Problem-Base Learning (PBL)

บันทึกนี้กล่าวถึงการทบทวนวรรณกรรมทั้ง 2 ชิ้นนี้ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญเรื่อง การเรียนโดยเน้นการแก้ปัญหา ผู้เขียนเน้นพัฒนาการพูดและการออกเสียงภาษาอังกฤษ

Problem-Base Learning คือการจัดการเรียนรู้โดยเน้นการแก้ปัญหาโดยแตกต่างจาการเรียนการสอนแบบเน้นครูเป็นผู้ดำเนินการสอนตรงกันข้ามกลับให้ความสำคัญกับผู้เรียนโดยผู้เรียนนั้นจำเป็นต้องเป็นผู้มีบทบาทในการเรียนรู้ ซึ่งเป็นผลดีในการเรียนการสอน ดังนี้ 1.) ผู้เรียนจะไม่รู้สึกว่าตนเองถูกยัดเยียดเนื้อหา หรือข้อมูลต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ในการเรียนออกเสียงนั้นส่วนใหญ่ ในห้องเรียนภาษามักใช้วิธีการที่เรียกว่า audio-lingual ดังนั้นบทบาทสำคัญจึงตกอยู่ที่ครูผู้สอนหรือสื่อวีดีทัศน์และเสียงบันทึก โดยที่ผู้เรียนไม่ได้วิเคราะห์ถึงปัญหาในการออกเสียงของตน 2.) เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการออกเสียงอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เอง ครูผู้สอนมีบทบาทเพียงแค่เป็นผู้สังเกตการณ์และแนะนำเฉพาะประเด็นที่ตระหนักแล้วว่าออกนอกขอบเขตจากหัวข้อปัญหาที่กำหนดไว้

ข้อแนะนำสำหรับครูผู้สอน

  • 1.) หาความสมดุลในการเสนอแนะในกรณีที่ผู้เรียนมีแนวคิดนอกขอบเขตจนเกินไป
  • 2.)แนะแนวทางการคิดให้ผู้เรียน เพื่อพัฒนาการคิดวิเคราะห์ ให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเองต่อไป
  • 3.)ให้ผู้เรียนทำงานเป็นกลุ่มเพื่อพัฒนาทักษะการอภิปราย แสดงความคิดเห็นของตนเองและแลกเปลี่ยนกับเพื่อนในกลุ่ม ทั้งนี้อยู่ภายใต้การสังเกตและข้อตกลงที่มีระหว่างกันในห้องเรียน

ข้อที่ขาดไม่ได้สำหรับการเรียนรู้แบบเน้นการแก้ปัญหา คือผู้เรียนทุกคนต้องมีส่วนร่วม

นอกจากการเรียนรู้แบบ PBL แล้วนั้น ยังมีการเรียนรู้ที่แยกย่อยจาก PBL กล่าวคือการเรียนรู้แบบ Ill-Structured ที่ใช้ในการพูดถึงคำถามปลายเปิดที่มีการแก้ปัญหา หรือคำตอบที่มากกว่า 1 คำตอบ หรือกระทั่งมีวิธีการ และกระบวนการแก้ปัญหาที่หลากหลาย ในขั้นตอนนี้นั้นผู้เรียนจะได้พัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์และความยืดหยุ่นในการแก้ปัญหา ทั้งนี้เองประโยชน์จากการใช้วิธีดังกล่าว ไม่ใช่พัฒนาเพียงทักษะภาษา แต่ยังพัฒนาทักษะด้านการคิดวิเคราะห์

ผู้รายงานกล่าวไว้ว่า เมื่อผู้เรียนได้เผชิญกับคำถามปลายเปิด กิจกรรมที่มีความซับซ้อน ผู้เรียนจะร่วมแก้ปัญหากับเพื่อนร่วมชั้น แทนการเรียนรู้กับครูผู้สอน โดยสิ่งสำคัญของการเรียนรู้แบบเน้นการแก้ปัญหาคือระยะเวลาเรียน และการมีส่วนร่วมของผู้เรียน ในระยะเวลาที่จำกัดอาจบีบให้ผู้เรียนต้องกระตือรือร้นมากยิ่งขึ้น อาจคล้ายกันกับคิดเลขเร็ว หากผู้เรียนฝึกฝนจนชำนาญ ผู้เรียนมีแนวโน้มในทางบวกที่จะแก้ปัญหาได้แม้เมื่อเจอสถานการณ์ที่ซับซ้อนหรือยุ่งยาก

ในการแก้ปัญหาการพูดส่วนใหญ่ การจัดการเรียนรู้นิยมใช้การแสดงบทบาทสมมติ เนื่องจากเป็นการสนทนาเฉพาะหน้า และมีเวลาจำกัดในการตอบโต้ซึ่งกันและกัน ดังนั้นผู้เรียนจำเป็นต้องคิดวิเคราะห์ถึงซึ่งที่ได้ยิน ผ่านการตีความ ก่อนที่จะตอบกลับ

ยกตัวอย่างการจัดการเรียนรู้แบบ PBL

  • 1.)ระบุจุดประสงค์ที่ชัดเจน เช่น กระบวนการใช้วิธีการเรียนรู้ การคาดหวังจากผู้เรียน ให้ทำก่อนการจัดการเรียนรู้จริง
  • 2.)มอบหมายให้ผู้เรียนทำงานเป็นกลุ่ม โดยไม่ให้ผู้ที่นั่งติดกันอยู่กลุ่มเดียวกัน อาจนับเป็นตัวอักษร ตัวเลข และให้ผู้ที่ได้เลขหมาย หรืออักษรเดียวกันนั่งด้วยกัน จากนั้นระบุเวลาในการทำกิจกรรมที่แน่นอน (ทั้งนี้ในการเรียนรู้คาบแรก ๆ นั้นอาจมีการเจรจาต่อรองเรื่องเวลา แล้วค่อย ๆ ปรับเป็นตามกำหนดอย่างชัดเจน) เพื่อให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้น
  • 3.)ผู้สอนจัดที่นั่งให้เหมาะแก่การเดินสังเกตการณ์
  • 4.)จากนั้นสามารถเริ่มการแก้ปัญหาได้

ในการประเมินนั้น ให้เพื่อนในกลุ่มร่วมกันประเมินภายใต้กรอบที่กำหนดไว้ โดยที่การประเมินนั้นมีผลคะแนนจริง เพื่อให้ผู้เรียนได้คุ้นชินกับการเรียนรู้แบบแก้ปัญหา

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการจัดการเรียนรู้โดยเน้นการแก้ปัญหาในห้องเรียนการออกเสียง

ขั้นที่ 1 ก. ระบุเสียงเป้าหมาย

ขั้นที่ 1 ข เลือกเสียงที่ประสงค์จะพัฒนา ในขั้นนี้นั้น ผู้เรียนจำเป็นต้องตระหนักถึงปัญหาของตนเสียก่อนจะเลือกแก้ปัญหา อาจพิจารณาจากเสียงที่คล้ายกับภาษาแม่ของตน หรือเสียงที่มักพบว่าเป็นปัญหาบ่อย ๆ ของตน เมื่อสนทนากับเจ้าของภาษาหรือชาวต่างชาติ

ขั้นที่ 2 ถ่ายโอนเสียงเข้าสู่การสนทนา

ในการแก้ปัญหาการออกเสียงนั้น โดยปกติ ผู้เรียนจะเริ่มจากหน่วยเสียงที่เป็นปัญหา จากนั้นคือหน่วยคำ จนถึงการรวมกันเป็นวลี หรือประโยค โดยที่จุดประสงค์ของขั้นที่สองนี้ คือเพื่อให้การออกเสียงนั้นมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ มีความคงที่ สม่ำเสมอ อาจแนะนำให้ผู้เรียนพูดแต่ละคำอย่างช้า ๆ ชัด ๆ โดยที่ไม่ช้าจนเกินไป

ในขั้นตอนแรก ให้ผู้เรียนมีคู่สนทนาเป็นเจ้าของภาษา จากนั้นให้ผู้เรียนพูดให้เจ้าของภาษาฟัง แล้วประเมิน โดยผู้ประเมินต้องมีความเที่ยงตรง และไม่เห็นแก่หน้าของผู้เรียน ทั้งนี้เพื่อเป็นการแก้ไขในจุดที่บกพร่อง เติมเต็มในจุดที่ขาดไป

ในการวิเคราะห์ปัญหาในการออกเสียง (ขั้นที่ 1)

ปัญหาการออกเสียงอาจเกิดจากหลายปัจจัย กล่าวคือ ปัจจัยทางด้านภาษาศาสตร์ และไม่ใช่ภาษาศาสตร์ ปัจจัยทางภาษาศาสตร์ อาทิ อิทธิพลจากภาษาแม่ และปัจจัยที่ไม่ใช่ภาษาศาสตร์ เช่น สิ่งแวดล้อม โอกาสในการใช้ภาษา (ได้ยิน และพูด) เป็นต้น โดยแต่ละภาษาแม้กระทั่งภาษาอังกฤษเองก็ล้วนมีความหลากหลายทางการใช้ ความหลากหลายนั้นเองหลอมรวมเป็นวัฒนธรรมภาษา ดังนั้นผู้เรียนอาจเริ่มจากการวิเคราะห์ข้อบกพร่องในเสียงทั้งสองภาษาเป็นหลัก เช่น ผู้เรียนอาจเคยได้ยินเสียง /təˈmeɪtoʊ/ จากครูผู้สอนชาวอเมริกันในคำว่า tomato แต่กลับได้ยิน การออกเสียงจากครูชาวอังกฤษออกเสียงว่า /təˈmɑtoʊ/ ผู้เรียนอาจวิเคราะห์ถึงความถูกต้อง ความบกพร่อง หรือการถูกต้องที่มีความหลากหลาย โดยในภาษาอังกฤษ อาจมีระบบเสียงที่ต่างกันออกไปในบางเสียงจากภาษาถิ่น จึงส่งผลต่อองค์ประกอบเสียงที่ต่างกันออกไป ผู้สอนอาจตั้งคำถามเหล่านี้ให้กับผู้เรียนในการแก้ปัญหา เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทสมาคม ASEAN

ในการวิเคราะห์ขั้นที่ 2 (ลงมือปฏิบัติ)

ขั้นนี้ให้ผู้เรียนลองเปรียบเทียบเสียงที่ได้ยิน อาจยกตัวอย่าง คำว่า tomato ในภาษาอังกฤษแบบอังกฤษ และภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน และให้วิเคราะห์ว่ามีความเหมือนหรือความต่างในสองเสียงที่ได้ยิน หรือกระทั่ง การใช้คู่เทียบเทียง เช่น map/mat ผู้เรียนจะได้ฝึกการออกเสียง และรู้ถึงความต่าง โดยผู้บันทึกแนะนำให้ผู้เรียนฝึกกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยในการออกเสียง หรือใช้การบันทึกเสียงแล้วจากนั้นให้ผู้เรียนลองกลับมาฟังเสียงตนเองอีกครั้ง หรือให้เจ้าของภาษาประเมินเสียงที่ได้ยิน

เจ้าของภาษามีส่วนร่วมในการประเมินเสียงที่เปล่งออกมา จากนั้นให้คำติชมอย่างจริงจัง เพื่อให้นำไปปรับแก้ ทั้งนี้เองอาจเป็นปัญหากับผู้เรียนชาวไทยบ้าง ในกรณีที่ไม่เคยได้รับคำติชมอย่างตรง ๆ ผู้เรียนต้องมีแรงขับเคลื่อนเพื่อให้ใช้ภาษาได้อย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตามผู้บันทึกขอนำเสนออีกแง่หนึ่งที่ควรพิจารณาก่อนเลือกให้เจ้าของภาษาประเมินเสียงที่ได้ยิน

  • 1.หากเจ้าของภาษาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย (ประเทศที่มาอยู่) นานพอที่จะรับรู้ถึงวัฒนธรรมภาษา การเรียนรู้ต่าง ๆ แล้วนั้น เจ้าของภาษาอังกฤษจะมีการปรับตัวและยืดหยุ่นพอที่จะรับรู้ความหมายหรือเสียงที่เปล่งออกมาได้ อาจทำให้การแนะนำติชมเป็นไปอย่างไม่เต็มที่
  • 2.ความหลากหลายของเจ้าของภาษาที่จะประเมิน ผู้สอนควรกำหนดขอบเขตให้ผู้ประเมิน เนื่องจากภาษาอังกฤษมีความหลากหลาย ดังตัวอย่างข้างต้น หากผู้เรียนเปล่งเสียงใด ๆ ที่ผู้ประเมิน (แม้ทราบว่าถูกต้อง) ไม่ได้ใช้เป็นสำเนียงภาษาแม่ของตน อาจให้คำติชม และแนะนำให้แก้ไขให้เหมือนภาษาของตน ทั้งนี้เองอาจแนะนำให้ผู้เรียนว่าความหลากหลายเป็นสิ่งที่ผู้เรียนควรตระหนักอีกเรื่องหนึ่ง

สรุป การเรียนแบบเน้นการแก้ปัญหามีประโยชน์เน้นที่ตัวผู้เรียนเป็นหลัก นอกจากผู้เรียนจะได้พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษแล้ว ผู้เรียนยังได้พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ เพื่อต่อยอดในการเรียนรู้ด้วยตนเองอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้สอนควรคำนึงถึงพื้นฐาน สภาพแวดล้อม และปัจจัยต่าง ๆ ที่ผู้เรียน ผู้สอน และเนื้อหารายวิชานั้น ๆ มี