ตอนที่แล้วได้ปูพื้นเรื่อง ปัญหาในสังคมไทย ที่เผชิญกับปัญหาสารพัด ที่ถาถมเข้ามา เพราะอยากรวย อยากสบาย อยากเหมือนประเทศอื่นเขา  เลยอาศัยทางลัดคือ หาทางร่ำรวยง่ายกว่า เช่น ค้ายาบ้า หาทุจริต การพนัน คอร์รัปชั่น โกงกิน ขายตัว ขอพร ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นับถือเจ้าพ่อ เจ้าแม่ต่างๆ หมอดู หมอดวง สืบชะตา เสริมดวง แก้กรรม ฯ จึงเกิดสำนัก เกิดสำคัญตนว่าเป็นเจ้าทรง องค์เทพทั้งหลาย ส่วนพระก็สร้างเครื่องรางของขลัง นั่งปลุกเสก หาเลข สักยันต์ บอกใบ้ ทายดวง ฯ นี่คือ การตอบสนองความต้องการของลูกค้า เข้าลักษณะดีมานด์ ซัพพลาย

                     ดังที่กล่าวแล้วว่า เราเคยเป็นประเทศเกษตรกรรมมาก่อน พอเข้าสู่สังคมทุนนิยม และบริโภคนิยมแบบสมัยใหม่ จึงทำให้คนรุ่นใหม่ หลงใหลวัตถุนิยม แสวงหาแต่เครื่องบำรุง บำเรอ ปรนเปรอ เห่อหิ้วข้าวของ มาครองครอบไว้ จนเต็มบ้าน เต็มห้อง สิ่งที่แลกมาคือ เงิน เมื่อหาเงินได้มาก วัตถุก็มากตามด้วย ในขณะเดียวกัน พ่อค้า นายทุน ก็เสนอสนองแรงปรารถนาผู้เสพไม่หยุดหย่อนด้วยเช่นกัน 

                 คนกลุ่มนี้คือ กลุ่มคนเมืองที่มีอำนาจในการซื้อ บริโภคสิ่งที่ต้องการ จนเกินความจำเป็น เพราะทนต่อสิ่งยั่วยุไม่ไหว ผู้หญิงก็ต้องเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า อาหาร เครื่องแต่งตัว รถยนต์ มือถือ เครื่องสำอาง ฯ ผู้ชายก็เน้นเสื้อผ้า อาหาร เกม รถยนต์ มือถือ คอมพ์ สถานบันเทิง กาม และกีฬา ฯ นี่คือ ไลฟ์สไตล์ของคนกรุง

                    เมื่อคนเมืองแสด'ออกเช่นนั้น กลับกลายเป็นแม่แบบ พ่อแบบ ที่คนชนบทเอาอย่างบ้าง คนชนบทก็อยากเห็น อยากได้เหมือนคนกรุง คนเมืองทำบ้าง เพื่อเสริมสร้างฐานะ บุคคลิกภาพ พัฒนาตัวเอง ให้เป็นเช่นคนเมือง จะได้ดูทันสมัย ทันคนเมืองบ้าง เป็นเรื่องความไม่พอหรือมีความบกพร่องในตัวเองเสมอของผู้คน คนกรุงเองก็เลียนแบบมาจากต่างชาติ เช่น หัวแดง ผมแดง ผูกไท กินไก่เคเอฟซี กินฟาสท์ฟูด ซูดแอร์เย็นๆ เดินเล่นในห้าง เจาะหู เจาะลิ้น ใส่เสื้อสายเดี่ยว กางเกงรัดรูป เปิดอกตูมๆ ฯ

                     อิทธิพลของคนเมืองที่มีสรรพสิ่งกระตุ้นให้ต้องซื้อ ต้องบริโภคเต็มที่ จึงต้องทำงานหาเงินให้ได้มากขึ้น เมื่อมีปัญหาการเลี้ยงชีพ การใช้จ่ายเลี้ยงตัวเอง จึงต้องหาลัดให้ได้เงินทอง เช่น ปล้นบ้าง ขายยาเสพติด ลักขโมย หลอกลวง คดโกง ต้มตุ๋นเอา หรือไม่ก็หาทางเสริมดวง เสริมบุญ แก้กรรม แก้ดวง เปิดโชค เปิดลาภ ต่อชะตา หาของขลัง หวังให้ตนเองแก้อุปสรรคชีวิตให้เจริญ ร่ำรวยขึ้น

                      การกระทำเช่นนี้ เลยเข้าทางพวกหลอกลวง ที่จ้องหาเหยื่อที่จิตอ่อนแอ อ่อนไหวไปตามสังคม จึงหาทางหลอกลวงแบบแยบยล ที่คนไม่รู้ ไม่ระวัง ไม่รู้จัก เพียงแค่ให้ตนรู้สึกดี สบายใจหรือแก้เรื่องไม่ดีออกไป จึงไม่แปลกที่สังคมปัจจุบันเกิดสำนัก ตำหนักต่างๆ ขึ้น เกิดฤาษี เกิดเจ้าพ่อ เจ้าแม่ต่างๆ ขึ้น เกิดเกจิเสริมดวง เสริมโชคลาภ เกิดอาจารย์เพี้ยนๆ หาเลข หาหวย สักยันต์ เสริมปารมี ต่อชะตา ดูไพ่ ดูดวง แก้กรรม บังสุกุล อาบน้ำมนต์ พ่นน้ำลาย ฯ สารพัด เกจิ อาจารย์ ตำหนัก เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ฯ เพื่อตอบสนองคนหัวใจล้มเหลว
                       เนื่องจากว่า สังคมไทยเดิมนับถืออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำให้เยื่อใยของชาวบ้าน หรือคนป่าสมัยก่อน ยังหลอกหลอนลูกหลาน จนมาถึงปัจจุบัน เพราะไม่สามารถเข้าถึงหลักศาสนาของตนได้ และขาดรากฐานปัญญา ในการพัฒนาให้ก้าวผ่านจุดนี้ได้ ในขณะเดียวกัน ผู้ชี้ทางที่ถูกต้องเหมาะสมก็ไม่มี ทางราชการบ้านเมืองก็ปล่อยให้ชาวบ้านดำเนินไปอย่างเสรี จนทำให้สังคมจมไปด้วยเทพเจ้าต่างๆ เต็มไปด้วยเกจิ อาจารย์ หมอดู หมอดวงมากมาย เพื่อแสวงหาเงินทอง หลอกลวงชาวบ้าน คสช. ควรจะจัดระบบนี้ด้วยครับ

                      ผู้เขียนได้สำรวจตามสื่อต่างๆ พบว่า เรื่องเหล่านี้ มีแทบทุกที่ ทุกจังหวัด แม้แต่ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองที่ถือว่าเจริญในด้านปัญญา วิชาการ แต่กลับกลายเป็นแหล่งกำเนิดตำหนักมากมาย เกิดหมอดู หมอดวงต่างๆ ทั้งพระสงฆ์และฆราวาส จำนวนมาก ซึ่งพอประมวลได้ดังนี้

                      ๑) “ความเชื่อในเรื่องปาฏิหาริย์” ของพระเกจิดัง ในอดีต ซึ่งยังมีการกล่าวถึงกันอยู่ มีการโฆษณาเรื่อง ความศักดิ์สิทธิ์ ความขลัง ปาฏิหาริย์ต่างๆ นานา ของอดีตพระสงฆ์เหล่านั้น เช่น หลวงพ่อโต พรหมรังสี หลวงปู่สุข หลวงปู่ทวด หลวงพ่อสด หลวงพ่อปาน หลวงพ่อเงิน หลวงพ่อยิด หลวงพ่อคง หลวงพ่อคล้าย หลวงพ่อแช่ม ฯ                                   ความเชื่อในกลุ่มนี้ ยังคงนับถือและบูชาท่านในแง่ว่าท่านมีสงฆคุณ มีอิทธิคุณ มีพลังอานุภาพ ที่จะดลบันดาลให้คนทั้งหลายเกิดความสำเร็จ เกิดความขลัง สมดังเจตนา เมื่อเวลาอยากรวย อยากดัง อยากมี อยากปลอดภัย อยากมีอำนาจ ฯ กลายเป็นว่า ความต้องการของชาวบ้าน ไปกระตุ้นให้พระสงฆ์ดำเนินชีวิตสมณะไปเช่นที่ฆราวาสต้องการคือ ต้องขลัง ศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธิคุณไป จนเกิดพ่อค้านำเอาจริยวัตรของท่านไปโฆษณา อวดอ้างสรรพคุณ ออกเหรียญ ออกวัตถุมงคลไปในที่สุด ซึ่งสวนทางกับคำสอนของพระพุทธองค์

                                           

                     ๒) “พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์” เป็นเรื่องที่เราแยกไม่ออกว่า ชาวพุทธเชื่อมาอย่างไร นานแค่ไหน ที่ไหลลื่นไปสู่การกราบไหว้ ขอพร ขอความสำเร็จแก่ตนเอง มีพระพุทธรูปที่ดังมากมายในประเทศไทย ที่ถูกเชื่อจนฝังใจว่า มีความศักดิ์สิทธิ์ มีพลานุภาพต่อการขอ การกราบไหว้เช่น พระแก้วมรกต หลวงพ่อโต ที่ประจำอยู่ในวัดต่างๆ หลวงพ่อโสธร หลวงพ่อพระชินราช หลวงพ่อบ้านแหลม พระพุทธสิหิงค์ หลวงพ่อเพชร หลวงพ่อมงคลบพิต หลวงพ่อวัดไร่ขิง พระทศพลศากยมุนีประธานพุทธมนฑล ฯลฯ

                        มีพระพุทธรูปอีกมากมายในประเทศไทยที่ถูกเชื่อว่า มีชีวิต จิตใจ มีความศักดิ์สิทธิ์ ในองค์ท่าน ที่ชาวไทยเชื่อว่า เมื่อมากราบไหว้บูชา ขอพร บนบาน สัญญาว่าจะทำอย่างนี้ อย่างนั้น เมื่อสำเร็จสมประสงค์ จึงเชื่อว่า ท่านมองเห็นหรือดลให้เป็นไปเช่นนั้น จึงฝังความเชื่อว่า เป็นของศักดิ์สิทธิ์สนิทใจ ซึ่งความจริงเป็นการตัดสินใจและประเมินเอาจากความสำเร็จของผู้ไหว้ทั้งสิ้น

                     ๓) “พระธาตุ เจดีย์”  สถานที่ชาวไทยเดินทางไปกราบไว้ ขอพรอีกที่คือ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในวัดหรือในที่ปลูกสร้างเป็นวัง เป็นวัดเก่า เป็นสำนัก ตำหนักต่างๆ เพราะเราเชื่อว่า ชีวิตมีอุปสรรค ต้องขอพร ขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาลให้สิ่งต่างๆ ผ่านไปด้วยดี การกราบ การไหว้ สถานที่ต่างๆ จึงเกิดนิยมกันขึ้นมา เช่น  พระธาตุไชยา พระเจดีย์นครปฐม พระเจดีย์ดอยสุเทพ พระธาตุพนม พระธาตุเจดีย์ ฯ

                      พระธาตุดอยตุง พระธาตุแช่แห้ง พระธาตุช่อแฮ พระธาตุนาดูน และพระธาตุต่างๆ อีกมากมาย สถานโบราณ เหล่านี้ คนไทยถือว่า เป็นสิ่งที่มีความศักดิ์สิทธิ์ จึงต้องกราบไหว้ บูชา ขอพร ขอโชค ขอลาภ ขอให้ได้แต่สิ่งดีๆ กลายเป็นสถานบนบาน ศาลเจ้า ที่ขอพร ขอความสำเร็จไป เป้าหมายโบราณท่านสร้าง เพื่อระลึกถึงความดี คุณของบุคคลสำคัญ เพื่อเป็นอนุสรณ์ แต่เรากลับเปลี่ยนให้เป็นเหมือนเทพเจ้าแห่งที่ขอพรไป

                      ๔) “อำนาจแห่งเครื่องลางของขลัง” นี่ก็เป็นสิ่งที่คนไทยให้ความสำคัญ ในการกราบไว้ บูชา ห้อยคอ พกติดตัว เพื่อเสริมความมั่นใจ การค้า การขาย เป็นมงคล แคล้วคลาด ปลอดภัย และความสำเร็จ จุดนี้มาจากอำนาจของพุทธคุณในพระสงฆ์ตั้งแต่พระพุทธเจ้า ไปถึงสาวกสงฆ์ จนปัจจุบัน ความเชื่อว่า พระสงฆ์คือ แหล่งกำเนิดแห่งพุทธคุณ อิทธิคุณ เราจึงเคารพกราบไว้ บูชา แขวนคอ พกติดตัวไป พระเครื่อง ของขลังที่เรารู้จักกันดีคือ พระร่วงรางปืน พระสมเด็จ พระผงสุพรรณ พระนางพระยา พระขุนแผน พระรอด รูปหล่อ รูปเหมือน พระกริ่ง พระผง สมเด็จวัดระฆัง พระซุ้มกอ พระปิดตา ฯลฯ

                       นอกจากนี้ ยังมีเครื่องเสริมดวง เครื่องเรียกเสน่ห์ เสริมมงคล มนต์ขลังอื่นๆ เช่น ปลัดขิก นางกวัก ตะกรุด ว่าน มีด สมุนไพร ผ้ายันต์ น้ำมนต์ น้ำมัน กุมารทอง ลูกประคำ แหวน สร้อยคอ ด้ายผูกแขน เบี้ย ผ้าสีต่างๆ และรูปเจว็ดต่างๆ ทั้งหมดเหล่านี้ ล้วนเป็นเครื่องส่งเสริมสร้างสม ให้เกิดอิทธิปาฏิหาริย์ให้ชีวิตผู้เคารพนับถือ เจริญ รุ่งเรือง ในเรื่อง การดำรงชีวิต การค้าขาย การทำงาน ฯ

                                                  
                

                 ๕) “สักยันต์” การสักยันต์เป็นเรื่อง ความขลัง พลังอำนาจลึกลับ เพื่อเสริมอำนาจ พลังใจ ให้เกิดฤทธานุภาพขึ้นมา คนสมัยก่อนใช้คาถาในทางศาสนามาเป็นหัวใจในการจดจำ ท่องบ่นภาวนา แต่เพราะมีมากและอาจยาว จำยาก จึงคิดหาทางให้อยู่กับตนแบบถาวร จึงกลายมาเป็นการสักเอาหัวใจคาถาคำสอนนั้นไว้ในตัว กระนั้น ก็ยังหวังให้คาถาเหล่านี้ มีฤทธิ์ มีความศักดิ์สิทธิ์ในตนเอง สำนักที่โด่งดังคือ อ.ทอง สนธิรอด อ.หนู กันภัย อ.ถึง คงทน อ.เดช อ. ต๋อย อ.โกมินทร์ ฯลฯ

                     หมุดหมายดั้งเดิมคือ เพื่อให้เป็นสิ่งเตือนใจ ท่องบ่นภาวนากับหัวใจคำสอนนั้นๆ แต่ต่อมา คนไทยกลับนำมาเป็นเครื่องเสริมพลังกาย ใจ ในยามออกศึกรบศัตรู นัยว่าจะได้อยู่ยงคงชาตรี หนังเหนียว จนกลายเป็นค่านิยมของผู้ชายไทยไป ต่อมาอีก กลายเป็นเรื่องสำคัญในการสักยันต์เสริมอำนาจ ปารมีไป และที่สุดก็กลายมาเป็นสักสวย สักงาม สักศิลปะในที่สุด 

                      ๖) “พระเกจิ” เป็นพระสงฆ์ที่สนองความต้องการของชาวบ้าน ที่ต้องการอยากแก้ เสริม ตัด เปิด ดู ดวง โชค ลาภ ฯ ให้การดำเนินชีวิตดีขึ้น พระเกจิแปลว่า "ต่างพวก" คือ ต่างจากพระทั่วไป ที่สั่งสอนชาวบ้านตามหลักการศาสนา แต่พระเหล่านี้จะเอาใจประชาชน คนที่จิตใจอ่อนแอหรือชอบหาความร่ำรวยแก่ตน เมื่อชาวบ้านเรียกร้องหรือแสวงหาสิ่งเสริมสร้างกำลังใจ พระก็เลยสนอง ทำให้เกิดพระเกจิต่างๆมากมายทั่วเมืองไทย จนเกล่อเกลื่อน สะเทือนวงการศาสนาว่า กำลังเดินผิดเพีัยนตามพุทธประสงค์

                     ชาวบ้านเชื่อว่า พระสงฆ์จะมีคุณ มีปารมี มีอำนาจลึกลับ มีความศักดิ์สิทธิ์ในตัว เหมือนเป็นผู้วิเศษที่จะเสกสรรปั้นผลให้พวกเขาได้ ในขณะเดียวกัน ก็เกิดความต้องการทั้งสองฝ่ายขึ้นมา ทำให้พระสงฆ์เสียสมณาชีพ ส่วนชาวบ้านก็เสียจุดยืนในการเข้าหาศาสนาผิดไป

                      พระเกจิที่ดังๆในอดีตคือหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้วจ.นครปฐม หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่าจ.ชัยนาท หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติการามจ.พระนครศรีอยุธยา หลวงปู่เอี่ยม วัดหนังจากกรุงเทพมหานครหรือเมืองบางกอก หลวงพ่อเงิน วัดบางคลานจ.พิจิตรหลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตกจ.นครปฐม หลวงพ่อทอง วัดคีรีนาถบรรพต (เขากบ)จ.นครสวรรค์ หลวงพ่อปาน วัดคลองด่าน (วัดบางเหี้ย) จ.สมุทรปราการ หลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว จ.กาญจนบุรี หลวงพ่อจอน วัดดอนรวบ จ.ชุมพร  (https://sites.google.com/site/patihan2009/10-sud-y…                                       

                        ส่วนพระเกจิปัจจุบัน คือพระธรรมธีรราชมหามุนี  พระเทพภาวนาวิกรม  พระมงคลวรากร หรือที่ชาวบ้านมักเรียกขานว่าหลวงพ่อชาญ อิณมุตโต หลวง ปู่ทิม อัตตสันโต แห่งวัดพระขาว หลวงพ่อพูน วัดบ้านแพน หลวงพ่อหวล วัดพุทไธสวรรย์ หลวงพ่อสวัสดิ์ วัดศาลาปูน หลวงพ่อเพิ่ม วัดป้อมแก้ว และหลวงพ่อรวย วัดตะโก  หลวงพ่อทองดำ อินทวังโส หลวงปู่แย้ม ปิยวัณโณ หลวงพ่อเสนาะ ปัญญาวโร พระเทพวิทยาคม หรือหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ หลวงพ่อหนูอินทร์ กิตติสาโร หลวงปู่สิงห์ โสภโณ หลวงตาพวง สุขินทริโย หลวงปู่จาม มหาปุญโญ พระมงคลวิสุทธิ์ หรือหลวงปู่สุภา กันตสีโร (http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURO…

                   ทั้งหมดนี้คือ ผลพวงมาจากความต้องการของชาวบ้าน แต่พระสงฆ์เหล่านี้ ท่านก็ดำเนินวิชีวิตไปตามศรัทธาของชาวบ้าน ไม่รู้ว่าเราใช้ท่านผิด หรือท่านใช้เราผิด นี่คือ หนึ่งในพฤติกรรมของชาวพุทธ ที่ใช้อำนาจความอยาก มาเป็นตัวชี้นำคำว่า อิทธิและศักดิ์สิทธิ์จนเกินไป

                                                                                                 
              

                       ๗) “ตำหนักเจ้าแม่ เจ้าพ่อ” เป็นที่ประจักษ์ดีว่า ปัจจุบัน เราจะได้ยินชื่อตำหนักโน้น ตำหนักนี้อยู่กันทั่วไปมานานทั้งกรุงเทพ และต่างจัหวัด สะท้อนให้เห็นว่า คนไทยเชื่อเรื่อง เจ้า เรื่องทรง ที่สามารถบำบัดทุกข์ได้ สักการะ กราบไหว้ ขอพร ขอโชค ขอความสำเร็จให้แก่ตน ตำหนักดังกล่าวคือ ตำหนักเทวาประสิทธิ์ ตำหนักปู่เจ้าฤาษีรารายณ์ ตำหนักดาราภิรมณ์ ตำหนักทรงองค์เทพ ตำหนัดเทพมุนี ตำหนักเจ้าแม่ตะเคียนทองและสำนักอื่นๆ อีกมากมาย ฯลฯ                                              

                      นอกจากนี้ ก็มีร่างทรงพระมหากษัตริย์ไทย ร่างทรงเทพเจ้าต่างๆ ผีต่างๆ วิญญาณต่างๆ ทรงกุมารทอง ทรงพ่อแก่ ทรงพระยานาค ฯ เหล่านี้คือ กลไกในการหลอกลวงบนศรัทธาของชาวบ้าน ซึ่งจะว่าไปก็เข้าลักษณะว่า ตบมือข้างเดียวไม่ดัง จึงกลายเป็นตำหนักถาวร ที่คอยอาศัยน้ำเลี้ยงจากคนที่หลงงมงายสิ่งเหล่านี้อยู่

                                                
             

                     ๘) “ฤาษี” กลุ่มนี้กำลังสร้างแรงศรัทธาเพิ่มขึ้น จากคติความเชื่อเดิมๆ ที่ชาวอินเดียแสวงหาโมกษธรรม เพื่อให้หลุดพ้นจากโลกมายา เพื่อเข้าถึงอาตมันหรือปรมาตมัน จนเกิดการแสวงหาทางต่างๆ ในแถบแม่น้ำ ภูเขา เที่ยวเร่ร่อนไปต่างๆ เพื่อค้นหาสัจธรรมของตน แต่พอมาอยู่ในไทย ฤาษีกลับปรากฏเป็นผู้แสดงเหมือนสองภาพคือ ผู้แสวงหาความสงบในป่า ในถ้ำ และเป็นเจ้าสำนักเปิดการรักษาคนป่วย ช่วยเหลือคนจน บอกใบ้ บอกหวยก็มี 

                   กลุ่มนี้ เริ่มมีมากขึ้นในปัจจุบัน เช่น ฤาษีตาไฟ ฤาษีขี้เถ้า ฤาษีภคินีนพเก้า ฤาษีนารอด ฤาษีเทพนรสิงห์ ฤาษีนารายณ์ ฤาษีพรหมไกรสร ฯลฯ ฤาษีเหล่านี้ มีทั้งผู้หญิง ผู้ชาย ทั้งที่เป็นพระครึ่ง คนครึ่ง เป็นหมอครึ่ง ร่างทรงครึ่ง ฯ มีหลากหลายตามจริตของแต่ละคน ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เชื่อ ศรัทธาในอำนาจเหล่านี้
                   ๙) “หมอ” คำว่า หมอ หมายถึง หมอดู หมอพยากรณ์ ซึ่งรับจ้างดูโชคชะตาราศี ดวงดาว ต่างๆ เพื่อให้เกิดกำลังใจหรือแก้สิ่งที่ไม่ดี ให้ดีขึ้น ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ตนเองดำเนินกิจการต่างๆ ได้อย่างราบรื่น  ทำให้เกิดอาชีพหมอมากมายในเมืองไทย ที่หากินอยู่กับความไม่แน่นอนและการพยากรณ์ของหมอ เท่าที่พอทราบคือ   

                                                 
                

                   หมอปลา (ปราบสัมภเวสี) หมอปลาย (ทำนายหายนของโลก) หมอเขียว (รักษาโรค) หมออ.อุบล (บ้านปีรมิดอ้างฤทธิ์รักษาโรค) ดร.กัญจิรา (หมอโหรทำนาย) นอกจากนี้ ยังมีหมอชาวบ้าน ที่มักอ้างว่ารักษาโรคโน่น โรคนี่ได้สารพัด ทำให้ผู้คนที่หมดทาง สิ้นหวังหลงงมงายกันไป เสียเงิน เสียทอง แต่ก็ไม่หายขาด

                ทั้งหมด (หมอ ตำหนัก ฤาษี) ที่กล่าวนี้ เหมือนเป็นช่องทางทำมาหากินในเมืองไทย ได้สบาย เพราะมีคนไม่รู้เล่ห์เหลี่ยม กลุ่มคนเหล่านี้ มีปรากฏจากเวบไซต์ต่างๆ ที่เผยแพร่ในยูทุบมากมาย ฉะนั้น เราควรพิจารณาว่า ทางเลือกเหล่านี้ ถือว่ารอบคอบหรือยัง หรือถามตัวเองก่อนได้ไหมว่า เราเชื่อ เพราะอะไร มีเป้าหมายอย่างไร อย่าลืมว่า ยิ่งมีผู้คนแสวงหาความร่ำรวยมากขึ้น ก็ยิ่งมีคนที่หาทางรวยเหนือกว่าจนมากขึ้นเช่นกัน

                ฉะนั้น พึงสังเกตหรือตั้งข้อสงสัยในลักษณะการหลอกลวงของเจ้าพ่อ เจ้าแม่ ว่ามีลักษณะดังต่อไปหรือไม่คือ ๑) ช่วยคน เชิงบังคับจ่าย เสนอการขาย ๒) เปิดตำหนัก เน้นเชิงธุรกิจ ๓) ไร้ ศีล 5 ขาดประพฤติ ๔) จะไปงานไหว้ครูองค์เทพ หรือจะไปเดินแฟชั่น อวดอลังการ ขาดความสำรวม  ๕) นั่งมัวเมาเหล้า เดินอมครันบุหรี่ไปทั่วงานไหว้ครู ๖) ไปนั่งนินทา อิจฉาหาเรื่องชาวในงานไหว้ครู ๗) กล่าวคำหยาบคาย ตกต่ำ ในงานไหว้ครู ๘) จับกลุ่มพูดคุยเป็นต่อยหอย ปากไม่หยุดขยับ ไม่สนพิธี ๙) คุยโอ้อวดว่าข้ามีองค์นี้ องค์นั้น โดยที่เขาไม่ได้อยากรู้ ๑๐) เล่นคุณไสยมนต์ดำ อัปมงคล ทำร้ายผู้อื่น

                  มีคำแนะนำจากสยามคเณศดอดคอม กล่าวว่า “งานพิธีไหว้ครูต่างๆ เป็นการเต้นรำ บรรดาผีต่างๆ แต่งตัวมาเลียนแบบเทพ กันสนุกสนาน ท่านสังเกตุเถิดว่า พระแม่กวนอิมต้องมาฟ้อนรำกับกุมาร หรือพระศิวะ กุมารต่างๆ หรือมหาเทพอย่างพระแม่อุมา จะมาฟ้อนเต้นแร้งเต้นกากับผี หรือกุมารต่างๆ อย่างนั้นหรือ..?

                  แท้จริงแล้วเทพต่างๆ ล้วนอิ่มทิพย์ ไม่ต้องมาทรมานสังขารมนุษย์ เพราะมันเป็นบาป นั่งสั่นๆ หงายท้อง เคี้ยวหมาก หรือดูดบุหรี่ทีละ ๔-๕ มวน อันนั้นมันผีชัดๆ หรือพูดจาด่าทอสาปแช่งมนุษย์ หากมีจิตใจไม่ดี หรือไม่มีศีลธรรมคงไม่เป็นเทพหรอกครับ ยกเว้นพวกผีชั้นต่ำเท่านั้น! บางตำหนักทรงก็เป็นผีชั้นดี ต้องการสร้างบุญจริงๆ ไม่เก็บเงินใดๆ เอาไปทำบุญ แต่หากให้รับขันธ์ ก็ผิดอีกนั้นแหละ ไปเอาพวกผีด้วยกันมาใส่ตัวชาวบ้านให้ได้รับความเดือดร้อนกัน”

                 ๑๐) “โชเชียล มีเดีย” สุดท้าย อิทธิพลของสื่อ คือ อำนาจแห่งฤิทธิ์ แห่งปาฏิหาริย์เต็มจอ เต็มตา เพราะมีคลิป มีโฆษณาต่างๆ มากมาย ที่เสนอซ้ำๆ ซากๆ ต่อสายตาของเราอย่างเลี่ยงไม่ได้ ในโฆษณาเหล่านี้ แฝงด้วยภาษาแห่งความมายา โกหก หลอกลวงที่ถูกกฎหมาย (หรือไม่) จนทำให้คนดูเกิดอาการคล้อยตาม จนต้องเสียเงิน ในภาพโฆษณานั้น ใช้ภาษาเว่อร์สุดๆ 

                 นี่คือ ปาฏิหาริย์อย่างแท้จริง เช่น เครื่องสำอางใช้ปุ๊บดีปับ ปุ๋ยใช้ปับ เกิดผลปับ เครื่องดื่มชูกำลังดื่มแล้วมีกำลังวังชา ฯลฯ สังเกตดูเถิด ท่านจะเห็นว่า นี่คือ อำนาจภาษากับภาพที่เขาหลอกตา ให้เราบ้า จนต้องเสียเงิน เป็นเรื่องมหัศจรรย์แห่งการหลอกลวง กลุ่มที่ผลิตสินค้าไม่สนใจหรอกว่า จะเกิดอะไรต่อจิตใจ เป้าหมายของเขาคือ การตัดสินใจซื้อสินค้า ที่โฆษณาเว่อร์นั้นเยอะๆ

                  อันนี้ รวมไปถึงสื่อทุกชนิดในเมืองไทยทั้งดาวเทียม อินเตอร์เน็ต ทีวี ยูทุบ  FB IG ฯลฯ นี่คือ เจ้าแม่แห่งมายาปาฏิหาริย์ เราจะใช้สิ่งศักดิ์ อิทธิปาฏิหาริย์ จากบุคคลที่เรากราบไหว้ ศรัทธา วิทยาธร ทั้งหลาย เป็นสิทธิ์ของท่าน แต่ท่านกำลังใช้สิ่งเหล่านี้ บุคคลเหล่านี้ไปเพื่อทอด "สะพาน" ไปหาความโชคดี มีชัย ร่ำรวยเท่านั้นหรือ สิ่งเหล่านี้อาจกลายเป็น "ดาบ" บาดมือ บาดใจท่านได้ หากไม่รู้จักใช้ปัญญาและแก้ปัญหาอย่างเข้าใจครับ

————————–(๑๔/๗/๕๗)————————–