ปีใหม่ 2551

ประเทศไทยจะไปไหวไหมหนอ?


สวัสดีปีใหม่ 2551 ทุก ๆ ท่านครับ

ขออำนาจคุณพระรัตนตรัย ได้โปรดบันดาลให้ทุก ๆ ได้ประสบผลสำเร็จในหน้าที่การงานอาชีพ ร่ำรวยยิ่ง ๆ ขึ้นไป และมีดวงตาเห็นธรรมที่จะอยู่บนโลกบนนี้ด้วยความสุขอย่างพอเพียงและมีแต่กุศล กรรม

ปีใหม่ 2551 นี้นับเป็นปีที่สำคัญยิ่งสำหรับประเทศไทย เพราะเพิ่งผ่านการเลือกตั้งมามาด ๆ แต่คะแนนเสียงของพรรคการเมืองที่ได้ลำดับที่ 1 ยังมีเสียงที่ไม่มากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ทำให้ต้องไปรวบรวมพรรคเล็กพรรคน้อยเข้ามาร่วมทำงาน ออกอาการจะจัดลำบากพอสมควร แต่ก็ขอให้ผ่านไปได้ด้วยดี ตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย ผู้ที่สู้ไม่ได้ก็ต้องยอมรับกติกา อย่าทำให้ประเทศชาติต้องล่มจมไปมากกว่านี้ ยังไง ๆ เราก็ต้องมีรัฐบาลใหม่ ส่วนจะทำงานอยู่ได้นานเท่าใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของรัฐบาล

หากเป็นกุศลพฤติกรรม ก็จะอยู่คงทน แต่หากเป็นอกุศลพฤติกรรม ก็คงอยู่ได้ไม่นาน

สำหรับระบอบประชาธิปไตยที่ไทยเราใช้อยู่นี้ ถือเอาการเลือกตั้งเป็นใหญ่นั้น ออกจะไม่เข้ากับวัฒนธรรมไทยมากนัก

เนื่อง จากสังคมไทยนั้นมืดบอดทางปัญญา การกระทำใด ๆ ไม่ได้ใช้โยนิโสมนสิการ(คิดทบทวนอย่างรอบคอบในทางกุศลกรรม) ดังนั้นจึงถูกเขาหลอกให้ติดยึคอยู่กับวัตถุเป็นเกณฑ์ ซึ่งจะเห็นได้จากสังคมไทยเป็นสังคมบริโภคนิยม หาความพอดีพอเพียงไม่ได้ ได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศหลายประเทศ ต้องยอมรับเลยว่า เมืองไทยนั้นมันสวรรค์ของการบริโภคจริง ๆ หาง่าย มีให้เลือมากมาย และตลอดเวลา ลองเปรียบเทียบบ้านเมืองที่อยู่ติดกับเรา เช่น มาเลย์ สิงค์โปร์ เขามีเวลาทำงาน มีเวลากิน มีเวลาออกกำลังกาย และมีเวลาพักผ่อน หากคุณจะกินต้องกินในเวลาที่มีให้กินเท่านั้น หากเลยเวลากินไปแล้ว รับรองหากินอย่างบ้านเราไม่ได้ ผู้คนจึงต้องจัดเวลาให้ตรงตามที่ควรจะเป็น ดังนั้นบ้านเราจึงเต็มไปด้วยอบายมุข ถึงเวลานอนก็ไปเที่ยว ดื่ม ถึงเวลาทำงานก็นอน เงินขาดมือ(เพราะเที่ยว)ก็ทุจริตทุกวิถีทางเพื่อให้เงินมา

เห็นได้ ชัดเจนจากการเลือกตั้งเมื่อ 23 ธค. 50 ที่ผ่านมา พรรคที่ได้คะแนนเสียงมากนั้นร่ำรวย พรรคที่ได้น้อยนั้นยากจน เงินเป็นตัวแปรสำคัญในการได้รับเลือกตั้ง ใครแจกมากกว่าก็ชนะ และก็แจกแทบทุกคน(ถ้ามี) หมดกันไปไม่น้อย ประชาธิปไตยที่ใช้เงินเป็นใหญ่นี้จะถูกต้องหรือ?

เราน่าจะต้อง เปลี่ยนวิธีการให้ได้มาซึ่งผู้แทนฯใหม่ ไม่เช่นนั้นเราก็คงย่ำเท้าอยู่กับที่อย่างเช่นทุกวันนี้ื จาก 2475 ถึง ปัจจุบัน เรายังไม่พัฒนาไปถึงไหนเลย เงินซื้อได้ทุกครั้ง

แล้วจะเปลี่ยนอย่างไร? ใคร่ขอเสนอแนวคิดที่น่าจะเหมาะกับสังคมไทย ดังนี้

  • ผู้แทนฯ ต้องมาจากกลุ่มอาชีพหลักของสังคม เกษตรกร ข้าราชการ(ไม่ต้องลาออกจากราชการ แต่เมื่อเป็นผู้แทนให้หยุดราชการไปทำหน้าที่ผู้แทนอย่างเดียว พ้นวาระแล้วให้กลับเข้าทำหน้าที่) พ่อค้า ผู้ใช้แรงงาน ฯลฯ
  • แบ่งเขตผู้แทนเป็นกลุ่มจังหวัดที่มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน 3-4 จังหวัด เช่น ร้อยแก่นสาร(ร้อยเอ็ด+ขอนแก่น+มหาสารคาม)
  • จำนวน ผู้แทนให้ยึคเอาปริณของผู้ประกอบอาชีพหลักเป็นเกณฑ์เฉลี่ยตามจำนวนประชากร เช่น ผู้แทน 1 คน/ประชากร 100000 คน แต่คิดในอัตราของอาชีพั้น ๆ
  • วาระของผู้แทนไม่ควรเกิน 3 ปี และเป็นติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 วาระ
  • นายก รัฐมนตรีให้เลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน แต่ถูกควบคุมด้วยผู้แทนฯในสภา ให้มีวาระ 5 ปี ไม่ต้องมีพรรคการเมือง คนดี ๆ จะมีโอกาสได้เป็นนายกรัฐมนตรีบ้าง ส่วนคณะรัฐมนตรีให้นายกเสนอตั้งแต่การเลือกตั้ง

หากทำตามนี้แล้วจะแก้ปัญหาอะไรบ้าง?

  • การซื้อเสียงของผู้แทนจะกระทำได้ยากมากขึ้น(ใช้เงินมากขึ้นถ้าต้องการกระทำ) เพราะเขตพื้นที่กว้างขึ้นและแข่งกันเฉพาะในกลุ่มอาชีพ
  • เวลาในการทำหน้าที่ยิ่งสั้นเท่าใด การซื้อเสียงก็จะลดน้อยลงมากเท่านั้น
  • ผู้ ที่จะสมัครนายกฯ คงไม่ใช้บุคคลที่ไร้ปัญญาอย่างที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ น่าจะเป็นบุคคลที่มีปัญญา มีความเสียสละเพื่อส่วนรวม เข้ามาแล้วไม่ต้องหาเงินเลี้ยงลูกพรรค เพราะไม่มี สส. ในสังกัด หากทำดี สส. ในสภาต้องสนับสนุ่น ทำผิดก็ไล่ออก จับติดคุก อย่างประเทศเกาหลีบ้าง

ท่านเห็นเป็นอย่างไรบ้างครับ........................


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน my life



ความเห็น (0)

คำสำคัญ (Tags)

#นายก#รัฐบาล#สส

หมายเลขบันทึก

568840

เขียน

20 May 2014 @ 18:20
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
อ่าน: คลิก