"โลก" (Earth) ที่กว้างใหญ่ เป็นที่ไต่ฝันของชีวิต ที่ผุดเกิดมาบนโลก เพื่อเรียนรู้ และปรับตัวให้อยู่อย่างอิสระ ในที่สุด โลกก็กลายเป็นที่พัก ที่ฝัง ที่รั้งหัวใจให้จมจ่ออยู่กับจินตนาการและความฝันของตน จนกลายเป็นผู้รักโลก จนหลงทางหนีออกจากโลกไม่ได้ นี่คือ "ตำหนัก" ที่หัวใจของสัตว์โลกอาศัยโลกเป็นบ้าน อาคาราศัย ที่เพาะปลูกกรรมและจิตกรรม ที่ลุ่มลึกแล้วหลบซ่อนอยู่ภายใน

                "ชีวิต" (Life) คือ ผู้อาศัยโลก เป็นแดนเกิด และแดนกามของการผูกพันกับเสน่หาของโลก ในตัวชีวิตเองมีรหัสไขหรือกุญแจที่จะสร้างและสั่งสมเอาผลของกิจกรรมและกิจกามต่างๆ ไว้มากมาย รหัสนั่นคือ "ศักย์" (Potentiality) ที่เป็นกลไกสร้างสรรค์กิจกรรมในชีวิตให้เกิดสีสันและมรดกในตัวเอง ที่มีผลต่อตนเองและสิ่งแวดล้อม

                ในพระพุทธาศาสนาได้กล่าวถึงหลักการเบื้องต้นเรื่อง "บาทฐาน" (The Base) ของการสร้างสรรค์กิจกรรมของชีวิต (มนุษย์) ทั้งสองมิติคือ ทั้งด้านลบและด้านบวกเอาไว้หลายที่ จุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์กิจกรรมและจิตกรรม ที่จะนำไปสู่อนาคตของภพและอนาคตของจิตวิถีคือ อวัยวะของชีวิตที่เรียกว่า "ประตู" (Gates) ที่จะพาให้สัตว์โลกรู้ทางหรือหลงทาง และกลายเป็นผลลัพธ์ของตนเอง

               "ประตู" คือ ทางออกและทางเข้าของบ้านหรืออาคารที่อยู่อาศัย หรือตำหนักของเรา ในขณะเดียวเรา ก็สมาคมกับผู้อื่นด้วยทางเหล่านี้  สิ่งที่มีผลดีหรือเลวของการกระทำของเราคือ  "จุดยืน" (Standpoint) ที่อยู่เบื้องหลังของประตูเหล่านี้ ที่จะเป็นเครื่องมือในการเปิดหรือปิดเอาสิ่งที่ไม่ดีหรือดีไว้ นั่นคือ "ปัญญาและสติ" (Intelligence and Consciousness) นี่คือ คุณลักษณ์ของชีวิตที่รู้จักโลกและชีวิตอย่างแท้จริง

              ในปกติวิถีของการดำเนินชีวิตของสัตว์โลก ใน "เบื้องต้น" ในกรอบนี้กล่าวคือ ใช้ระบบประสาท (Nerves) ของตัวเอง จากนั้น ใน "ท่ามกลาง" จึงมีการตัดสินตามแรงกระตุ้นหรือแรงปรารถนาหรือการพิจารณาไตร่ตรองแล้วสมาคมกับสิ่งเหล่านั้น "ที่สุด" ก็เกิดผลต่อเส้นทางชีวิตคือ ติดในกรอบ ในผลลัพธ์ของตนและสิ่งกระตุ้นจนถอนตัวไม่ออกหรือไม่รู้ว่าตนเองติดกับดัก


              เมื่อมนุษย์ติดในกรอบเหล่านี้ ก็อาศัยสิ่งนี้สร้างสรรค์ผลงาน ผลเงิน ผลกรรมตามมา และที่อาศัยสิ่งเหล่านี้ก็เพื่อไปสู่การพำนัก อาศัย จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของสิ่งมีชีวิต ที่ใช้กรอบเหล่านี้เป็นฐานในการสร้างพลังหรือกัมมันตะของตนเอง ไม่มีสัตว์ตัวไหน ผู้ใดที่จะหลีกเร้นเส้นทางของกรอบนี้ได้ นั่นคือ ๑) "ตา (รูป) ๒) หู (เสียง) ๓) จมูก (กลิ่น) ๔) ลิ้น (รส) ๕) กาย (สัมผัส) ๖) ใจ (เสวย)"

               นี่คือ ช่องทางที่เราท่องเที่ยวผ่านประตูนี้ มาหลายภพหลายชาติแล้ว จนมันเป็นช่องทางที่เราได้สนุกสนาน โศกเศร้า เคล้าน้ำตา เกิด แก่ เจ็บ ตาย มาแล้วนับไม่ถ้วน กระนั้น เราก็พอใจในประตูเหล่านี้ เพราะมันน่าตื่นเต้นและมีสิ่งใหม่ๆ หลอกตา หลอกใจเราอยู่เสมอ นอกจากนี้ ยังมีประตูอีก ๔ ช่องคือ "๑) กำลัง ๒) ปัญญาและสติ ๓) วิญญาณ และ ๔) เจตจำนง" จึงขอขยายความดังนี้


              ๑) "ตา" (Eye) คือ อวัยวะสำหรับมองสิ่งต่างๆ เพื่อให้เห็นช่องทางเดิน ทางหนี ทางหาอาหาร สัตว์เกือบทุกชนิดมีตาเพื่อการดำรงชีวิต ในบรรดาสัตว์ที่ใช้สายตาได้ดีคือ เหยี่ยว นกอินทรีย์ นกกระเต็น แมว ลิง สิงห์โต เสือ ฯ สำหรับมนุษย์ใช้ตาในการดำรงชีวิตให้เกิดศักยภาพในลำดับต้นๆ ในขณะเดียวกันเราก็อาศัยตาเป็นเครื่องนำพาชีวิตไปในทางที่ผิดด้วย

              ตา- จึงถือว่า เป็นที่อาศัยของสัตว์โลกที่สำคัญที่จะสร้างวิถีชีวิตและพหุกรรมทั้งมวล เราจึงพึ่งพาสายตาในการสร้างรูปแบบแห่งกรรมต่างๆ ในชีวิต เช่น มองหาสิ่งของ ชื่นชม จับจองมองหาสิ่งที่ต้องการ ฯ เราจะใช้ตาในการสร้างมายา สร้างพันธุกรรม (หาคู่) หาทางหนีศัตรู เรียนรู้ดูชม ทัศนาจร ฯ จนเราหลงตามตา เสียรู้ เสียใจ เสียเงินเสียทรัพย์ เสียชีวิต ฯ เพราะตานี่เอง

               มีนิทานเรื่อง "ตากับตีน" ว่าใครสำคัญที่สุด ตาบอกว่า ฉันนี่แหละหาทางพาตีนไป ส่วนตีนก็เถียงว่า ฉันนี่เองพาตาไปในที่ต่างๆ ได้ ครั้งเมื่อตาปฏิเสธตีน ตีนก็พาเดินตกเหวจนทั้งสองสิ้นท่า แล้วจะโทษใครดีหละ ตีนหรือตามีความสำคัญกว่ากัน พระอาจารย์ประสงค์ ปริปุณโณ แต่งเป็นกลอนไว้ว่า--

                                                                            "

                  ตีนกับตา อยู่กันมา แสนผาสุก           จะนั่งลุก ยืนเดิน เพลินหนักหนา
            มาวันหนึ่ง ตีนทะลึ่ง เอ่ยปรัชญา        ว่ามีคุณ แก่ตา เสียจริงๆ
                  ตีนช่วยพา ตาไป ที่ต่างๆ                 ตาจึงได้ ชมนาง และสรรพสิ่ง
            เพราะฉะนั้น ดวงตา จงประวิง           ว่าตีนนี้ เป็นสิ่ง ควรบูชา
                  ตาได้ฟัง ตีนคุยโม้ ก็หมั่นไส้             จึงร้องบอก ออกไป ด้วยโทสา
            ว่าที่ตีน เดินได้ ก็เพราะตา                ดูมรรคา เศษแก้วหนาม ไม่ตำตีน
                 เพราะฉะนั้น ตาจึง สำคัญกว่า            ตีนไม่ควร จะมา คิดดูหมิ่น
            สรุปได้ ตามีค่า สูงกว่าตีน                 ทั่วธานินทร์ ตีนไปได้ ก็เพราะตา

                 ตีนได้ฟัง ก็คลั่งแค้น แสนจะโกรธ      เร่งกระโดด ออกไป ใกล้หน้าผา
            เพราะอวดดี คุยเบ่ง เก่งกว่าตา         ดวงชีวา จะดับไป ไม่รู้เลย
                 ตาเห็นตีน ทำเก่ง เร่งกระโดด           ก็พิโรธ เร่งระงับ หลับตาเฉย
            ตีนพาตา ถลาล้ม ทั้งก้มเงย              ตกผาเลยตายห่าทั้งตาตีน ฯ

                                                                           "

                 ๒) "หู" (Ear)  คือ อวัยวะสำหรับฟังเสียง สิ่งจะเป็นภัย หรือเป็นมิตร หรือเสียงอื่นๆ ที่รอบตัว เพื่อการดำรงชีวิต ช่องประตูนี้ไม่เคยปิดตัวเอง ยกเว้นประตูพิการ สัตว์เกือบทุกชนิดใช้ประสาทหูในการระวังภัย หรือสิ่งแวดล้อมว่า เสียงอะไรเป็นภัยหรืออันตรายบ้าง หรือเป็นเสียงแหล่งอาหารบ้าง สัตว์ที่ใช้ประสาทหูได้ดีคือ นกฮูก เก้ง กวาง หนูบางชนิด สุนัข ฯ

                  ส่วนมนุษย์ใช้ประสาทหูในการรับฟังเสียงต่างๆ ทั้งเสีบงตามธรรมชาติ เสียงสัตว์ เสียงมนุษย์ด้วยกัน เสียงเพลง ดนตรี และเสียงอื่นๆ มนุษย์ใช้เสียงในการตีความข้อมูล ข้อความ แล้วไขรหัสนั้น เพื่อตีความเอาเจตนาในเสียง หรือบางทีใช้หูฟังเสียงที่ไพเราะ เพราะหู เพื่อความผ่อนคลาย บันเทิง หรือเป็นส่วนประกอบในภาพเคลื่อนไหว เพื่อบอกถึงอาการของการกระทำและความหมาย

                ในธรรมชาติเราจะใช้เสียงเพื่อประโยชน์หหลายอย่างต่างสถานการณ์ เป็นความสามารถหรือทักษะที่เราใช้หูในการแยกแยะเสียงต่างๆ ได้ แต่ทำไมเราต้องมาหลงเสียง หลงเสน่ห์ของเสียงคน เสียงสัตว์ เสียงดนตรีด้วย ฯ จนทำให้เราพึ่งพามันเป็นสรณะของเรา เป็นที่อยู่ของการหลงใหลเสียงนั้นเช่น หลงเสียงสัตว์ขัน ร้อง หลงเสียงคนร้องเพลง หลงเสียงดนตรีที่เพราะๆ 

               ส่วนเสียงที่เป็นกระบวนการเรียนรู้คือ เสียงครู เสียงผู้รู้บรรยาย ฟังการสัมมนา ฟังธรรมะ ฟังเสียงสัตว์ (วิจัย) ฯ ว่าเสียงที่สื่อออกมานั้น มีเจตนา มีเนื้อหาอะไร เป็นโทษหรือประโยชน์อย่างไร เสียงอาจเป็นได้ทั้งสองคือ เสียงนินทา เสียงด่า และเสียงชื่นชม เสียงสรรเสริญ 

                มนุษย์ใช้เสียงอย่างไรบ้าง พูดอย่างไร สื่ออย่างไร เราจะใช้หูให้เป็นคุณแก่ตัวเองอย่างไร เราคงไม่อาจปิดหูหรือหยุดฟังเสียงได้ เราจะแยกแยะเสียงที่เข้าประตูหูให้เกิดคุณต่อตนเองเช่นไร  ท่านคุ้นเคยเสียงใดบ้างในแต่ละวัน??


              ๓) "จมูก" (Nose) คือ อวัยวะที่ใช้สำหรับดมกลิ่น เป็นประสาทที่ไม่ได้ปิดตัวเอง อวัยวะส่วนนี้จึงทำให้เรารับรู้สึกได้ว่า กลิ่นดี กลิ่นไม่ดี กลิ่นพิษ กลิ่นหอม กลิ่นอันตราย จมูกอยู่ติดกับปาก เนื่องจากว่า เพื่อให้ได้กลิ่นอาหารที่เข้าปากก่อนว่า น่ากินหรือเป็นพิษก่อนจะเข้าสู่ร่างกาย กระนั้น จมูกก็ไม่อาจปิดกั้นว่า จะรับแต่กลิ่นหอมๆ เท่านั้น มันจึงทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา

                 เรา (ความรู้สึก) ต่างหากที่แยกแยะ คัดสรรเอาแต่สิ่งดีๆ เข้ามาใกล้จมูก เช่น น้ำหอม ดอกไม้หอม แป้งหอม เครื่องประดับ ตกแต่งหอมๆ บรรยากาศหอมๆ อาหารการกินหอมๆ เครื่องดื่มหอมๆ เสื้อผ้าหอม หรือกลิ่นไอธรรมชาติด้วย เป็นสิ่งที่ใจเรา ความรู้สึกเราติดหรือชอบกลิ่นหอมๆ เหล่านี้ จนบางทีเราก็หลงกลิ่น เพราะจมูกของเราเอง นี่คือ ผลพวงของการมีจมูกและมีของหอมบนโลก

                เราเคยสงสัยหรือไม่ว่า ทำไมดอกไม้ตามธรรมชาติจึงมีกลิ่นหอม นี่คือ การวิวัฒนาการของพืชที่เข้าใจ เข้าถึงหัวใจสัตว์แมลงมายาวนาน จึงผลิตกลิ่นออกมาชวนให้แมลงมาไต่ตอม เคล้าคลึงตัวเอง นั่นเพราะพืชมีวัตถุประสงค์คือ ใช้แมลงเป็นเครื่องมือในการผสมพันธุ์ให้ เพราะพืชไม่อาจเดินทาง เคลื่อนไหวไปหาเพศตรงข้ามได้เอง จึงใช้สื่อแมลงเป็นเครื่องมือให้ ชั่งฉลาดจริงๆ!

                 สัตว์ที่ใช้จมูกในการค้นหากลิ่นคือ แมลงวัน สุนัข นกบางชนิด อีแร้ง แแมว มด แมลงต่างๆ ฯ สัตว์เหล่านี้ ใช้จมูกในการทำหน้าที่เพื่อตอบสนองการดำรงชีวิต และสืบพันธุ์ แต่สำหรับมนุษย์ใช้จมูกไปมากมายหลายวัตถุประสงค์ และที่สุดก็หลงกลิ่นและหลงตามจมูกที่ตนเองสูดดม เช่น ยานัตหมอมี บุหรี่ น้ำหอม อาหาร ลูกอม สเปรย์หอม น้ำย้อมต่างๆ ฯ จนเราติดกับดักกลิ่นเหล่านี้ เพราะมีจมูกแท้ๆ


                    ๔) "ลิ้น" (Tongue) คือ อวัยวะที่ใช้สำหรับการสัมผัสวัตถุหรืออาหาร เพื่อให้รับรู้ถึงรส กลิ่น ความแข็ง อ่อน ร้อน เย็น  ของสิ่งเหล่านั้น ลิ้นเป็นอวัยวะส่วนที่อยู่ในปาก นอกจากมีหน้าที่ดังกล่าวแล้ว ยังมีหน้าที่ในการเคลื่อนอาหาร ขยับอาหาร แยกอาหารอีกด้วย นอกจากนั้น ลิ้นยังทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของการออกเสียงให้เป็นคำ และเสียงพูดอีก

                    สัตว์บางชนิดใช้ลิ้นเป็นเครื่องมือในการสูดดมกลิ่นอาหาร หรือสัมผัสบรรยากาศรอบๆ ตัว สัตว์บางชนิดไม่มีลิ้น ส่วนสัตว์ที่ใช้ลิ้นเก่งคือ นกแก้วที่ใช้ลิ้นสัมผัสเมล็ดพืช ผัก ผลไม้ได้ดี มนุษย์ก็เป็นสัตว์ที่รู้จักการใช้ลิ้นได้อย่างเอนกประสงค์มาก ลิ้นถือว่าเป็นอวัยวะที่มีระบบประสาทมากมาย ทั้งผลิตเอนไซม์ออกมาเวลาเคี้ยวอาหารด้วย

                    และลิ้นนี่เอง ที่ทำให้เรารู้สึกว่า อาหาร วัตถุ หรือสิ่งที่สัมผัสนั้น นุ่มลิ้น อร่อย รสชาติดี เวลาไปทานอาหารที่ไหนเราก็ใช้มาตรฐานของลิ้นเป็นค่าวัดว่าอร่อยหรือไม่อร่อย และเพราะลิ้นนี่เอง ทำให้เราต้องลุ่มหลงอาหารการกิน หลงรสชาติต่างๆ ที่เรานำเข้าปาก จึงต้องเสียเวลา เสียเงิน เสี่ยงชีวิตไปรับประทานอาหารเหล่านั้น ชีวิตของเราจึงถูกลิ้นกระตุ้นให้เราดิ้นรนไปหาของกินอร่อยๆ

                   

                  ๕) "กาย" (Touch) คือ อวัยวะสำคัญของชีวิต ที่ประกอบด้วยส่วนบนคือ ตั้งแต่คอขึ้นไปถึงศีรษะ ช่วงลำตัว แขนทั้งสอง และช่วงขา เท้า บนผิวหนังของร่างกายทั้งหมด ประกอบไปด้วยระบบประสาทรับรู้ เพื่อคอยรับและส่งข้อมูลจากสิ่งที่กระทบหรือสัมผัสสิ่งใดๆ 

                    เมื่อเราสัมผัสสิ่งต่างๆ ประสาทของกายจะบอกและรับรู้ได้ว่า สิ่งนั้น แข็ง นิ่ม อ่อน ร้อน เย็น อย่างไร ดังนั้น ประสาทส่วนนี้จึงเหมือนเป็นด่านปราการแรก ที่จะกระทบอากาศ สิ่งภายนอกก่อน ทำให้เรารับรู้บรรยากาศรอบตัวได้ว่า เป็นอย่างไร โดยทั่วไปประสาทนี้จะหาที่เหมาะสมกับร่างกายที่เต็มไปด้วยประสาททั่วตัว จึงแสวงหาแต่สิ่งนิ่มๆ นุ่มๆ ไม่ว่า ที่ก้น ที่หลัง ที่เท้า ฯ จึงทำให้เราตอบสนองกับวัตถุนิ่มๆ นุ่มๆ ต่อผิวกายเรา เช่น ที่นั่ง ที่นอน ที่วาง/สวมเท้า ที่วาง/สวมมือ ที่วาง/สวมศีรษะนิ่มน่วมนั้นทันที เพราะเหตุนี้หรือเปล่า ที่หนุ่มน้อย หนุ่มใหญ่ชอบ อาบ อบ นวด อิๆๆ

                     ธรรมชาติของร่างกายเมื่อแก่ชรา ร่างกายของเราก็จะเสื่อมลงทางผิวหนัง ทำให้สูญเสียระบบประสาทที่ไวต่อการสัมผัสไป ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น หมดสภาพลง ผิวหนังจึงหยาบกร้าน กระด้าง แห้งเหี่ยว กระนั้น เราก็ยังพยายามหาเครื่องบำรุง ประทินผิว ให้งาม ให้ดี ให้ขาว นิ่มนุ่มอยู่เสมอ เพื่อมิให้มันฟ้องความจริง  แต่เราจะฝืนทำได้นานแค่ไหนหนอ


               ๖) "ใจ" (Mind/Thought) คือส่วนที่ถือว่าสำคัญที่สุดในความเป็นมนุษย์ เพราะในสัตว์อื่นๆ ไม่มีสถานะคำว่า "จิต" ที่สมบูรณ์ คำว่า "จิต" เคยพูดและเคยอธิบายแล้วว่า เกิดมาจากหลายความเชื่อ ความคิด โดยมองในแง่กายภาพ จิตไม่มีตัวตน แต่สามารถอาศัยกายเราได้ เมื่อใครถามว่า มีใจหรือไม่ เราจะตอบว่า "มี" แต่เมื่อถามว่าอยู่ไหน ก็มักจะชี้ตรงที่หน้าอกด้านซ้าย คือ ที่หัวใจตั้งอยู่ นั่นคือ ใจหรือ??

                หัวใจทำหน้าที่เพียงแค่สูบเลือดหล่อเลี้ยงทั่วร่างกายเท่านั้น เพราะหัวใจส่งเลือดไปเลี้ยงทั่วกาย จึงทำให้กายอยู่ได้ จึงถือว่า หัวใจเป็นส่วนสำคัญที่สุด ดังนั้น ส่วนที่ถือว่า สำคัญเป็นอันดับต้นคือ ลมหายใจ ปอด สมอง ประสาท และความเป็นคือ "รับรู้ตัว" เราจึงหาที่อยู่ของคำว่า จิตหรือใจ ไม่เจอ มองในแง่ยุคใหม่ "จิต" อยู่ที่ระบบประสาทคือ "สมอง" (Brain) 

                   แต่เมื่อศึกษาระบบประสาทของสมอง ที่โยงใย โครงข่ายทางประสาททั่วร่างกาย ไม่พบคำว่า จิตเลย มีแต่ระบบเคมี ไฟฟ้า พลังงาน ที่ทำงานประสานกันอย่างซับซ้อนข้างใน แล้วจิตอยู่ไหน ในทางพุทธศาสนากล่าวไว้ว่า "จิต" ไม่มีตัวตน แต่อาศัยองค์ประกอบของร่างกายคือ จากอายตนะภายนอก (วัตถุภาพและอวัตถุภาพ อันจะเป็นข้อมูลของระบบประสาทข้างใน) ไปกระทบสอดคล้องกับระบบประสาทข้างในเรียกว่า อายตนะภายใน (ที่พูดอยู่นี้) เรียกว่า องค์ประกอบของจิตที่ทำงานอย่างเป็นระบบ เป็นกระบวนการ

                   จากนั้น ข้อมูลทั้งหมดไปรวมศูนย์ที่สมอง สมองกลั่นกรอง แยกแยะ วิเคราะห์ ออกมาเป็นข้อมูลที่เรียกว่า "รู้ รู้สึก" จากนั้น ก็ประมวลเป็นเอกองค์ที่เหนือพลความทั้งหมดด้วยคำว่า "จิต" แปลว่า รู้ คิด หากรู้ทั่วไปเรียกว่า สัญชาตแห่งความรู้ หากรู้แบบควบคุมได้และระงับได้ด้วยหลักคุณธรรมมาประประกอบให้เข้มขึ้น อันนี้เรียกว่า "ปัญญา สติ" ที่อยู่เหนือโลก (กระแสโลก) เหนือตน (อัตตา) 

                    ในแง่มุมมืด จิตเองก็มิได้เป็นไปตามหลักอุดมคตของศาสนาหรือสังคมดังกล่าว แต่มันกลับกระตุ้นตนเอง และไหลไปตามสัญชาต ที่ถูกสร้างมาตามวัตถุประสงค์ของสิ่งมีชีวิตเรียกว่า เพื่อความอยู่รอด เราจึงถูกใจชนิดนี้ หลอกเอา ลวงเรา ให้หลงจนมุม หรือคิดเข้าข้างตนเอง ไม่สามารถทวนกระแสสังคมโลกได้ นี่คือ แรงส่งที่สร้างศักย์ให้มันเองเกิดความชอบธรรม และมีเหตุมีผล อย่างมืดบอด


                  ๗) "กำลัง" (Energy) คือ กำลังหรือพลังงานที่ได้มาจากอาหาร และการย่อยของร่างกายแล้วสะสมพลังงานไว้ในตัวเอง ในห้องสมอง เจตจำนง กล้ามเนื้อ เอ็น และกระดูก กำลังมาจากไหน? คำตอบคือ มาจากพลังงานของแสงอาทิตย์ เช่น พืช สัตว์ ที่อยู่ในที่อับแสง มันจะพยายามแข่ง ยืดลำตัว หรือดิ้นรนหาแสง เพื่อความอบอุ่นร่างกาย เพราะแสงเป็นพลังงานที่จะไปกระตุ้นให้ระบบการทำงานข้างในพืช และสัตว์ทำงาน

                 หากจะว่าตามกายภาพ พลังงานอยู่ในความร้อน หรือการหมุนวน หรือการเผาไหม้ของสิ่งหลอมเหลว เช่น เราต้มน้ำ เกิดพลังดันของไอน้ำ แสงแดดเผาน้ำทะล ทำให้เกิดเป็นพลังงานการเผาไหม้บนผิวน้ำ ทำให้อากาศพองตัวและเกิดการเคลื่อนตัว จนกลายเป็นการขับเคลื่อนเป็นพลังเคลื่อนไว กลายเป็นพลังงานลมแทน จึงทำให้ลมพัดไปแบบวนเวียน และนำส่งไอน้ำไปยังที่ต่างๆ

                 ถ้าจะถามสืบไปอีกว่า ความร้อนจากดวงอาทิตย์มาจากไหน คำตอบ อยู่ที่การกำเนิดของจักรวาล ในช่วงการระเบิดเนบิวลา จากการระเบิดบิ๊กแบงครั้งแรก แรงเฉื่อยของการระเบิดเนบิวลา ทำให้สสารทั้งพลังมืดนั้น เกิดปฏิกิริยาแตกเป็นอะตอม กลายเป็นแสงประกายไฟ ชวนให้คิดถึง เฮราคลิตุส (Heraclitus) ที่บอกว่า "ทุกสิ่งทุกอย่าง เกิดจากไฟ"  เมื่อสสารที่กระเซ็นกระซ่านไปทั่วทิศ ก็ไปกระทบ (Crash) กัน บางส่วนก็เกาะกัน ดูดกัน จนเกาะเป็นดวงเทหวัตถุไป ดวงที่ใหญ่ก็กลายเป็นดวงดาวฤกษ์ ส่วนที่เหลือใกล้ๆ ก็กลายเป็นบริวาร (ดาวเคราะห์)

                 นี่คือ ที่มาของคำว่า ไฟดวงใหญ่คือ ดวงอาทิตย์ ต่อมานี่คือ ที่มาของคำว่า ระบบสุริยะ และนี่คือ ที่มาของคำว่า ชีวิต ชีวิตมีสมอง สมองคือ พลังงานที่สืบมาจากจักรวาลที่กล่าวนั้น ในห้วงห้าวแห่งอวกาศล้วนเต็มไปด้วยพลังงานทั้งสิ้นเช่น พลังงานแสง ลม  น้ำ ความมืด ชีวิต พลังงานจุล พลังงานเคมี พลังงานกล ฯลฯ 

                กาย คือ ผลผลิตของธรรมชาติที่เกิดจากกระบวนการพลังงานหลายองค์ประกอบมาทำปฏิกิริยากัน และเกิดพลังงานกลและพลังงานสสาร และพลังงานจิตขึ้น นี่คือ ที่มาของพลังงาน แล้วเราใช้พลังงานในตัวเราและพลังงานจากธรรมชาติได้อย่างสร้างสรรค์อย่างไรหรือไม่ เช่น สร้างความคิด สร้างผลงาน ต่อสังคม ชุมชนอย่างไร หรือนำพลังงานที่มีอยู่ไปสร้าง ทำลายคนอื่นหรือตัวเองหรือไม่


                  ๘) "ปัญญา" (Wit) คือ ผลพวงที่เกิดจากประสบการณ์และการฝึกอบรมจิตใจ ให้เข้มแข็งขึ้น สามารถท้าทาย มีพลังงานต่อต้านกับแรงภายในและภายนอกได้อย่างเข้มแข็งขึ้น และสามารถวางใจ อยู่เหนือกระแสโลกและกระแสตนเองได้อย่างเป็นกลาง ไม่หวั่นไหว 

                 คำว่า ปัญญา คำนี้ ไม่เหมือนกับคำว่า ความรู้ เพราะความรู้ เกิดมาจากความสามารถ ทางร่างกายขั้นเบื้องต้น จากการฝึกฝนเรียนรู้สหวิชาการต่างๆ เพื่อให้จำได้ หมายรู้ มีทักษะในกิจกรรมใดๆ จนสามารถนำไปสร้างสรรค์อะไรๆได้ ตามเจตนาของสังคมและตนเอง จนกลายเป็นอาชีพในการประกอบเลี้ยงตนเองได้ เรียกว่า ความรู้จากวิชาชีพ

                  ส่วนปัญญา มาจากกระบวนการทางจิตใจ หรืออารมณ์ข้างใน ที่ฝึกฝนตนเองให้เหนืออัตตารมณ์ตามปกติ จึงสามารถบังคับ ควบคุมอารมณ์ จิตใจ มิให้หวั่นไหวไปกับภาพเฉพาะหน้า และแรงกระตุ้นที่ยุยงอยู่ตลอดเวลา ถ้าใครฝึกฝนตนเองได้อย่างมั่นคง เป็นกลาง มองเห็นเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดได้รอบคอบ เรียกว่า "สุดรอบ" ถือว่า คนนั้น มีปัญญา ซึ่งมักจะมาคู่กับคำว่า สติ ที่แปลว่า รู้ตัวเอง

                 ในโลกความจริง มนุษย์มีศักยภาพแค่ไหนในการฝึกฝนหรือบังคับตนเอง ในการเผชิญกับแรงกระตุ้นต่างๆ ในแต่ละวัน มักเห็นเราพ่ายแพ้ตัวเอง พ่ายแพ้กิเลสข้างใน อ่อนแอต่อสัญชาตญาณตนเองทั้งสิ้น เราจึงตกชั้นในคำว่า ปัญญา นี่เสมอ ในศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์สวนทางโลก ซึ่งมีผู้เห็นคล้อยด้วย ส่วนผู้เห็นแย้งว่า ควรตามธรรมชาติ มากกว่าแรงแห่งอุดมมคติของมนุษย์ ท่านคิดอย่างไรในจุดนี้


                  ๙) "วิญญาณ" (Soul) คือวิญญาณเป็นมวลชีวิตที่มาก่อนเป็นชีวิตและหลังเป็นชีวิต ในพุทธศาสนาให้ความหมายคำนี้ว่า ญาณหยั่งรู้ปกติ จากกิจกรรมของชีวิต เช่น ตาเห็นรูปวัตถุ ก็เกิดความรู้จากตาเป็นลำดับแรก แต่ยังไม่ถึงไปถึงญาณทัศนะ "ญาณ" แปลว่า รู้ "วิ" แปลว่า ต่าง แจ้ง รวมกันกลายเป็น วิญญาณ แปลว่า รู้เกินปกติ เหมายถึง รู้ที่ละเอียดลึกซึ้งกว่าระบบประสาททางตา เช่น วิญญาณ ที่ถือว่า เป็นดวงจิต ก่อนเกิด เป็นญาณที่บริสุทธิ์ บางท่านเรียกว่า จิตปภัสสร (จิตสะอาด) เพลโตบอกว่า "จิตต้นแบบ"

                  ส่วนจิตหลังตาย หมายถึง วิญญาณ ที่เราถือว่า ผี นั้น เป็นดวงจิตที่ออกจากร่างแล้วตระเวนหาร่างเกิดใหม่ ถ้าพบร่างนั้น ถือว่า รู้ชัดแล้วว่า จะเกิด เป็นตำแหน่งแห่งการจุติอีกที หากไม่เจอ ก็จะกลายเป็นดวงสัมภเวสี หาที่เกิด ที่จุติใหม่ จนกว่าจะพบชัยภูมิที่เหมาะสมครับ

                 แต่วิญญาณในที่นี้คือ จิตต้นธาตุแท้ ในขณะยังมีชีวิตอยู่ เหมือนกับตัวตนต้นธาตุแท้ๆ ของการดำรงชีวิตอยู่อย่างแท้จริง เช่น เราบอกว่า เรามีความเป็นครูด้วยจิตวิญญาณที่แท้จริง เราเป็นนักกีฬาที่เต็มจิตวิญญาณแท้ หมายความว่า ความเป็นของเราในฐานะนั้นๆ อย่างเต็มที่ เต็มพลัง อย่างทุ่มเท เช่นเดียวกัน การเป็นมนุษย์ของเรา ในขณะมีชีวิตอยู่ ก็เป็นอย่างเที่ยงแท้ ไม่มายา ไม่มโน ไม่จอมปลอม จึงเรียกว่า เป็นมนุษย์ครบบริบูรณ์

                   คำถามคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า คนนั้นหรือเราเป็นผู้มีจิตวิญญาณอย่างแท้จริงสมบูรณ์แบบได้ละ นี่คือ ปัญหา เราอาจจะบอกคนอื่นเช่นแบบนี้ แต่คุณภาพข้างในเราเป็นไม่เต็มร้อย หรือเป็นไม่ถาวร หรือเป็นอย่างไม่แท้จริง ที่เป็นนั้น เป็นเพราะภาษาและอารมณ์เช่นนั้น มันพาไปเช่น เวลารัก เวลาอกหัก เราจะอาจบอกว่า รักคือ ชีวิต รักคือ มายา ก็ได้


                   ๑๐) "เจตจำนง" (Will) คือ  ความตั้งใจ ความรอบคอบ การวางแผน การวางเป้าหมาย หมุดหมายไว้ก่อน แล้วดำเนินกิจกรรมนั้นไปตามที่เราวาดหวัง หรือตั้งใจไว้  ในชีวิตเรา ล้วนเต็มไปด้วยเจตจำนงหลายอย่าง หลายสิ่ง และสร้างใหม่ (เจตจำนง) นี้เรื่อยๆ ทำให้เราไม่รู้ว่า แก่นแท้ของเจตจำนงใดคือ เป็นของถาวรของเรา เช่น การมีหลักในการดำเนินชีวิตตั้งแต่เกิด การยึดหลักใดทำงาน เป็นต้น

                   รุสโซ่บอกว่า มนุษย์มีเจตจำนงสองอย่างคือ ๑) เจตจำนงแบบส่วนตัว (Individual Will) ๒) เจตจำนงแบบส่วนรวม (General Will) เรามักจะเอาเจตจำนงส่วนตัวเป็นสะพานเชื่อมเจตจำนงส่วนรวม หรือเราเอาเจตจำนงส่วนรวมมาเชื่อมโยงส่วนตัวกันแน่

                 ทั้งหมดนี้คือ ตำหนักหรือเสาหลักที่เราจมจ่ออยู่กับชีวิตที่มีฐานกรอบเหล่านี้ สร้างสรรค์ให้เราติดหล่มกับมัน และเราก็มองว่านี่คือ ศักยภาพของเราหรือความสามารถที่เรามี มองตื้นๆก็ใช่ แต่มองให้ลึกในฉากหลัง เราหลงหรือเราใช้ตนเองเป็นหลักฐานมัดตัวเอง หรือเรากำลังใช้ตัวเองเป็นตัวประกันคนอื่นและสังคมโลกนี้กันแน่  

                 ดังนั้น เราจะออกและสำรวจกรอบหรือศักย์เหล่านี้ โดยไม่อาศัยมันแบบเต็มที่ได้หรือไม่ หรือท่านว่า ท่านปฏิเสธส่วนนี้ไม่ได้ เพราะนี่คือ "ตัวฉัน" ครับ ช่วยวิเคราะห์ดูสิครับพี่น้อง

--------------------(๗/๙/๕๗)----------------------