปใกล้เถิดและอย่าหวาดกลัว แท้จริงเจ้าอยู่ในหมู่ผู้ปลอดภัย"

اسْلُكْ يَدَكَ فِي جَيْبِكَ تَخْرُجْ بَيْضَاءَ مِنْ غَيْرِ سُوءٍ وَاضْمُمْ إِلَيْكَ جَنَاحَكَ مِنَ الرَّهْبِ فَذَانِكَ بُرْهَانَانِ مِن رَّبِّكَ إِلَىٰ فِرْعَوْنَ وَمَلَئِهِ إِنَّهُمْ كَانُوا قَوْمًا فَاسِقِينَ ( 32 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 32

จงสอดมือของเจ้าเข้าไปในอกเสื้อของเจ้า มันจะออกมาขาว ปราศจากอันตรายใด ๆ และจงเอามือแนบตัวเจ้าไว้เพื่อให้คลายความตกใจ ดังนั้นนั่นคือหลักฐานทั้งสอง จากพระเจ้าของเจ้าไปยังฟิรเอานและบุคคลชั้นหัวหน้าของเขา แท้จริงพวกเขาเป็นหมู่ชนผู้ฝ่าฝืน"

قَالَ رَبِّ إِنِّي قَتَلْتُ مِنْهُمْ نَفْسًا فَأَخَافُ أَن يَقْتُلُونِ ( 33 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 33

เขา (มูซา) กล่าวว่า "ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์แท้จริงข้าพระองค์ได้ฆ่าคนหนึ่งจากพวกเขา ดังนั้นข้าพระองค์กลัวว่าพวกเขาจะฆ่าข้าพระองค์

وَأَخِي هَارُونُ هُوَ أَفْصَحُ مِنِّي لِسَانًا فَأَرْسِلْهُ مَعِيَ رِدْءًا يُصَدِّقُنِي إِنِّي أَخَافُ أَن يُكَذِّبُونِ ( 34 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 34

และพี่ชายของข้าพระองค์คือฮารูน เขาพูดจาคล่องแคล่วกว่าข้าพระองค์ ดังนั้น ขอได้โปรดส่งเขาเป็นผู้ช่วยร่วมกับข้าพระองค์ด้วยเถิด เพื่อเขาจะได้ยืนยันให้แก่ข้าพระองค์ แท้จริงข้าพระองค์กลัวว่าพวกเขาจะปฏิเสธข้าพระองค์"

قَالَ سَنَشُدُّ عَضُدَكَ بِأَخِيكَ وَنَجْعَلُ لَكُمَا سُلْطَانًا فَلَا يَصِلُونَ إِلَيْكُمَا بِآيَاتِنَا أَنتُمَا وَمَنِ اتَّبَعَكُمَا الْغَالِبُونَ ( 35 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 35

พระองค์ตรัสว่า "เราจะให้เจ้ามีความเข้มแข็งด้วยพี่ชายของเจ้า และเราจะให้เจ้าทั้งสองมีอำนาจ ดังนั้นพวกเขาจะเข้าไม่ถึงเจ้าทั้งสองดอกเพราะสัญญาณต่าง ๆ ของเรา เจ้าทั้งสองและผู้ตามเจ้าทั้งสองเป็นผู้ชนะ"

فَلَمَّا جَاءَهُم مُّوسَىٰ بِآيَاتِنَا بَيِّنَاتٍ قَالُوا مَا هَٰذَا إِلَّا سِحْرٌ مُّفْتَرًى وَمَا سَمِعْنَا بِهَٰذَا فِي آبَائِنَا الْأَوَّلِينَ ( 36 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 36

ดังนั้น เมื่อมูซาได้มาหาพวกเขาพร้อมด้วยสัญญาณทั้งหลายอันชัดแจ้งของเรา พวกเขากล่าวว่า "มันมิใช่อะไรอื่น นอกจากเวทมนตร์ที่ถูกกุขึ้น และเราไม่เคยได้ยินข้อกล่าวอ้างเช่นนี้ในสมัยบรรพบุรุษของเราแต่กาลก่อนเลย"

وَقَالَ مُوسَىٰ رَبِّي أَعْلَمُ بِمَن جَاءَ بِالْهُدَىٰ مِنْ عِندِهِ وَمَن تَكُونُ لَهُ عَاقِبَةُ الدَّارِ إِنَّهُ لَا يُفْلِحُ الظَّالِمُونَ ( 37 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 37

และมูซากล่าวว่า "พระเจ้าของฉันทรงรู้ดียิ่งถึงผู้ที่นำเอาแนวทางที่ถูกต้องมาจากพระองค์และผู้ที่บั้นปลายแห่งที่พำนักจะเป็นของเขา แท้จริงพวกอธรรมนั้นจะไม่ประสบความเจริญ"

وَقَالَ فِرْعَوْنُ يَا أَيُّهَا الْمَلَأُ مَا عَلِمْتُ لَكُم مِّنْ إِلَٰهٍ غَيْرِي فَأَوْقِدْ لِي يَا هَامَانُ عَلَى الطِّينِ فَاجْعَل لِّي صَرْحًا لَّعَلِّي أَطَّلِعُ إِلَىٰ إِلَٰهِ مُوسَىٰ وَإِنِّي لَأَظُنُّهُ مِنَ الْكَاذِبِينَ ( 38 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 38

และฟิรเอานกล่าวว่า "โอ้ปวงบริพารเอ๋ย! ฉันไม่เคยรู้จักพระเจ้าอื่นใดของพวกท่านนอกจากฉัน โอ้ฮามานเอ๋ย ! จงเผาดินให้ฉันด้วยแล้วสร้างโครงสูงระฟ้า เพื่อที่ฉันจะได้ขึ้นไปดูพระเจ้าของมูซา และแท้จริงฉันคิดว่า เขานั้นอยู่ในหมู่ผู้กล่าวเท็จ"

وَاسْتَكْبَرَ هُوَ وَجُنُودُهُ فِي الْأَرْضِ بِغَيْرِ الْحَقِّ وَظَنُّوا أَنَّهُمْ إِلَيْنَا لَا يُرْجَعُونَ ( 39 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 39

และเขา (ฟิรเอาน) และไพร่พลของเขาได้หยิ่งผยอง ในแผ่นดินโดยอธรรม และพวกเขาคิดว่า แท้จริงพวกเขานั้นจะไม่ถูกนำกลับไปยังเรา

فَأَخَذْنَاهُ وَجُنُودَهُ فَنَبَذْنَاهُمْ فِي الْيَمِّ فَانظُرْ كَيْفَ كَانَ عَاقِبَةُ الظَّالِمِينَ ( 40 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 40

ดังนั้น เราได้ลงโทษเขาและไพร่พลของเขาเราได้โยนพวกเขาลงไปในทะแล แล้วจงพิจารณาเถิด บั้นปลายของพวกอธรรมเป็นเช่นไร

وَجَعَلْنَاهُمْ أَئِمَّةً يَدْعُونَ إِلَى النَّارِ وَيَوْمَ الْقِيَامَةِ لَا يُنصَرُونَ ( 41 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 41

และเราได้ทำให้พวกเขาเป็นหัวหน้า เรียกร้องไปสู่นรกญะฮันนัม และในวันกิยามะฮ์ พวกเขาจะไม่ได้รับความช่วยเหลือ

وَأَتْبَعْنَاهُمْ فِي هَٰذِهِ الدُّنْيَا لَعْنَةً وَيَوْمَ الْقِيَامَةِ هُم مِّنَ الْمَقْبُوحِينَ ( 42 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 42

และเราได้ให้การสาปแช่งตามติดพวกเขาในโลกนี้ และในวันกิยามะฮ์พวกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ถูกขับไล่ออกจากความเมตตา

وَلَقَدْ آتَيْنَا مُوسَى الْكِتَابَ مِن بَعْدِ مَا أَهْلَكْنَا الْقُرُونَ الْأُولَىٰ بَصَائِرَ لِلنَّاسِ وَهُدًى وَرَحْمَةً لَّعَلَّهُمْ يَتَذَكَّرُونَ ( 43 ) อัล-เกาะศ็อศ - Ayaa 43

และโดยแน่นอนเราได้ประทานคัมภีร์แก่มูซา หลังจากที่เราได้ทำลายชนชาติในรุ่นก่อน ๆ เพื่อให้เป็นที่ประจักษ์แจ้งแก่ปวงมนุษย์ และเป็นแนวทางที่ถูกต้อง และเป็นความเมตตา หวังว่าพวกเขาจะได้พิจารณาใคร่ครวญ


เนื้อความของคัมภีร์เตาร็อต[2]

1. Thou shalt have no other gods before me
ห้ามมีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา

2. Thou shalt not make unto thee any graven image
ห้ามทำรูปเคารพสำหรับตน

3. Thou shalt not take the name of the Lord thy God in vain
ห้ามใช้พระนามพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้าไปในทางที่ผิด

4. Remember the sabbath day, to keep it holy
จงระลึกถึงวันสะบาโต ถือเป็นวันบริสุทธิ์

5. Honour thy father and thy mother
จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า

6. Thou shalt not murder
ห้ามฆ่าคน (ในลัทธิใหม่ ยิวไซออนนิสต์ กล่าวว่า "ผู้ที่ไม่ใช่ชาวยิว(นับถือศาสนายูดาย)นั้น ไม่ใช่คน(มนุษย์) เป็นเพียงสัตว์สองเท้าที่เดินได้)

7. Thou shalt not commit adultery
ห้ามล่วงประเวณีผัวเมียเขา

8. Thou shalt not steal
ห้ามลักขโมย

9. Thou shalt not bear false witness against thy neighbour
ห้ามเป็นพยานเท็จใส่ร้ายเพื่อนบ้าน

10. Thou shalt not covet (neighbor's house or wife)
ห้ามละโมบ (บ้านเรือนสิ่งของ ไร่นา ของเพื่อนบ้าน หรือภรรยาเพื่อนบ้าน )


[1] ฮามาน هَامَانَคือเศรษฐีคนหนึ่งที่มีลูกกุญแจสำหรับหีบสมบัติถึง7กระบุง ฮามานถูกกล่าวในอัลกุรอานถึง6ครั้ง ถูกกล่าวร่วมกับฟิรเอานฺ4ครั้ง

[2] ติดตามเรื่องบัญญัติ10ประการได้ที่ http://th.wikipedia.org/wiki/บัญญัติ_10_ประการ


เรียบเรียงโดยฮัจญีอิสมาอีล อานนท์ เพ็ญพันธ์ [email protected]


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน easyread



ความเห็น (0)