ในฐานะนักวิจัยของโครงการวิจัยเรื่องสุขภาวะและสิทธิมนุษยชนของเด็ก เยาวชน และครอบครัวของมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ และอนุกรรมการของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หน้าที่ของดิฉัน ก็คือ การเข้าไปตรวจสอบปัญหาสุขภาวะและสิทธิมนุษยชนของมนุษย์ในพื้นที่หรือสถานที่ที่เสี่ยงจะมีปัญหาเช่นว่า เมื่อเกิดสึนามิขึ้น จึงเป็นหน้าที่ที่จะต้องลงไปเพื่อให้ประสาทตาได้สัมผัสกับปัญหาที่เห็นได้ และเพื่อให้ประสาทหูได้รับฟังกับคำบอกเล่าที่ผู้ประสบภัยจากสึนามิจะบอกเราได้ เราสรุปได้ว่า ชีวิตของผู้ประสบภัยสึนามินั้นยังไม่เข้าสู่ความเป็นปกติของชีวิต หลายรายยังทำใจไม่ได้ทุรนทุรายต่อความทุกข์ที่ถาโถมเข้ามา แต่หลายราย ก็จะเอาธรรมะมาช่วยให้สภาพจิตใจสงบและยอมรับในความไม่ปกติของชีวิตจนไม่ทุรนทุรายมากนัก  

          ในการเดินทางไปพังงาในช่วงเดือนแรกหลังจากวันที่เกิดภัยสึนามิ เราพบผู้ชายคนหนึ่งที่บ้านน้ำเค็มซึ่งสูญเสียทั้งครอบครัวและทรัพย์สินเหมือนคนอื่นๆ แต่ยังไม่ได้รับการเยียวยาจากใครเลยเหมือนคนอื่นๆ เพราะเขานั้นไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน เราถามเขาว่า ทำไมล่ะจึงไม่มีบัตรนั้น เขานิ่งนานมาก ดวงตาดูสงบมาก ถอนหายใจ แล้วบอกด้วยสำเนียงของคนใต้ว่า ก็พ่อแม่ไม่ได้แจ้งเกิดให้ แล้วบอกปนหัวเราะว่า ก็เลยตกอยู่ในสภาพเดียวกับแรงงานพม่าเข้าเมืองผิดกฎหมาย เขาตอบต่อไป โดยไม่ต้องถามสักนิดว่า ก็ไม่ได้โทษพ่อแม่หรอกนะที่ไม่ได้แจ้งเกิดให้ลุง เพราะพ่อแม่ของพ่อแม่ก็คงไม่ได้แจ้งเกิดให้ตัวพ่อแม่เองด้วย แกหัวเราะนิดๆ แล้วก็ลุกออกจากวงสนทนาไป เมื่อชาวบ้านอีกคนหยิบยกอีกปัญหามาพูดคุยกับเรา และเราจำเป็นต้องหันไปให้ความสนใจกับเรื่องที่หยิบยกขึ้นมาใหม่นั้น  

         ดิฉันติดใจกับกรณีของชายกลางคนผู้ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนท่านนี้มาก ไม่มีครอบครอบครัว ไม่มีบ้าน ไม่มีความช่วยเหลือ แล้วเขาจะอยู่ได้อย่างไร แล้วทำไมจึงดูสงบนิ่ง ทำไมไม่ทุรนทุรายต่อชีวิตมากนัก และไม่เร้าร้อนที่จะร้องขอความช่วยเหลือจากผู้ไปเยือนอย่างเราเหมือนชาวบ้านคนอื่นๆ ชาวบ้านเล่าให้เราฟังว่า เขาคนนี้อายุก็ไม่มากนัก ก็คงประมาณ ๔๐ กว่าปีได้ มีภริยาและบุตรเล็กๆ ๒ คน บ้านหายไปหลังจากภัยสึนามิ ภริยาและบุตรก็เสียชีวิต เขาก็ทุกข์ร้อน ร้องไห้เสียใจเหมือนทุกคน ตอนเห็นศพครอบครัว แต่เดี๋ยวนี้ดูเฉยๆ และทำใจได้กับปัญหาที่ถูกปฏิเสธสิทธิหลายประการที่สำคัญอันเนื่องมาจากความไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน   

             ดิฉันพยายามเดินหาชายผู้นี้ แต่หาไม่พบ ด้วยความคิดที่ว่า เราน่าจะช่วยเขาได้ เขาคงไม่รู้ตัวว่า เขามีสถานะเป็น คนไร้รัฐ (stateless)” และเขาก็คงไม่รู้ว่า กระบวนการเยียวนั้นเป็นไปได้ทั้งโดยกฎหมายและนโยบาย และเขาก็คงไม่รู้ว่า ดิฉันพอจะรักษาโรคไร้รัฐได้ ก็เพราะเขาคงไม่รู้ว่า ความไร้รัฐคืออะไร และเขาเป็นโรคไร้รัฐ เขายอมรับความทุกข์ยากจากโรคร้ายนี้ได้ และเขาคงเอาชีวิตรอดอยู่ได้ด้วยความเอื้ออาทรของมนุษย์ที่อยู่แวดล้อมตัวเขาโดยไม่ต้องมีคำสั่งจากนายกรัฐมนตรี เขายอมรับได้ในชะตากรรมที่รัฐไทยไม่ได้ออกเอกสารรับรองความเป็นคนสัญชาติไทยของเขา เขาคงไม่มีแนวคิดที่จะน้อยใจที่ไม่มีรัฐใดในโลกยอมรับความเป็นคนชาติของเขากระมังนะ  

              แต่ขอให้สังเกตว่า เขาทราบโดยธรรมชาติว่า เขามีสถานะเป็นคนต่างด้าวเหมือนแรงงานพม่าที่เข้ามาทำงานในบ้านน้ำเค็ม ซึ่งโดยกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ คนที่ไม่มีบัตรประจำตัวคนสัญชาติไทยก็จะถูกถือเป็นคนต่างด้าว และเมื่อไม่ปรากฏมีเอกสารที่แสดงถึงสิทธิที่จะเข้ามาและอาศัยอยู่ในประเทศไทย เขาก็จะถูกถือว่า เป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย   

             ลองจินตนาการว่า วันหนึ่ง ชายผู้ยอมรับชะตากรรมคนนี้ถูกตำรวจขอตรวจบัตรประจำตัวประชาชนแล้ว อะไรจะเกิดขึ้น เราก็คงสรุปได้ไม่ยากว่า เขาก็คงจะถูกจับและส่งออกนอกประเทศไทย แล้วจะส่งเขาไปที่ไหนล่ะ อาจจะตอบแบบง่ายๆ ว่า ก็ผลักดันออกไปไปในประเทศพม่านั่นแหละใกล้ดี แต่แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับเขาล่ะ ประเทศพม่าจะยอมรับให้เขาตั้งบ้านเรือนไหมหนอ เขาจะเอาชีวิตรอดในประเทศพม่าไหมหนอ เสียงหนึ่งตอบแทนว่า คนพม่าเองยังอยู่ในประเทศพม่าไม่ได้เลย ส่งเขาออกไป เขาก็เดินกลับมาเองแหละ แล้วเขาก็กลับมาอยู่ในประเทศไทยในลักษณะของมนุษย์ผู้ไร้ตัวตนทางกฎหมาย หรือคนไร้รัฐอย่างที่นักวิชาการเขาเรียกกัน ดิฉันตามหาเขาไม่พบ เพราะไม่ได้ถามชื่อของเขาไว้ เรื่องง่ายๆที่ไม่น่าจะสับเพร่า  

               ในวันนั้น คิดว่า ชายคนนั้นคงเป็นมนุษย์โชคร้ายที่สุดคนหนึ่งที่ประสบทั้งภัยสึนามิอันเป็นภัยธรรมชาติ และภัยความไร้รัฐซึ่งเป็นภัยอันเกิดจากความไม่รู้กฎหมาย แต่ดิฉันตระหนักในวันต่อมาที่ไปเยี่ยมบ้านปากเตรียมและบ้านคึกคักว่า  ยังมีคนในพื้นที่สึนามิอีกนับสิบ จนใกล้ร้อยที่เป็นคนตกหล่นจากทะเบียนราษฎร กล่าวคือ ไม่เคยมีการแจ้งเกิดในทะเบียนราษฎร แต่เป็นบุคคลที่อาศัยอยู่มานานในพื้นที่ และเป็นที่รู้จักกันในพื้นที่  เราพบคนจากภาคเหนือและภาคอิสานจำนวนไม่น้อยที่ลงมาทำงานที่พังงาหลายสิบปีและตั้งครอบครัวเลยที่นี่ ชุมชนรู้จักพวกเขาดี แต่พวกเขาไม่มีบัตรประจำตัวที่รับรองว่า เขาเป็นคนสัญชาติไทยคนหนึ่ง เพราะเขาไม่เคยปรากฏมีชื่อในทะเบียนบ้านของอำเภอใดในประเทศไทย แต่เขาเป็นคนเชื้อชาติไทยนะ ไม่ใช่คนเชื้อชาติต่างด้าว บางคนที่มีการศึกษาเคยขึ้นไปพูดคุยกับทางอำเภอ แต่ก็ยังไม่อาจบรรลุถีงการแก้ปัญหา เพราะอำเภอต้องการหนังสือรับรองการเกิดจากโรงพยาบาลหรือจากผู้ที่ทำคลอดให้ ซึ่งบางคนก็มี แต่บุพการีไม่มี ดังนั้น กระบวนการยอมรับว่า เป็นคนสัญชาติไทยเพื่อที่อำเภอจะยอมรับลงรายชื่อสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎรไทย จึงเกิดไม่ได้  ปัญหาต้องการการแก้ไขอย่างคำนึงถึงประวัติศาสตร์ชุมชนอย่างที่ทำกันในพื้นที่สูงของประเทศไทยสำหรับชาวเขาดั้งเดิม องค์ความรู้นี้มิใช่รัฐไทยจะไม่มี เพียงแต่รัฐบาลซึ่งเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินจะได้ให้ความสนใจแก่คนรากหญ้ากลุ่มนี้หรือไม่   

             ภัยสึนามิที่ถาโถม ๖ จังหวัดภาคใต้ได้นำมาซึ่งความสูญเสียในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินแก่มนุษย์ ทั้งที่ยากไร้และร่ำรวย  การเยียวยาความเสียหายจนมนุษย์ดังกล่าวกลับเข้าสู่ความสามารถที่จะมีชีวิตรอดอยู่ต่อไปและมีศักยภาพที่จะหาเลี้ยงชีวิตอยู่ต่อไป เป็นโจทย์ที่ไม่ควรจะเลือกปฎิบัติด้วยเหตุที่ว่า มีชื่อในทะเบียนบ้านหรือไม่ แม้จะปรากฏชัดว่า เป็นแรงงานต่างชาติพม่า หากเขาบาดเจ็บเพราะภัยสึนามิ การรักษาพยาบาลเขาจนรอดตายก็น่าจะเป็นเรื่องที่รัฐไทยควรทำอย่างเต็มใจ เพราะเขาก็คือมนุษย์ในสังคมไทย มิใช่หมาหรือแมว  

             แม้เมื่อปรากฏจากปากคำของชุมชนว่า ใครสักคนเป็นคนไทยที่ตกหล่นจากทะเบียนราษฎร กระบวนการแก้ไขปัญหานี้ก็ควรจะต้องเกิดขึ้นโดยพลัน เพราะความไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยและรัฐอื่นใดเลยในโลกย่อมนำมาสู่ความเป็นคนไร้รัฐอันทำให้ไม่อาจได้มาซึ่งสิทธิในหลายลักษณะ และเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน   

           ไม่ใช่จะตำหนิว่า ไม่มีการแก้ไขในเรื่องการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่ผู้ประสบภัยสึนามิที่บัตรประชาชนหายไปกับน้ำ แต่ใคร่จะนำเสนอว่า มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ตกหล่นจากทะเบียนราษฎรมาตั้งแต่ก่อนเกิดภัยสึนามิ และในเวลานี้ พวกเขาประสบภัยสึนามิ และการเยียวยาความเสียหายจากภัยธรรมชาติแก่เขานั้นเป็นไปไม่ได้เท่าที่ควร เพราะเขาไม่มีทะเบียนบ้านมาตั้งแต่ก่อนเกิดภัยสึนามิ แล้วพวกเขาก็ไม่ใช่แรงงานพม่าอีกด้วย  

               จึงอยากจะเสนอแนะให้ตระหนักว่า กระบวนการแก้ไขปัญหาการเพิ่มชื่อในทะเบียนราษฎรนั้นจะต้องทำโดยความเข้าใจว่า กฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎรไทยก็เพิ่งมีทั่วไปใน พ.ศ.๒๔๙๙ เท่านั้นเอง ดังนั้น จะเรียกร้องให้คนไทยในภาคใต้แจ้งการเกิดอย่างถูกต้องมาตั้งก่อน พ.ศ.๒๔๙๙ คงจะเป็นการเรียกร้องเกินข้อเท็จจริงที่บุคคลนั้นๆ ควรจะทำได้  และหนังสือรับรองการเกิดจากโรงพยาบาลนั้นก็ไม่ใช่จะเป็นสิ่งที่ทำได้สำหรับคนที่เกิดเมื่อ ๓๐ ๔๐ ปีก่อนซึ่งการคลอดโดยหมอตำแยยังเป็นที่นิยมของคนในชนบท และการหาหมอตำแยมายืนยันการเกิดของคนใน พ.ศ.๒๔๘๐ ประมาณนี้ ก็คงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก หมอตำแยอาจตายไปแล้ว หรือย้ายที่อยู่ไปแล้ว  

                และในระหว่างที่ยังพิสูจน์สถานะบุคคลของพวกเขาตามกฎหมายไทยไม่ได้ ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิซึ่งเป็นคนตกหล่นจากทะเบียนราษฎรนี้ ก็ควรจะเป็นไปตามความจำเป็นของชีวิต เพราะอย่างน้อยเขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งบนโลกใบนี้

---------------------------------------------------

คนตกหล่นจากทะเบียนราษฎรที่อาศัยในพื้นที่ประสบภัยสึนามิ : ทุกข์ที่ซ้ำซ้อนทั้งจากธรรมชาติและจากรัฐ

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร  

[email protected]

เขียนเมื่อวันพุธที่ ๒๕  เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๘

และเผยแพร่ในโพสต์ทูเดย์เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๘

และเผยแพร่ใน

http://www.archanwell.org/autopage/show_page.php?t=1&s_id=155&d_id=154