มีความเห็นที่ขัดแย้งสองกลุ่มในเรื่อง "จิต" ที่นิยามและตำแหน่งศึกษา กลุ่มแรกคือ กลุ่มศาสนาที่เน้นศึกษาจิตในแง่นามธรรม ที่มีผลต่อการแสดงออก กลุ่มหลังคือ กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ ที่เน้นศึกษาด้านมวลสารและศักยภาพของสมอง ทั้งสองมีแนวคิดต่างกัน กลุ่มแรกจะอิงอำนาจที่ลึกลับหรือผู้มีอำนาจแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ส่วนกลุ่มที่สองเน้นศึกษาด้วยเครื่องมือที่วัดได้ พิสูจน์ได้ 

                       รากเหง้าความคิดและการสร้างความเชื่อของกลุ่มแรกมาจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่สร้างให้มนุษย์สงสัยในธรรมชาติ และเกิดความหวาดกลัวของอำนาจของธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ไฟไหม้ น้ำท่วม ฝนตก ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า อุกกาบาต วิญญาณ สัตว์ร้าย ฯ พลังแห่งปรากฏการณ์เหล่านี้ สร้างความหวาดหวั่นให้มนุษย์เกิดความกลัว จึงหาทางป้องกัน ขอโทษ ขอขมา

                       จึงกลายเป็นการบวงสรวง บูชา เกิดพิธีกรรมที่เรียกว่า "บูชาเทพเจ้า" เนื่องจากว่า พวกเขาเชื่อว่ามันคือ พลังอำนาจของเทพเจ้า ที่แสดงตัวในยามโกรธแค้นหรือไม่พอใจ จึงต้องแสดงความเคารพกรายไหว้ มองในแง่คนป่าถือว่า เป็นผลดีต่อธรรมชาติ เพราะมนุษย์รู้จักเกรงกลัวธรรมชาติรอบตัว มองในแง่ปัญญาชน พวกเขายังเข้าไม่ถึงแก่นแท้กฏธรรมชาติที่แท้จริง

                       อย่างไรก็ตาม ความเชื่อดังกล่าวก็ได้สืบสายกลายมาเป็นศาสนาในที่สุด และยังมีการแตกต่อ ก่อความคิดใหม่ๆ ขึ้นมาอีกมากมาย เช่น ชีวิตเกิดมาได้อย่างไร ใครเป็นผู้สร้าง ตายแล้วไปไหน จิตมีหรือไม่ วิญญาณมีหรือไม่ ฯ มีอีกหลายเรื่องที่มนุษย์ยังหาคำตอบไม่ได้ จนกระทั่งปัจจุบัน เรายังมีปัญหาเรื่องเหล่านี้อยู่ และยากที่จะหาใครมาไขข้อความจริง นอกจากทดสอบตามทฤฎีของศาสนาไปก่อน

                       ผู้เขียนเชื่อว่า สังคมยุคนี้เดินทางไปไกลเกินกว่าที่จะหันมาใส่ใจเรื่องเหล่านี้แล้ว มนุษย์มองปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่อง "ธรรมดา" (ไม่รู้จักความหมายคำนี้ดีพอ) ที่ไม่มีสาระสำคัญต่อการดำเนินชีวิตด้วยธุรกิจเงินล้าน โดยเฉพาะคนเมือง เมื่อกระแสสังคมโลก โน้มน้าวให้ชาวโลกหลงใหลกระดาษเงิน เหล็กทองของแข็ง จึงทำให้เราพลาดอดีตที่จะรู้ช่องปัญญามหาชีวิตที่มีค่าไป 

                     กระนั้นก็ตาม ศาสนาเองก็พยายามที่จะสร้างแรงจูงใจ สร้างทฤษฎี คุณค่าและกรอบใหม่ๆ ขึ้นมาท้าทายโลก และเสนอแนวทางในการแก้ปัญาหชีวิต จิตใจ ให้ดำรงอยู่ในโลกอันจำกัดนี้อย่างมีค่า มีคุณต่อตัวเองและสังคม ทางหนึ่งที่ศาสนายืนยันว่า ตัวเองมีแนวทางที่ดีคือ เรื่อง "จิต" จิตคือ อะไร คงไม่น่าถาม เพราะคนทั่วไปรู้แล้ว แต่รู้ลึกถึงรากแก้วหรือไม่?

                       หากถามแต่ละคนว่ามี "จิต" หรือไม่ ทุกคนคงตอบว่า "มี" ถ้าถามต่อไปว่า จิตสถิตอยู่ที่ไหน อาจจะลังเลในคำตอบได้ว่า ระหว่างอกหรือสมอง จุดนี้เองที่ศาสนารับรองว่า ชีวิตมีแก่น มีค่า มีคุณ มีพลัง มีมวลสารที่แสดงบทบาทอยู่ แต่มันทำงาน มันมีปฏิสัมพันธ์กับโลกและตัวกายอย่างไร มันแสดงตัวเองให้ปรากฏได้อย่างไร มันเป็นอมตะหรือไม่ ถ้ามนุษย์มีจิต แล้วไอ้จิตนี่เหมือนกันไหม?

                       ในศาสนาต่างๆของโลก มักจะกล่าวเรื่องจิต มีลักษณะเหนือการรับรู้และเห็นได้ และมีพลังอำนาจที่ลึกลับที่สามารถสื่อสารหรือเชื่อมโยงกับอำนาจลึกลับได้ แต่ทำไมศาสนาจึงมีคำสอนที่ต่างกัน หรือว่าศาสนาอาศัยหลักความแตกต่างของจิต หรือว่าพฤติกรรมของจิตต่างกัน หรือจิตมาจากต่างที่ ต่างดาว ต่างภพกัน อะไรคือ สาเหตุให้จิตเป็นเช่นกัน หรือว่าเราอาศัยอุดมคติที่สร้างสสรค์มาเอง

                       ศาสนาพราหมณ์อ้างว่า "จิตคือ อัตตมัน" ที่มาจากอัตมันใหญ่เรียกว่า "พรหมัน" เมื่อจุติในโลกกาย ก็อาศัยกายแสดงกรรมไปตามอวิชชา หากอวิชชาพาไปทางมืด อัตตา ก็มีเส้นทางมืดมนไปด้วย จนกายแก่เสื่อมไป จิตหรือัตตาก็จะเปลี่ยนแปลงไปหาร่างใหม่ แนวคิดนี้ กลับสอดคล้องกับ "แบบและโซล" ของเพลโตและอริสโตเติ้ล ทั้งๆที่อยู่ห่างกัน ซึ่งพวกพราหมณ์น่าจะอาศัยกรีกหรือโรมันมาก่อน?

                       ส่วนศาสนาตริสต์ก็เชื่อมโยงจิตมาจากอำนาจของพระเจ้าในการสร้างกายด้วยการเสกหรือใช้อำนาจปาฏิหาริย์สร้างสรรพสิ่งภายใน ๗ วัน แนวคิดนี้มาจากกลุ่มศาสนาชาวยิวที่นับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์ แต่ก็ไม่ได้กล่าวเรื่องจิตชัดเจน นอกจากว่ามาจากพระเจ้าที่สร้างกายในรูปไตรภาคีคือ สามภาคในร่างเดียว (บุตร  จิต บิดา)

                        ส่วนอิสลามก็วิวัฒนาการมาจากศาสนาคริสต์ รากเหง้าเดียวกัน แต่มาสร้างคัมภีร์ให้ต่างออกไป แต่ก็ไม่พ้นเรื่องพระเจ้าผนวกกับวิถีชีวิตพื้นเมืองชาวอาหรับสองตระกูลคือ พวกเซมิติคและพวกซาบีน แต่ก่อนชาวอาหรับโบราณนับถือผีวิญญาณบรรพบุรุษของตนเองที่ล่วงลับไป ต่อมาจึงมีการนับถือเรื่องเทพเจ้าทีหลัง และยังมีกลุ่มที่นับถือต้นไม้ ภูเขาและดวงดาว แต่ก็ไม่ได้กล่าวเรื่องจิตโดยตรง

                       ส่วนพุทธศาสนากำนิดในดงศาสนาแห่งลัทธิต่างๆ มากมายในอินเดีย ส่วนใหญ่ศาสนาพราหมณ์มีอิทธิพลอยู่ ลัทธิพุทธสมัยนั้นก็แข่งกับอีก ๖ ลัทธิใหญ่ๆ โดยใช้แนวคิดต่างๆ โจมตี ตอบโต้กันด้วยวาทะ เช่นข้อปฏิบัติใหม่ๆ ว่าใครคือ ผู้พ้นโลกวิสัยหรือเข้าสู่วิโมกษะจริง ในระยะแรกพุทธก็ไม่ได้เน้นเรื่อง จิต นอกจากอิงตามคติพราหมณ์เท่านั้น คือ เรื่อง "ประกิต"  (กายสสาร) พุทธมาเน้นจิตหลังเผยแผ่ศาสนามาได้ระยะหนึ่งแล้ว ที่มีพวกพราหมณ์มาท้าทายคำสอน พระพุทธเจ้าจึงตอบโต้เชิงปรัชญาแต่อิงบริบทพราหมณ์เช่นกัน เช่น พระองค์ยอมรับว่ามี อัตตา (จิต) แต่ไม่เป็นอมตะเหมือนพราหมณ์ 

                        ส่วนศาสนาตะวันออกเช่น ขงจื้อ ชินโต ฯ เน้นหลักธรรมชาติและหลักนิติธรรมในครอบครัวและผู้นำ ไม่ได้กล่าวถึงจิตชัดนัก ที่อ้างอิงคือ "วิญญาณบรรพบุรุษ" ซึ่งก็เป็นจิตแบบคนตาย มิใช่คนเป็น 

                         เราจะยึดหลักศาสนาฝ่ายไหนว่าได้กล่าวเรื่อง จิต ไว้ชัดเจนที่สุด คำตอบคือ ทั้งหมดพูดเรื่องชีวิต ซึ่งชีวิตประกอบด้วยจิต แม้ว่าจะไม่ได้กล่าวโดยตรงแต่เป้าหมายคือ การนำพาชีวิตให้พ้นทุกข์ ในโลกนี้ไปสู่โลกหน้า ซึ่งแล้วแต่ว่าศาสนาไหนมีคติไปทิศทางใด แต่โดยวัตถุประสงค์คือ ต้องการความสงบสุขทางการดำรงชีวิตนั่นเอง 

                        มีอีกกลุ่มหนึ่งที่พัฒนาไปพร้อมๆกับศาสนาคือ สายปรัชญา ปรัชญาเกิดมาเคียงคู่กับศาสนา แต่ฝ่ายศาสนาก็ไม่ใช้คำว่า ปรัชญา เมื่อฝ่ายหลังแยกตัวเองออกไป และตั้งวัตถุประสงค์ต่างจากศาสนา จึงทำให้ศาสนาขยายมิติออกไปอีก ในขณะปรัชญาก็ได้มูลฐานมาจากศาสนามาเป็นเครื่องมือต่อยอดอีกมากมาย 

                         ปรัชญาได้กล่าวเรื่อง จิต ไว้สมัยโสเครตีส เพลโตและอริสโตเติ้ล จนพัฒนาไปอย่างน่าตื่นเต้น เนื่องจากมีการท้าทายทางศาสนามาก ทำให้กล้าที่จะคิดต่าง คิดลึก คิดไร้ขอบเขต ทำให้ปัญหาต่างๆทางศาสนาได้มิติไปด้วย และทำให้เกิดคำตอบรำไรขึ้นมา แต่หัวใจของปรัชญาคือ ถกเถียงประเด็นที่เห็นนั้นให้ต่างออกไปเหมือนระเบิดปรมณู 

                        การถกเถียงเรื่อง จิต เป็นเรื่องที่ปรัชญาได้ศึกษาโต้แย้ง เสนอแนวคิดใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย กลุ่มที่อิงเทวนิยมยังติดในอำนาจของพระเจ้าอยู่ ส่วนที่เป็นอเทวนิยมก็พยามเน้นที่กายภาพหรือการพิสูจน์ด้วยภาษา ตรรกะ ปรัชญาใหม่ๆ มานำเสนอ โดยพยายามจะอิงฟิสิกส์เข้ามา จนกระทั่งกลายเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ (เรื่องวิทยาการ) 

                        วิทยาศาสตร์สามารถอธิบายเชิงรูปธรรมและเหตุผลได้ จากการพิสูจน์ ทดลอง จนสามารถยอมรับในแง่เชิงประจักษ์ได้ และมีแนวโน้มที่ผู้คนจะให้ความเชื่อถือมากขึ้น จากเรื่อง ความเชื่อพระเจ้า มาสู่การพิจารณาในโลกความจริงที่จับต้องได้ จนกลายเป็นเรื่องน่าเป็นไปได้ว่า จิต จะมีตัวตน ที่เห็นชัดเจนได้ตามหลักการยุคใหม่ ในขณะศาสนาก็ได้ปารมีปรัชญาและวิทยาศาตร์คอยแก้ไข ตบแต่งคำสอนตัวเองไปด้วย

                       มีนักวิทยาศาสตร์ในอดีตมากมายที่ทดลอง พิสูจน์เรื่องจิต ศักย์ของจิต การทำงานของมัน โดยเฉพาะอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกของมนุษย์ที่แสดงออกมาตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น ตอนแก่ ว่ามนุษย์มีกลไกใดสร้างกระบวนการเกิดสภาพเหล่านี้ขึ้นมา และทำให้ต้องหวาดกลัว หดหู่ แสดงความรู้สึกต่างๆ ออกมา ในเวลาปกติและเวลาเจ็บป่วยหรือตาย

                       จากเพลโต้ที่กล่าวเรื่องจิตไว้ และอริสโตเติ้ลกล่าวเรื่องกายไว้ มาถึงศตวรรษที่ ๑๕ เรเน่ เดการ์ตสได้นำมาปรับคิดกับตัวเองว่า ทำไมเราจึงคิด และสงสัย เมื่อสงสัยจึงคิดได้ เมื่อคิดได้ก็รู้จักตัวเอง เขาจึงคิดว่า กายและความคิดต้องสัมพันธ์กันเช่น เขาบอกว่า หากมีคนตีหัวเรา เราก็รู้สึกเจ็บที่หัวและเจ็บที่อารมณ์ความรู้สึก (ไม่ชอบ อยากโต้กลับบ้าง) แสดงให้เห็นว่า เราเจ็บสองที่คือ กายและจิต

                        แน่นอนว่ากายคือ ส่วนที่ถูกกระทบก่อน ส่วนอารมณ์เกิดทีหลัง กระนั้น ทั้งสองก็เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันอิงกัน หากเราถูกด่าว่ากล่าว เราไม่ได้เจ็บที่กาย แต่อารมณ์ ความรู้สึกกลับมีปฏิกิริยาขึ้นมา จากนั้นกายก็แสดงออกคือ ใช้มือ ใช้เท้า ใช้ปาก ใช้อะไรก็ตามที่ตอบโต้ได้ เขาจึงสรุปว่ากายและจิตทำงานร่วมกัน สัมพันธ์กัน  แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร?

                        แนวคิดเช่นนี้ ก็มีผู้ค้านมาก่อนว่า ชีวิตมีกายอย่างเดียว จิตเป็นเพียงผลผลิตเท่านั้น เรียกกลุ่มนี้ว่า "เอกนิยม" (Monism) ส่วนฝ่ายตรงข้ามบอกว่า กายเป็นเพียงกิริยาของจิตหรือเป็นผลของจิต เรียกว่า "จิตนิยม" (Idealism) ที่วางแผน กำหนดมาก่อน ให้กายดำเนินไปตั้งแต่ชาติก่อน ภพก่อน เมื่อกายตายไปจิตก็ยังอยู่ ดังนั้น กายเป็นเพียงมายาของจิตเท่านั้น แนวนี้ใกล้เคียงพุทธศาสนาและโชเป็นฮาวเออร์ก็กล่าวไว้

                        ส่วนอีกกลุ่มกลับประนีประนอมว่า ทั้งสองอาศัยกัน ไม่มีใครเป็นใหญ่หรอกเรียกว่า "ทวินิยม" (Dualism) เพราะกลุ่มนี้เชื่อว่า สรรพสิ่งย่อมมีของคู่กันเสมอเช่น กลางวัน กลางคืน ดำ ขาว ชาย หญิง กาย ใจ หยิน หยาง ฯจึงไม่มีอะไรแยกกันได้อย่างสิ้นเชิง ซึ่งอาจไปสอดคล้องกับอริสโตเติ้ลเรื่องสรรพสิ่งมาจากแบบและสสารเป็นเครื่องอาศัยกัน ไม่แยกกัน นอกจากนี้ยังมีกลุ่มพหุนิยมเข้ามาอีก

                          ในตะวันตกในศตวรรษที่ ๑๗ ถึง ๑๘ ได้เกิดแนวคิดจากกลุ่มนักปรัชญาอังกฤษเรียกว่า "ประจักษ์นิยม" ที่สนใจเรื่อง อารมณ์ ความรู้สึก เป็นกระบวนการของจิต จึงก่อให้เกิดกลุ่มจิตวิทยาสัมพันธ์ขึ้น ซึ่งนำไปสู่การคิดค้นของซิกมันด์ ฟรอยด์ ที่สนใจเรื่องจิต ว่ามีอิทธิพลต่อคนป่วยอย่างไร ฟรอยด์จึงนำมาศึกษาวิเคราะห์จิต เพื่อรักษาผู้ป่วยที่มีปมในใจตั้งแต่เด็กๆ 

                          อย่างไรก็ ก็มีกลุ่มจิตวิทยาต่างๆ มากมายหลายกลุ่มเช่น โครงสร้างนิยม กลุ่มหน้าที่นิยม พฤติกรรมนิยม (วัตสัน) กลุ่มเกสตัสท์ จิตวิทยาการเข้าถึง เป็นต้น ในขณะศาสนากลับมีแสงริบหรี่ลง ไม่มีจุดที่น่าสนใจ น่าตื่นเต้น กลับมีแค่อนุรักษ์นิยมเท่านั้น จึงทำให้สาขาจิตวิทยารุ่งเรืองจนสามารถเสนอมุมมองเรื่อง จิต ขึ้นมาแบบใหม่ คือ อาศัยกายวิภาคศาสตร์ และระบบประสาทวิทยาเข้ามาอธิบายอารมณ์ ความรู้สึกของจิตแทน 

                          กลุ่มนี้เป็นเหตุเป็นผลเชิงวิทยาศาสตร์มาก โดยศึกษาจากระบบประสาท การทำงานของสมอง การรับรู้สื่อสารจากสิ่งภายนอก ไปสู่ภายในโดยผ่านระบบประสาทต่างๆ ในทั่วร่างกาย ไปยังสมอง โดยใช้เครื่องทดสอบ จนเห็นเส้นทางการทำงานของสมองได้ แนวคิดนี้ เป็นการสะท้อนทางศาสนาที่ใช้จิตนำพากายให้สงบเวลานั่งสมาธิ ว่าจิตเป็นอย่างไร

                        อย่างไรก็ตาม พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่โดดเด่นด้านการกล่าวถึงจิต และความละเอียดของจิต และยังสามารถนำพาให้ไปสู่การหลุดพ้นหรือสืบค้นฤติกรรมของจิตได้ด้วย ในคัมภีร์อภิธรรม กล่าวเรื่องจิตไว้พิศดารมาก จนมนุษย์อ่านไม่รู้เรื่อง เพราะเป็นเรื่องของผู้ที่สนใจพาจิตให้พ้นโลกวิสัยอย่างเดียว จนรู้สึกว่า ไม่น่าสนใจ เพราะอยู่ห่างโลกความเป็นจริงมาก 

                         เท่าที่สัมผัสได้โดยทั่วไปคือ การฝึกจิตแบบโลกๆ หมายความว่า การเล่นกับจิตแบบไม่จริงจัง แต่เป็นเพียงแค่บำบัดความกดดัน ความเครียด เหมือนที่ฟรอยด์นำมาใช้กับผู้ป่วย หากผู้สนใจวาดหวังตั้งใจ เพื่อฝึกจิต เรียนรู้จิต และจริตของตนได้ ก็ถือว่า เป็นเรื่องประเสริฐยิ่ง ดังคำกล่าวว่า ผู้ฝึกจิตดีแล้ว ย่อมเป็นผู้ประเสริฐ

                      ดังนั้น จากที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ผู้เขียนโยงให้เห็นว่า จิต เป็นเรื่องใหญ่และลึกมาก ที่เราแสดงพฤติกรรมออกมาในปัจจุบันก็เพราะ ส่วนหนึ่งมีพฤติจิตแสดงออกมาดังที่เราได้ยินบ่อยๆว่า กาย วาจาและจิต ภาคแสดงของมนุษย์มี ๓ ช่องทางนี้ ที่จะวัดค่าได้ว่า ใครดี ใครชั่ว ใครนิ่ง ใครจริง ใครเจ๋ง 

                    ฉะนั้น ผ้เขียนจึงพอสรุปได้ว่า "จิต" มีลักษณะที่โดดเด่นในการรับรู้อยู่ ๕ เรื่องคือ

                  ๑) เรื่อง "การรู้" (Knowing knowlegdes) รู้อะไร รู้ใน ๓ จุดคือ รู้โลกกลมๆใบนี้ (รู้แบบมวลรวม) รู้เรื่องความรู้ คือ รู้ในสหวิทยาการต่างๆ และรู้ตัวเอง คือ รู้พฤติกรรมของตนเองให้ละเอียด

                  ๒) เรื่อง "การเห็น" (Seeing seeing) คือ การเห็นสิ่งต่างๆ มี ๓ จุด คือ เห็นโลกจริงตามที่มันเป็น เห็นตนอย่างที่ตนเป็น เห็นธรรมที่ตนเห็นจริง อนึ่ง การเห็นนี้ มิใช่การเห็นทางตาเนื้อ แต่เป็นการเห็นทางจิต

                 ๓) เรื่อง "การจำ" (Knowing Realisation) คือ การรู้จักจำสรรพสิ่งรอบตัว มี ๓ จุดคือ จำสหวิทยาการได้ จำผลการกระทำของตนได้ และจำภพ จำชาติของตนได้

                ๔) เรื่อง "การคิด" (Knowing Thought) คือ การรู้จักคิด วิเคราะห์ แยกแยะ มวลโลก ชีวิต สรรพวิชาการต่างๆ ให้เกิดเป็นช่องเชื่อมโยงต่อกัน ไม่แยกจากกัน จิต คือ อันเดียวที่คิดและเชื่อมโยงมวลความรู้ในสมองที่สะสมมาได้ การคิดภายในก่อนคือ การพัฒนาสมองด้านในออกสู่ด้านนอก

                 ๕) เรื่อง"การสื่อสาร" (Output) คือ การแสดงออก การถ่ายเท ถ่ายถอน บอกกล่าวสู่โลกภายนอก ทุกสรรพสิ่งที่ชีวิตรับรู้มาลงสู่จิต จิตจะรับรู้และเก็บไว้ส่วนหนึ่ง อีกส่วนก็ผลักดันออกมา โดยทางอารมณ์ สีหน้า ภาษา ท่าทาง การแสดง ฯ เช่น การพูด การเขียน การใช้สื่อแทนและแสดงออกโดยตรงทางกาย 

                   เรื่องแรกเป็นการบอกให้รู้ว่า จิต ใช้อายตนะในตัวเอง สื่อสารกับโลกอย่างไร เรื่องที่สอง ตาเนื้อใช้สื่อโลกและสะท้อนโลกตรงตามความจริงของโลกและของตาหรือไม่ เรื่องที่สาม สะท้อนจิตว่า มีความสามารถในการจดจำกรรมต่างๆที่ทำแล้วอย่างไร เรื่องที่สี่ สะท้อนการคิด การวิเคราะห์ การเชื่อมโยงโลกและตัวเองอย่างไร และเรื่องที่ห้า สะท้อนว่าจิตแสดงอารมณ์ เจตจำนง การตอบโต้ระหว่างตนกับสิ่งภายนอกอย่างไร

                    ทั้งหมดนี้คือ "พฤติของจิต" ที่เราควรศึกษาและทำความเข้าใจตัวเองให้มาก เพื่อให้มีความรอบคอบในแต่ละวัน เพื่อมิให้ประมาทในความจริงของชีวิต เพื่อให้รู้ตัวเองลึกๆว่า นิสัย ใจคอ อุปนิสัย สันดานดิบๆ เราเป็นอย่างไร เพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาจิตให้เข้มแข็งขึ้น

-------------------(๖/๗/๕๗)----------------------