แนวคิดเกี่ยวกับ “การจัดการความรู้”
แนวคิดเกี่ยวกับ “การจัดการความรู้” เป็นแนวคิดที่สามารถประยุกต์ใช้ได้กับการพัฒนาคุณภาพของคนควบคู่กับการได้พัฒนาชุมชน ซึ่งเห็นได้จากแนวคิดของศาสตราจารย์ นายแพทย์วิจารณ์ พานิช (2548 : 3-5) ซึ่งกล่าวไว้ว่า “…การจัดการความรู้คือเครื่องมือเพื่อการบรรลุเป้าหมาย อย่างน้อย 4 ประการไปพร้อมๆ กัน ได้แก่ บรรลุเป้าหมายของงาน, บรรลุเป้าหมายของการพัฒนาคน, บรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ และบรรลุความเป็นชุมชน เป็นหมู่คณะ ความเอื้ออาทรระหว่างกัน เป้าหมายสุดท้ายของการจัดการความรู้ คือการที่กลุ่มคนที่ดำเนินการจัดการความรู้ร่วมกันมีชุดความรู้ของตนเอง ที่ร่วมกันสร้างเอง สำหรับใช้งานของตน…” ประกอบกับแนวคิดของ สุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ (2548 : 25) ซึ่งกล่าวไว้ว่า “…มนุษย์เพิ่งจะเดินมาถึงจุดที่เป็นเส้นขอบของปัญญาที่เรียกว่า การจัดการความรู้ ประเทศไหนเอาความรู้มาจับเข้ากับกระบวนการของชีวิต จะต้องเอาทุกอย่างมาเป็นเรื่องที่ต้องเรียน เรียนทุกอย่างที่ตัวเองสัมผัสประเทศจึงเจริญรุดหน้าเป็นมหาอำนาจแห่งปัญญา …” ซึ่งแนวคิดนี้มีความสอดคล้องกับแนวคิดของเสรี พงศ์พิศ (2548 : 26-27) ซึ่งกล่าวไว้ว่า “…การเรียนรู้จะทำให้คนได้สืบค้นหาศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง ค้นพบ “ทุน” ที่แท้จริงที่ยังคงเหลืออยู่ไม่น้อยในชุมชน ทุนทรัพยากร ทุนโภคทรัพย์ ผลผลิต ความรู้ ภูมิปัญญา ทุนทางศีลธรรม ทุนวัฒนธรรม ทุนทางสังคม ที่จะทำให้เกิดนวัตกรรมซึ่งหมายถึงการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ที่มีฐานอยู่ที่ภูมิปัญญาท้องถิ่น ผสมผสานกับความรู้สากลหรือความรู้จากวัฒนธรรมอื่น โดยอาศัยทรัพยากรในท้องถิ่นเป็นหลัก…”
กระบวนการสอนของครูบาในดินดิ้นได้
ขั้นที่ 1 กระตุ้น / ปลุกเร้า / สร้างความตระหนัก
ขั้นที่ 2 เปิดใจ
ขั้นที่ 3 นำความรู้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ขั้นที่ 4 เรียนรู้เพิ่มเติม (แสวงหาตนเอง)
ขั้นที่ 5 สร้างองค์กรเรียนรู้ (สร้างกลุ่ม)
ขั้นที่ 6 สร้างจิตสาธารณะ
ขั้นที่ 7 ลงมือปฏิบัติ
ขั้นที่ 8 แลกเปลี่ยนเรียนรู้ยกระดับความรู้
ขั้นที่ 9 เรียนรู้อย่างอิสระด้วยตนเอง
ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤธิ์ เกิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2491 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่ บ้านเลขที่ 34 หมู่ 2 บ้านปากช่อง ตำบลสนามชัย อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ครูบาสุทธินันท์ได้ทำการเกษตรตามที่ทางราชการส่งเสริมเหมือนชาวบ้านทั่ว ๆ ไป จนกระทั่งปี พ.ศ.2522 พบว่า การปลูกพืชเชิงเดี่ยวตามกระแสที่ราชการส่งเสริมอยู่คงจะไปไม่รอดแน่ เพราะมีแต่ขาดทุนหรือไม่ก็เสมอตัว ครูบาสุทธินันท์ จึงหันกลับมายึดคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่อง “อัตตาหิ อัตตาโน นาโถ” และเชื่อว่า คนอีสานควรใช้ภูมิปัญญาและความรู้ในตัวคนแก้ปัญหาด้วยตนเอง ด้วยการนำความรู้ความชำนาญที่มีในตัวคนผนวกเข้ากับความรู้จากภายนอกมาผสมผสานและบูรณาการกันแล้วนำไปปฏิบัติลองผิดลองถูกประยุกต์ให้กลมกลืนภายใต้บริบทและสิ่งแวดล้อมของตนเอง นอกจากนั้นครูบาสุทธินันท์ ได้ยึดหลักที่ท่านพุทธทาสได้สอนไว้ว่า “การทำงานเพื่อเงินนั้นต้องรอจนกว่าได้เงินเสียก่อนจึงจะรู้สึกพอใจและมีความสุข แต่การทำงานเพื่องานพอลงมือทำก็พอใจแล้ว และจะเป็นสุขในทันที ส่วนเงินนั้นก็จะไปไหนเสีย” จากคำสอนนี้เองครูบาสุทธินันท์จึงพยายามหาทิศทางการทำงานที่จะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเน้นกิจกรรมที่ทำให้เกิดทักษะการคิดเพื่อแก้ปัญหาและสร้างโอกาสให้กับตนเองได้ด้วยกระบวนการจัดการความรู้ อาทิ การเกษตรที่ทำไปแล้วให้หลงเหลือติดแผ่นดิน เช่น การปลูกไม้ยืนต้น การปศุสัตว์ ที่สำคัญคือให้สามารถพึ่งตนเองได้ ลดความเสี่ยง ลดรายจ่าย ลดหนี้สิน เพิ่มการออมในหลายรูปแบบ ได้แก่ การออมความอุดมสมบูรณ์ของดิน ออมน้ำ ออมต้นไม้ใหญ่ เป็นการเพิ่มรายได้ในที่สุด
ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ นับว่าเป็นปราชญ์ชาวบ้านที่สร้างเครือข่ายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้เสนอแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิกในเครือข่ายให้สามารถพึ่งตนเองได้ โดยให้คนได้นำความรู้ที่มีในตนเองผนวกกับการรับความรู้จากภายนอกมาผสมผสานบูรณาการกันเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติลองผิดลองถูกจนเกิดเป็นความรู้ใหม่สามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันในสังคมปัจจุบันได้อย่างกลมกลืน ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาที่จะช่วยสร้างสังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ให้กับชุมชนท้องถิ่น หน่วยงาน องค์กร และประเทศชาติได้อย่างดี การดำเนินงานด้านการพัฒนาชุมชนและด้านการศึกษาของครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ ดำเนินมานานกว่า 10 ปีแล้ว อาทิ
1. ปี พ.ศ.2537 ร่วมกับ สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ( LDI ) สภาการศึกษาแห่งชาติ สถาบันราชภัฎบุรีรัมย์และมูลนิธิซาซากาว่า ประเทศญี่ปุ่น จัดตั้งโรงเรียนชุมชนอีสาน เพื่อวิจัยแนวทางสร้างเกษตรกรต้นแบบ นำร่องการวางแผนสร้างชีวิตใหม่ให้แก่เกษตรกร
2. ปี พ.ศ.2540 ร่วมกับสำนักงานโครงการพิเศษ สำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ และคณะครูโรงเรียนบ้านสตึกและในเครือข่าย จัดตั้งระบบการเรียนแบบ Home School เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้จากสภาพจริงเต็มศักยภาพอย่างมีความสุข
3. ปี พ.ศ.2542 ร่วมกับเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านและพหุภาคี ภาคอีสาน ศึกษาวิจัยและพัฒนาการขยายเครือข่ายการพึ่งตนเองและพึ่งกันเอง สู่คุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดี 1 ล้านครอบครัว และร่วมค้นคว้าวิจัยกับ ดร.จารีรัตน์ ปรกแก้ว ในหัวข้อ “ศึกษาและพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการทำงานร่วมกันระหว่างโรงเรียนในระบบกับชุมชนเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน กรณีศึกษา พื้นที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นบุรีรัมย์ ในเขตการเคลื่อนไหวของโรงเรียนชุมชนอีสาน”
4. ปี พ.ศ.2545 ได้รับทุนจากสถาบันคีนันแห่งเอเชีย ทำโครงการบริบทสารสนเทศท้องถิ่นอีสาน
5. ปี พ.ศ.2546 ได้รับทุนสหประชาชาติ ทำโครงการการจัดการป่า และรับทุนจากสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม ทำโครงการฟ้าสู่ดิน เป็นการจัดการความรู้เรื่องดินเพื่อพัฒนาการพึ่งตนเองของเครือข่าย
6. ปี พ.ศ.2543 ได้รับยกย่องจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติให้เป็นครูภูมิปัญญาไทย รุ่นที่ 1 ด้านเกษตรกรรม (การปรับใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม)
7. ปี พ.ศ.2542 -ปัจจุบัน เป็นวิทยากรให้แก่นักศึกษาสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เช่น มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันราชภัฎอีกหลายแห่ง
8. ปี พ.ศ.2545 เป็นผู้ทรงวุฒิเฉพาะด้านสำนักงานรับรองมาตรฐานการศึกษา
9. เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2546 ที่ผ่านมาได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมการ ผู้ทรงวุฒิสภาการศึกษาแห่งชาติและได้รับเกียรติคุณ ดังนี้
พ.ศ. 2534 ได้รับเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาปลูกสร้างสวนป่า
พ.ศ. 2535 ได้รับรางวัลจากองค์การ FAO สาขา Outstanding ishmentin Tree Framing
ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณจากกรมป่าไม้ในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์ในเรื่องป่าไม้ และเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วม
ประชุมเรื่องยูคาลิปตัสโลก ปี 2536
พ.ศ. 2538 เป็นตัวแทนของประเทศไทยร่วมประชุมองค์กรระหว่างประเทศร่วมกับมูลนิธิซาซากาว่า ประเทศญี่ปุ่น ที่ประเทศฟิลิปปินส์
พ.ศ. 2541 ได้รับปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากสถาบันราชภัฏบุรีรัมย์
พ.ศ.2544 ได้รับยกย่องให้เป็นครูภูมิปัญญาไทย รุ่นที่ 1 ด้านเกษตรกรรม (การปรับใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม)จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี
พ.ศ.2548 ได้รับทุนจากสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส) ทำโครงการนักจัดการ ความรู้ระดับชุมชนจังหวัดบุรีรัมย์
นอกจากนั้นท่านยังเป็นนักคิด นักเขียน ที่ผู้สนใจจำนวนมากได้นำแนวคิดไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานทั้งด้านการศึกษา สุขภาพ การพัฒนาชุมชน จนประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้