วิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์เริ่มต้นจากแนวคิดการคำนวณ อุปกรณ์ที่ใช้ในการคำนวณ หรือเครื่องคำนวณต่างๆ เนื่องจากถือได้ว่า "คอมพิวเตอร์" เป็นเครื่องคำนวณรูปแบบหนึ่ง เป็นน้องใหม่ที่วิวัฒนาการจากการนับก้อนหิน เศษไม้ กิ่งไม้ การใช้ถ่านขีดเป็นสัญลักษณ์ตามฝาผนัง ทั้งนี้เครื่องคำนวณที่เป็นต้นแบบของคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานในปัจจุบันได้แก่ ลูกคิด (Abacus) จากแนวคิดนั้นเข้าสู่การพัฒนาเป็นคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถแบ่งเป็นยุคต่างๆ ได้ 4 ยุค คือ ยุคที่หนึ่ง ค.ศ.1951-1958 ใช้หลอดสูญญากาศ (Vacuum Tube) เป็นส่วนประกอบหลัก เป็นวงจรสำคัญในการทำงาน ตัวเครื่องมีขนาดใหญ่ ใช้กำลังไฟฟ้าสูง เกิดความร้อนสูง ทำงานด้วยภาษาเครื่อง (Machine Language) มีการพัฒนาภาษาสัญลักษณ์ เช่น Symbolic Language เป็นยุคเริ่มต้นที่ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เพิ่งก่อเกิด คอมพิวเตอร์ในยุคนี้ ได้แก่ UNIVAC, ENIAC มักจะใช้กับงานธุรกิจ เช่น งานเงินเดือน บัญชี หรือควบคุมสินค้าคงคลัง ยุคที่สอง ค.ศ.1959-1964 ใช้ทรานซิสเตอร์ (Transistor) เป็นวงจรสำคัญ เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาโดยนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ 3 คน จากห้องปฏิบัติการเบลล์ (Bell Lab.) ได้แก่ วิลเลียม ชอคลีย์ (W. Shock), จอห์น บาร์ดีน (J. Bardeen) และ วอลเตอร์ แบรทเตน (H. W. Brattain) ทรานซิสเตอร์เป็นแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่มีขนาดเล็กกว่าหลอดสูญญากาศมาก แต่มีความจำสูงกว่า ไม่ต้องเสียเวลาในการวอร์มอัพ ใช้พลังงานต่ำ ทำงานด้วยความเร็วที่สูงกว่า นอกจากเทคโนโลยีเรื่องวงจร ยังมีเทคโนโลยีอื่นมาร่วมด้วย เช่น เกิดภาษาคอมพิวเตอร์ขึ้นมา คือ ภาษาแอสเซมบลี (Assembly Language) และภาษาระดับสูงต่างๆ เช่น ภาษา FORTRAN, COBOL สำหรับหน่วยบันทึกข้อมูลก็มีการนำเทปแม่เหล็กมาใช้งาน ยุคที่สาม ค.ศ.1965-1970 คอมพิวเตอร์ปรับเปลี่ยนมาก มีการพัฒนาแผงวงจรรวม (IC : Integrated Circuit) อันเป็นผลงานของบริษัทเท็กซัส อินสตรูเมนต์ (Texas Instruments Co.,) ทำให้เกิดคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กลงมาระดับมินิคอมพิวเตอร์ ยุคที่สี่ ค.ศ.1971 ถึงปัจจุบัน เป็นยุคของวงจร VLSI (Very Large Scale Integration) ในรูปของไมโครโพรเซสเซอร์ (Microprocessor) เปลี่ยนระบบหน่วยความจำจากวงแหวนแม่เหล็กเป็นหน่วยความจำสารกึ่งตัวนำที่เรียกว่า RAM (Random Access Memory) ส่งผลให้เกิดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC : Personal Computer) ที่ใช้อยู่จนทุกวันนี้