มองตนเอง ๒


มองจริต

มองตนเองจากสัตว์ ๔ ทิศ "จริตในตัว"


        หันมามองในเรื่องของ "จริต" ของตนเองที่เเยกออกตามสัตว์ ๔ ทิศ ซึ่งในตัวของคนเรานั้นๆ ในมุมของสัตว์ทั้ง ๔ ทิศ เราก็ไม่ได้มีเพียงเเค่ตัวเดียวในคนๆเดียว เเต่เราอาจจะมีทุกๆตัวในคนๆเดียวกัน ซึ่งในเเต่ละตัวนั้นสำหรับเราก็เห็นตามตนเอง ได้ดังนี้

๑.อินทรี(วิตกกจริต) ที่เยอะที่สุด สิ่งที่ตนเองเป็นเยอะนี้ มี จริต คือ เป็นคนชอบอะไรง่ายๆ เบื่อเร็ว บ้าสมบัติ ชอบสะสมหนังสือเเต่ไม่ค่อยชอบอ่าน จะอ่านเเต่สิ่งที่ตนชอบเท่านั้น เป็นคนชอบพูดชอบคุย ส่วนใหญ่มีเเต่ second hand knowledge ส่วน first hand knowledge มีน้อยมาก เป็นคนชอบการวาดการวางแผน ชอบอยู่คนเดียวมากกว่าอยู่กับเพื่อน สันโดด เป็นคนชอบเขียน ชอบอ่าน เป็นสิงห์คีย์บอร์ด ชอบเรื่องความเป็นอยู่ เรื่องการเมือง

๒.กระทิง(โทสะจริต) ที่รองลงมา สิ่งที่ตนเองเป็นเเบบกระทิงนี้ คือ ส่วนหนึ่งเป็นคนที่ชอบๆลุย ลุยไปคิดไป หลายครั้งไม่วางแผน เเต่ลงไปทำเลย "ทำไปคิดไปด้วย" โดยเฉพาะการวาดภาพที่ไม่เคยมีการร่างภาพก่อนวาดสักที การพูดไปโดยไม่ค่อยคิด ด้นไปก็มี เป็นคนเบื่อง่าย ให้นั่งฟังงานที่ไม่สนใจเเล้วจะออกไปหรือหลับ หรือทำอย่างอื่นในบางครั้ง หลายครั้งหงุดหงิดง่าย โดยเฉพาะในหน้าร้อน

๓.หมี(โมหะจริต) ที่รองลงมาจากอินทรีย์ ที่เท่ากับกระทิง ซึ่งหมีเราก็รู้ดีอยู่เเล้วว่าเป็นคนละเอียดอ่อน ซึ่งเหมือนเรา คือ หลายช่วงที่ต้องละเอียดเพราะตนเองเป็นคนขี้ลืมเป็นอย่างยิ่ง ชอบแบบแผน ชอบระเบียบที่ต้องปฏิบัติตาม เห็นได้จากการไม่เคยเอาเสื้อออกนอกกางเกงสักทีที่ไม่มีเหตุจำเป็น ตั้งเเต่ประถมมาถึงมัธยม ส่วนใหญ่เเม้นอกวเลาราชการก็ยังเอาเข้าเหมือนเดิม

๔.หนู(ราคจริต) เป็นลำดับสุดท้ายที่เป็นเรา ซึ่งบางครั้งเราเองก็หลบไปอยู๋ในมุมของตนเอง มุมนี้ คือ หนู เป็นมุมของหัวใจที่เป็นทุนในการเดินทาง บางเหตุการณ์ที่ละเอียดอ่อน ต้องตัด ความเป็น กระทิง หมี อินทรีย์ออกไป ใช้หนูเป็นตัวตนในขณะนั้น เช่น การวางใจ การไว้ใจ การอดกลั้น เอาไงเอากัน ฉันไปด้วย ส่วนในเรื่องของการรักสวยรักงามอันนี้ไม่ใช่เราโดยสิ้นเชิง

        จากเปอร์เซ็นดังนี้ เราก็เห็นตนเองได้ในระดับหนึ่ง ที่ตอนนี้เราเองก็เป็นอินทรีย์มากเกินไป สิ่งที่จะต้องปรับปรุงตนเองบัดนี้ คือ "พูดน้อยลง ทำมากขึ้น วิจารณ์ตนเอง" ด้วย อานาปานสติ เอาลมหายไปไปยึดเอาไว้ให้มีสติ เเต่ถึงประนั้นเองก็ต้องเพิ่มกระทิง ขึ้นอีกด้วยการลงลุย เพิ่มหมีขึ้นอีกด้วยการนั่งมองแผนตน เเผนคน เเละเเผนงาน เพิ่มหนูขึ้นอีกให้เอาใจเขามาใส่ใจเรามากยิ่งขึ้น ให้ทั้ง ๔ อย่างนี้มันเสมอกัน "สมดุลกัน" ปรับให้มันสมดุลก่อนเเล้วค่อยควบคุมให้เพิ่มหรือลดตามเหตุการณ์ที่เราประสบ... พูดอย่างนี้เเล้วเหมือนมีของในตัว เเต่มันเป็นอัตตาภาพในตัวเอง ให้พร้อมรับมือการเรื่องราวต่างๆที่จะขึ้นในชีวิต ... หากเรื่องนี้เป็นเป็นต้องลุย(กาย) ก็เอากระทิงนำ หากเรื่องนี้จำเป็นต้องใช้ใจ(สมาธิ) เอาหนูนำ หากเรื่องนี้ต้องใช้ความคิด (คิด) เอาอินทรีย์นำ เเละหากเรื่องนี้ต้องใช้ความละเอียด ต้องใช้หมีนำ... เเต่ในช่วงนี้ต้องยึดคติที่ว่า "คำพูดนั้นสำคัญ การกระทำสำคัญกว่า"

        ในการทำงานหากเรามีสัตว์ทั้ง ๔ อย่างนี้อยู่ในตัวที่สามารถปรับเข้ากับบริบทของเหตุการณ์ได้นั้นก็เป็นการดี การทำงานต้องการอาศัยการมองการไกลของอินทรี  อาศัยความละเอียดรอบคอบของหมี  อาศัยการลุยของกระทิง เเละอาศัยความพิถีพิถันของหนู เเต่ถ้าเป็นสัตว์ตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไป อาจมีนิสัยในเเง่ลบ เเล้วอาจทำให้งานพังได้ เพราะจริต เป็นการเพียงมองตนเองว่ามีข้อด๊เเละข้อเสียอย่างไรเพื่อพัฒนาตนเอง หากตกหลุมจริตของตนเองเเล้วไซร้ ตมรอบตัวจะทับถมเราให้จมดิ่งลงไปเรื่อยๆที่มีมิจฉาทิฐิ เป็นตัวล่อ ... ณ บัดนี้ในบริบทของเราเองก็กำลังพยายามที่จะเป็นกระทิง เเละหมีมากยิ่งขึ้น หลายครั้งก็ต้องกลับมานั่งทบทวนตนเองเพื่อพัฒนาตน  พัฒนาคน เเละพัฒนางาน ...

.

.

.

.

.

หมายเลขบันทึก: 575912เขียนเมื่อ 8 กันยายน 2014 19:57 น. ()แก้ไขเมื่อ 8 กันยายน 2014 19:57 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (1)

ขณะอ่าน เหมือน "นกอินทรีย์" จะผุดผ่านมาในหัวเต็มไปหมด..ฮา.....   แต่ว่าถ้า "วิตกจริต" หันมา "ดูจิต" ที่วิตกได้ผลมากกว่า....  ส่วนเวลาไหน "ใจ" ติด "ราคะ" และ "โมหะ" จริต ที่เหมือนจะเยอะไม่แพ้นกอินทรีย์นั้น เป็นแนวคิดที่ดีที่เราจะ ทำอานาปานสติให้เพิ่มขึ้นบ้าง....  

ขอบคุณที่เป็นทุนปัจจัยให้ได้เรียนรู้ตนเองครับ

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี