สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนไม่ใช่คุกหรือเรือนจำ แต่เป็นสถานที่เพื่อการอบรมให้เดินถูกทาง เพราะชีวิตไมได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เปรียบเทียบการมาอยู่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เสมือนการเจ็บป่วย หากเจ็บป่วยด้วยโรคภัยไข้เจ็บ เราต้องไปหาหมอหรือพบแพทย์ ถ้าอาการไม่หนักมาก ก็จะได้รับยาแล้วกลับไปบ้านได้ แต่หากป่วยหนัก จำเป็นต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล เพื่อรักษาให้หาย อาจจะใช้เวลา 10-20 วันแล้วแต่อาการของโรค
เมื่อเรายังต้องอยู่ในสังคม หากกระทำความผิดตามที่กฎหมายกำหนดโทษไว้ หรือประเพณี ศีลธรรม ความสงบเรียบร้อยของสังคม ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่มีโอกาสกระทำความผิดได้เสมอ แต่ถ้าเป็นเด็กหรือเยาวชน กฎหมายมองว่าอาจทำผิดเพราะ “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” หรือ“ยังมีภูมิต้านทานน้อย” หรือ “อ่อนประสบการณ์” เมื่อคิดผิดหรือกระทำผิด หากเป็นความผิดทางประเพณีที่ไม่ร้ายแรง ครอบครัวก็อาจจะอบรมสั่งสอน แก้ไขพฤติกรรมเด็กด้วยตนเองได้ แต่ถ้าเป็นการกระทำผิดกฎหมาย เช่น ลักทรัพย์ ข่มขืนกระทำชำเรา พรากผู้เยาว์ เป็นต้น หากถูกตำรวจจับดำเนินคดี จะถูกส่งฟ้องศาล กฎหมายบัญญัติแยกออกเป็นสำหรับเด็ก จำเป็นต้องให้ศาลเยาวชนและครอบครัวเป็นผู้พิจารณาโทษที่กระทำผิด แยกการปฏิบัติเป็นการบำบัด ฟื้นฟู หาสาเหตุหรือเหตุจูงใจในการกระทำความผิด โดยขอสรุปสาเหตุการกระทำความผิดเป็นสองกลุ่มใหญ่คือ
- พ่อแม่ ผู้ปกครองรักลูกไม่ถูกวิธี หรือ”พ่อแม่รังแกลูก” ตัวอย่าง เช่น ครอบครัวหนึ่งมีบุตรชายสองคน คนโตช่างพูดประจบประแจง อยากได้อะไรก็ขอได้ดังใจ พ่อแม่รักมาก ส่วนคนเล็กเป็นคนเงียบขรึม ไม่พูด อยากได้อะไรก็ไม่ขอ พ่อแม่ก็ไม่รู้ว่าอยากได้หรือไม่อยากได้อะไร เกิดเป็นความน้อยใจและเก็บกดว่า พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากันหรือพ่อแม่ไม่รัก ทำให้คบเพื่อนไม่ดีหรือเพื่อนที่เกเร เพื่อเรียกร้องความสนใจ ทำให้เกิดปัญหากับพ่อแม่มากยิ่งขึ้น ว่าเป็นเด็กดื้อ ไม่น่ารัก แล้วก็ไม่แก้ไขพฤติกรรมของเด็ก กลับไม่สนใจหรือ “ตัดหางปล่อยวัด” ทำให้ลูกคนเล็กกระทำผิดกฎหมาย เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ถูกจับขึ้นศาล นี่เป็นตัวอย่างของพ่อแม่รักลูกแต่ไม่มีความรู้ในการเลี้ยงดูลูก
- ครอบครัวไม่อบอุ่น มีหลายสาเหตุ เช่นพ่อแม่หย่าร้าง หรือเสียชีวิตแล้ว จำเป็นต้องอยู่กับญาติ และญาติไม่มีเวลาดูแล อบรมสั่งสอน เอาใจใส่ เพราะต้องทำมาหากิน จึงทำให้เริ่มคบเพื่อนที่ไม่ดีหรือเกเร เพราะไม่มีที่ปรึกษา แล้วก็เริ่มออกจากบ้านไปเนื่องจากกลับมาบ้านก็ไม่เจอใคร จนกระทั่งต้องเลิกเรียนไปในที่สุด
ข้อเสนอแนะหรือแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว
ปัญหาที่เกิดขึ้นถือเป็นภูมิคุ้มกันบกพร่องทางสังคมเพราะเด็กมีประสบการณ์น้อยและครอบครัวมีส่วนสำคัญ
พ่อแม่ต้องเอาใจใส่ให้ความรักโดยการแสดงออกทางคำพูดหรือวาจา มากกว่าจะให้วัตถุหรือสิ่งของ การใช้”น้ำลาย”ให้เป็น”น้ำมนต์”โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนด้วยจำนวนเงิน” จะทำให้เด็กรู้สึกว่า พ่อแม่ห่วงใย ต้องไถ่ถามสารทุกข์ สุกดิบ ของลูกตนเองสม่ำเสมอ สิ่งที่น่าสะเทือนใจที่สุดสำหรับเด็กคือ ความหว้าเหว่ ไม่มีใครสนใจ จะยิ่งเตลิดไปใหญ่
พ่อแม่ต้องทำให้เด็กรู้สึกว่าไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวในสังคม ยังมีคนรักและต้องการเขาอยู่เสมอ ทำให้เด็กเกิดเกิดความยับยั้งชั่งใจในการจะกระทำความผิดได้
ขอเป็นกำลังใจให้น้องทุกคน ขอให้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนและรับการอบรม ปรับเปลี่ยนความคิดจากผิดเป็นถูก เสริมสร้างศักยภาพ เหมือนรักษาโรคจากโรงพยาบาลจนหายเป็นปกติ เพราะการมาอยู่ที่สถานพินิจฯเป็นการมาเพื่อ อบรม แก้ไข บำบัด ฟื้นฟู ผ่านการอบรม รักษาทางด้านจิตใจ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อส่งกลับคืนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวต่อไป เพราะเด็กเหล่านี้คือ “อนาคตของชาติ”
- รู้เท่าไม่ถึงการณ์
- ภูมิคุ้มกัน(ทางสังคม) ต่ำ
- ขาดประสบการณ์ชีวิต
ชอบมากคือ ใช้น้ำลาย ==> เป็นน้ำมนต์
ขอบคุณมากค่ะ
...คนเป็นพ่อแม่...ต้องตระหนักว่าการเลี้ยงลูก ถือเป็นหน้าที่สำคัญมากเพราะลูกคืออนาคตของชาตินะคะ