3. การเปรียบเทียบระหว่างการประกันรายได้ และการรับจำนำ (ต่อ)
3.2 โครงการรับจำนำ
โครงการรับจำนำข้าว เป็นโครงการที่เกิดขึ้นในสมัยพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล และมาหยุดโครงการดังกล่าวในรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่า มีช่องโหวในเรื่องของการคอรัปชั่น ในขณะที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้ก้าวเข้ามาครั้งนี้ จึงนำนโยบายดังกล่าวกลับมาใช้อีกครั้งหนึ่ง
ข้อดี
1. จากการประกาศจำนำราคาข้าวที่ 15,000 บาท ชาวนาจะได้รับเงิน 15,000 เลย (กรณีข้าวมีความชื้นที่ 15 เปอร์เซ็นต์) ซึ่งเป็นเงินสด
2. ชาวนา มีข้าวเท่าไรก็ขายได้ตาม จำนวนผลผลิตที่ได้ เช่น หากทำนา มีข้าว 10 ตัน ก็ได้ทั้ง 10 ตัน เป็นเงิน 150,000 บาท
3. ชาวนาจะได้รับเป็นเงินสดทันทีเมื่อขายข้าว
4. จะทำให้ ราคาข้าวในท้องตลาดเพิ่มขึ้น เนื่องจากถ้าพ่อค้าไม่รับซื้อในราคาสูงก็ไม่มีข้าวขายเพราะรัฐจะซื้อเองหมด
5. รัฐบาลสามารถควบคุมราคาซื้อ-ขาย ข้าวได้ (ในการส่งออกและบริโภคภาย ในประเทศ)
ข้อเสีย
1. จากอดีตที่ผ่านมามีการคอรัปชั่นสูง ทำให้รัฐต้องขาดทุนปีละหลายหมื่น ล้าน
2. รัฐอาจต้องสร้างโกดังไว้เก็บข้าวเอง จำนวนมาก
3. เป็นการ บิดเบือนกลไกตลาดทำให้ รัฐต้องใช้เงินจำนวนมากไปซื้อข้าวซึ่ง รัฐไม่น่าจะมีเงินมากมาซื้อข้าวชาวนาได้ทั้งหมดในกรณีที่พ่อค้าไม่รับซื้อข้าวแข่ง
4. รัฐต้องเสียเงินจำนวนไม่น้อยในการสต๊อกข้าวและรักษาคุณภาพข้าวจำนวนมากถ้าขายข้าวไม่ได้
5. อาจมีข้าวจากต่างประเทศเข้ามาสวมสิทธิ์
จากการศึกษาเอกสารพบว่า ไม่ว่าจะเป็นโครงการประกันราคา และโครงสร้างรับจำนำถึงที่สุด ทั้งสองโครงการสามารถทำให้รัฐมีปัญหาทางเศรษฐกิจได้ในอนาคต กล่าวได้อีกแง่หนึ่งก็คือ ทั้งสองโครงการจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ของระบบการเงินการคลังมากขึ้นตามไปด้วย เพราะจำนวนเงินงบประมาณที่จะต้องเข้าสู่นโยบายจำนำข้าวก็จะมีแต่สูงมากขึ้นๆ ไปตามปีที่เพิ่มขึ้นไปด้วย หากเราจะยกเลิกมายาคติประเภท คือ การที่เราชอบมองหรือชอบเห็นประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม และพยายามอนุรักษ์และขายความคิดเรื่องการเป็นเกษตรกร เอ็นจีโอก็พยายามขายว่าเกษตรกรรมหรือการทำนาเป็นวิถีชีวิต รวมทั้งแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ที่เน้นแต่ให้อยู่แต่พอเพียง (ผมถามว่าเท่าไหร่จึงจะพอเพียง?) ราชการก็พยายามส่งเสริมให้ชาวนาปักหลักทำนาอยู่ตรงนั้น ถ้าเรายังไม่ยกเลิกมายาคติพวกนี้ เราจำเป็นที่จะต้องประกันราคา หรือจำนำข้าวต่อไป
สรุปสุดท้ายก็คือ เราจำเป็นที่จะต้องยกเลิกการประกันราคาและจำนำข้าวลง พยายามให้เกษตรกรของเราผลิตแต่ข้าวที่มีคุณภาพ โดยการเรียนรู้จากกลุ่มภูมิปัญญา หรือ สันติอโศก ที่เขามีวิธีการปลูกข้าว โดยที่ไม่ต้องใช้สารเคมี หรือยาฆ่าแมลง การส่งเสริมให้ปลูกข้าวพันธุ์ไรซ์เบอรี่ แบบอินทรีย์ ที่มีราคาข้าวสูงกว่าพันธุ์ข้าวอื่น ส่งเสริมการทำแพคกิ้งเพื่อให้แตกต่างจากข้าวทั่วไปที่ผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน และพยายามให้การศึกษากับลูกหลานของชาวนาให้มาก พยายามให้ลูกหลานของชาวนาไปสู่อาชีพอื่นๆ เหมือนกับประเทศญี่ปุ่น นี่เองจึงจะเป็นทางรอดของชาวนาโดยแท้จริง
บันทึกนี้เขียนขึ้นโดยความสำนึกในน้ำใจทีี่ อาจารย์ เอี่ยม ทองดี แห่งภาควิชาการพัฒนาชนบทศึกษา สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิด ที่สอนผมให้เรียนรู้ว่า ข้าวเป็นวัฒนธรรม วัฒนธรรม มีองค์ประกอบอยู่ 3 ส่วน ได้แก่ 1. ภูมิปัญญา 2. พฤติกรรม และ 3. องค์วัตถุ
ผมติดตามอ่านบันทึกเกี่ยวกับเรื่องการประกันรายได้กับการรับจำนำข้าวทุกเม็ดที่อาจารย์ต้นเขียนมาตั้งแต่เมื่อวาน ชื่นชอบและได้ความรู้หลากหลายมาก อดไม่ได้ที่จะต้องเข้ามาและกล่าวคำว่า "ขอบคุณ" สำหรับความรู้ที่ไม่ได้อยู่ในตำราเหล่านี้ ซึ่งผมถือว่าทันสมัยและทันต่อสถานการณ์สามารถนำไปใช้ได้ทันท่วงทีเป็นอย่างยิ่ง...
เห็นด้วยและชอบกับการสรุปในตอนสุดท้ายที่ควรให้มีการยกเลิกนโยบายดังกล่าวของรัฐบาลในปัจจุบัน และผมคิดว่าสักวันความล้มเหลวทางด้านเศรษฐกิจของไทยจะต้องเกิดจากโครงการใหญ่ ๆ อย่างโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลอย่างแน่นอน...
แต่ที่ไม่เห็นด้วยอยู่นิดหนึ่งที่ควรพิจารณาก็คือ การส่งเสริมหรือพยายามให้ลูกหลานของชาวนาไปสู่อาชีพอื่น ๆ ควรให้ความรู้กับลูกหลานของชาวนา หรือตัวของชาวนาเองในทางที่ถูกต้อง หรือที่เหมาะที่ควร(กรณีตัวอย่าง)มากกว่า เท่าที่ดูในหมู่บ้านคนที่ผันตนเองไปสู่อาชีพอื่นก็มีน้อยมาก คนที่ตั้งใจเรียนและจบจริง ก็มีน้อยมาก ใจจริงผมอยากให้พวกเขาเรียนเกี่ยวกับเกษตรศาสตร์หรือด้านพืชศาสตร์มากกว่าที่จะเรียนไปเพื่อสนองตอบโรงงานอุตสาหกรรมหรือห้างร้านบริษัทอย่างทุกวันนี้...
ขอขอบคุณอาจารย์อีกครั้งนะครับ_/l\_
ที่บ้านผมพ่อแม่ ก็ทำนาครับ เอาเข้าจริงๆ ขาดปุ๋ยและยาไม่ได้แล้วครับ (เหมือนกับที่นักวิชาการบอกว่า แอร์ทำลายบรรยากาศโลกแต่ในห้องสัมมนา ก็จำเป็นต้องเปิด ต้องใช้ ) ผมเห็นหลายคนภูมิใจว่าไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวลำดับต้นๆของโลก ในความคิดผมไทยคงจะจนลงเรื่อยๆแน่เลย เพราะที่บ้าน ยิ่งทำมาก ก็ยิ่งจนมาก ตอนนี้ทำแค่พอกิน เผื่อใส่บาตร และเผื่อปีหน้าแล้ง แค่นิดหน่อย ไม่ทำขาย (คนกรุงเทพไปทำกินเองนะครับ อิอิ)