ผู้เขียนมองเห็นภาพสังคมโลกดำเนินขีวิตไปในปัจจุบันนี้ มีแนวโน้มไปในทางสุดโต่ง ที่สร้างความลำบากให้กับโลก สิ่งแวดล้อม สังคม ตนเอง แม้ว่ามนุษย์จะมีระดับการศึกษาสูงไปทั่วโลกก็ตาม แต่ทำไมความรู้ ความคิด ปัญญาที่มี ความสามารถที่มีอยู่ สังคมจึงมีแต่ความเดือดร้อนหรือเป็นสังคมเชิงสงครามเกือบทุกมุมโลกก็ไม่รู้

             ชีวิตเราในเมืองใหญ่ เมืองเล็ก ชนบท ดูเหมือนจะมีความเสี่ยงไปทุกที่ ทั้งทางกายภาพ และจิตภาพ มีจี้ปล้น ข่มขืน ฆ่าแกง แย่งคู่ อยู่กันทุกที่ อากาศ สิ่งแวดล้อมก็แปรปรวนทุกที่ อาหารการกินก็มีแต่สารพิษ คนป่วยด้วยโรคภัยไข้เจ็บเต็มโรงพยาบาล กิจกรรมทุกอย่างล้วนมีฐานการเงินเป็นเครื่องขับเคลื่อน หากำไร หาเงินทองกัน จนมองไม่เห็นคุณค่าของจิตใจกันแล้วหรือ

              กระแสที่โหมให้เรากระสันคือ "สื่อมอมชน" ที่โอดอ้าง สร้างภาพมายา ให้คนบ้าตามข้อมูลจอมปลอม หลอมให้เยาวชนหลงใหล สื่อโฆษณาภาษาเกินจริงเว่อร์สุด "ปริมาณกับคุณภาพ" ของสรรพสิ่งไม่สอดคล้องกัน เช่น คนมากแต่ขาดคุณธรรม น้ำมากแต่กินไม่ได้ ข้าวมากแต่ขายไม่ออก คดีมากแต่จบไม่ลง ประท้วงมากแต่ไม่ยุติ-ธรรม (จบด้วยธรรม)  มีแต่ยุ-ตี-ยำ การใช้วาจาด่าก่น พ่นพิษใส่กัน จนนำไปสู่การตอบโต้ โชว์ความดุร้ายใส่กัน ฯ

              ภาพพฤติกรรมของมนุษย์ทุกวันนี้ ล้วนดิ้นรนไปสุดกู่ หรือแสดงออกอย่างสุดโต่ง ที่ยากจะยืนยงตรงที่สายกลาง มีแต่อยู่ปลายข้าง ทางปลายซอยทั้งนั้น อุดอู้อยู่ปลายซอย จนหาทางออกซอยไม่ได้ และไม่สนใจทางไฮเวย์ ที่จะดำเนินไปทางอิสระได้ จมจ่อมพร้อมกันในดงแห่งความเคียดแค้น แน่น-อกกันเป็นกลุ่มก้อน พร้อมที่ตั้งป้อมปราการ ตอบโต้กันด้วยตาต่อตา ฟันต่อฟัน

              นี่คือ "บทเลียน" ของลูกหลายในอนาคต ที่พวกเขากำลังเลียนแบบ เอาอย่างกับภาพผู้ใหญ่แสดงออกบ้าง ภาพเหตุการณ์วันนี้จะเป็นภาพอ้างอิงทางพฤติกรรมทางจิต ที่ฝังไว้เป็นต้นแบบของการทำร้ายกัน รังแกกัน ด่ากัน ฆ่ากัน พวกเขาจะด่าหรือสรรเสริญเราละ เมื่อเห็นบรรพบุรุษพ่อแม่ทำเช่นนี้ พ่อค้าหัวใสก็จะตอกย้ำทำเกมไทยฆ่าไทย ทำร้ายกัน ออกมาให้เยาวชนรุ่นต่อไปได้เลียนแบบ เสี้ยมสอนให้พวกเขาฆ่ากัน ทำร้ายกันหนักกว่านี้อีก

              เกือบทุกครอบครัว ชุมชน กลุ่มก้อน องค์กร สถาบัน ฯ ในชาติ มีปัญหาด้านความขัดแย้งกันในแนวคิดระหว่าง ผู้นำกับผู้ตาม หรือกลุ่มชน คนทั่วไป มักจะแบ่งพวก แบ่งสี แบ่งอัตตลักษณ์ของตน แม้อยู่ในที่แห่งเดียวก็ตาม นี่คือ หนทางสุดโต่งที่ขาดมโนธรรม มานำทางใจ หรือความดีงาม คุณธรรม อ่อนค่าไปหมดแล้ว

             ภาพที่ผู้เขียนนึกเห็นเสมอคือ "ทางสุดโต่งที่แตกต่าง" ปรากฏอยู่ทุกมุมของโลก สังคมมนุษย์ ที่กลายเป็นยุคแห่งความขัดแย้ง แต่งโต้ ไปสู่การแบ่งแยกกลุ่มกัน เพื่อระบายสีให้กลุ่มอื่นว่า กลุ่มนั้นไม่ดีหรือ ไม่ใช่กลุ่มเรา จึงต้องหันหลัง แยกทางไปอยู่สุดซอย  จากนั้นก็เล่นสงครามจิตวิทยาน้ำลาย ภาษาพาเสริมเติมเชื้อชั่วใส่กัน

              อนาคตสังคมมนุษย์คงดำเนินไปสู่การเหยียบย่ำทำลายศักดิ์ศรี และคุณค่าของกันเอง จนนำไปสู่สงครามน้ำลาย แล้วกลายเป็นสงครามน้ำตา (พี่น้องฆ่ากันเอง) สายเลือดแยกกัน แบ่งชนชั้น แบ่งภาค แบ่งภาคีสีเสื้อ แล้วที่เหลือเป็นใครกัน มันสะท้อนความรู้ ปัญญา ความสามารถ ฉลาดเฉลียวของมนุษย์ยุคนี้หรือ ที่เห็นแต่เสื้อดร. ป.โท ป.ตรี จบนอก เก่งกล้า ทั่วเมืองไทยมากมาย แต่กลับใช้วิทยฐานะเหมือนเด็กประถม

             ผมคือ คนไทยคนหนึ่งในมุมแคบเท่ารูมด สื่อสะท้อนเป็นบทความออกมา วิงวอนให้เราหันมาศึกษาตนเองให้ลึก ถ้าอยากเห็นบ้านเมืองสงบสุข ใช้ปิยพจน์ต่อกัน สร้างสรรค์สุนทรียารมณ์อันอ่อนโยนต่อกัน อีกไม่นานเราก็ตายวายชีวันจากกันแล้ว จะทิ้งมรดกบาปตัวเองให้ลูกหลานดูหรือว่า นี่คือ "วีรบุรุษแห่งน้ำตา"

            อนึ่ง มุมมองจากศานาพุทธ ที่พระพุทธองค์สอนเรื่อง "ทวิมรรค" ที่ตรัสสอนแก่สาวกว่า ไม่ควรเสพสมคือ การทำให้ตนลำบาก เป็นทุกข์เหมือนสุมไฟใจตน สอง การลุ่มหลงในบริโภคนิยม ที่จะทำให้จิตติดอยากไม่รู้จบ ไม่รู้แจ้ง แล้วจะแสวงหาไม่มีวันจบ ผลที่ตามมาคือ ดิ้นรน ค้นหา บ้าบ่อแห่งกามคุณ จนตัวเองเสื่อมจากความบริสุทธิ์ ทั้งสองมรรค จะนำไปสู่สุดสายปลายซอย เรียกว่า "สุดโต่ง"

            ผู้เขียนเห็นปรากฏการณ์ในลักษณะสุดโต่งในสังคมปัจจุบันมากมาย เช่น รัฐกับฝ่านแค้นเอ๊ยค้าน เด็กกับผู้ใหญ่ ศาสนากับโลก อนุรักษ์นิยมกับสมัยนิยม คนจนกับคนเมือง พ่อค้ากับชนรากหญ้า สื่อกับผู้ชม ตำราจกับผู้ร้าย นายทุนกับการทำลาย ธรรมชาติกับเทคโนโลยี แม้แต่ในครอบครัว เพื่อนกับเพื่อน ปัญหาสายเลือดเดียวกัน พ่อกับแม่ สามีกับภรรยาและกับลูกๆฯ ล้วนแต่มีแรงโน้มไปสู่การแตกแยก แหวกไปทางสุดโต่ง

            ถ้าหากสังคมทั่วโลกถูกกำหนดด้วยบทของพระเจ้าหรือกรรมหรือเจตจำนงของมนุษยชาติเอง ที่ยากจะทัดทานแล้วละก็ คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระแสน้ำที่ไหลจากที่ต่ำลงสู่เหวต่อไป จะโทษก็ตรงที่ เราเกิดมาอยู่ในบ้านเดียวกัน ต้องรับผลสหกรรมร่วมกันนะครับ เหมือนอากาศร้อนหรือหนาว ทุกคนต้องรับร้อน นอนหนาวร่วมกันใช่ไหม

             อย่างไรก็ตาม หากจะอาศัยเจตจำนงของมนุษย์เอง คงต้องหาแนวทางสหทัศน์ร่วมกัน ให้กลมกลืนกัน สร้างเสริมเส้นทางจุดกลางคือ ทางแยก ๘ ทาง (สงคราม แบ่งชาติ แยกคน เอกรัฐ หรือ สามัคคี มีศีลธรรม ให้อิสรภาพ ประสานเอกเทศ) ว่าจะเลือกเอาทางไหน มิใช่เหลือแค่ทางสุดโต่งสองทาง คือ "ฆ่าหรือแยกกัน" แต่ทางที่สอดคล้องอุมคติของโลกคือ อยู่กันเป็นระบบนิเวศในนิวาส (โลก) นี้ เพราะทุกสิ่งพึ่งพิงอิงกัน ถึงขัดแย้งก็สร้างสรรค์ มิใช่ล้างบาง

              ถ้าโลกปราศมนุษย์ โลกคงร่มเย็น แต่อาจไม่มีรสชาติ สีสัน ตื่นเต้นเลย หรือถ้าโลกนี้มีแต่มนุษย์ โลกคงเดือดเป็นไฟสุมแน่เทียว แล้วมนุษย์พันธุ์ไหนละที่เราปรารถนากัน โลกมิใช่มีแค่ทางสุดโต่งสองทางดั่งที่โลกกำลังมีอยู่นี้แน่นอน

-----------------------<>----------------------