ผมจำไม่ได้แล้วว่า ใครเคยเล่าให้ผมฟังว่า คนญี่ปุ่นปรามาส (อ่านว่า ปรามาด) ครูและอาจารย์ไทยว่า เป็นพวก "รู้จำ ไม่รู้จริง" เขามีเหตุผลดังนี้ครับ (พูดเฉพาะคำว่าอาจารย์) เขาบอกว่า คนจะมาเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ควรผ่านการทำงานในลักษณะที่ได้ ไปลองใช้ความรู้ความสามารถ สร้างสมประสบการณ์มาอย่างน้อยสัก 5 ปี เพื่อจะมาถ่ายทอดให้ลูกศิษย์ได้ รวมทั้งมีเครือข่ายในการส่งนิสิตไปทำงานหรือฝึกงานในสายวิชาชีพที่ตนได้เคยไปทำงานมา

    ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผมได้พบว่ากว่า 80 เปอร์เซนต์ ของอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นพวกที่เรียนจบปริญญาตรี ต่อปริญญาโทแล้วก็มาสอน ต่อมาก็เรียนจนกระทั่งจบปริญญาเอกแล้วก็มาสอน ส่วนที่สอนก็มาจากตำราต่างประเทศ หรือแม้เป็นตำราไทยก็เป็นของคนอื่น แม้มีตำราของตัวเองแล้วแต่ก็ยังใช้ของคนอื่นอยู่

     การสอนก็เป็นไปในทำนองสอนในตำรา เวลายกตัวอย่างจะยกตัวอย่างแบบไทยก็หาตัวอย่างยากเลยยกตัวอย่างของต่างชาติ

     เคยมีศาสตราจารย์ท่านหนึ่งกล่าวว่า เวลาสอนทฤษฎีเป็นของต่างประเทศไม่ว่ากัน แต่ถ้ายกตัวอย่างต้องเป็นตัวอย่างของไทย

      อาจารย์ส่วนมากมักจะเน้นสอนในรายละเอียดมากกว่า จะสอนถึงวิธีคิด เวลาออกข้อสอบ ข้อสอบมักจะมีคำตอบอยู่เรียบร้อยแล้ว ใครตอบเหมือนอาจารย์มีสิทธิ์ได้ A มีนักปรัชญาการศึกษาท่านหนึ่งกล่าวว่า "ข้อสอบไม่มีถูกหรือผิด มีแต่ว่าคิดอย่างไรจึงได้คำตอบนั้น หรือ ถูกผิดไม่สำคัญเท่าวิธีคิด"

     อาจารย์ส่วนมากสนใจสอนแต่เนื้อหาและรายละเอียด แต่ลืมบอกถึงที่มาของความรู้และวิธีการนำไปประยุกต์ใช้

     กว่าอาจารย์จะสอนเก่งและมีตัวอย่างดี ๆ มาเล่าให้ลูกศิษย์ของตัวเองฟังได้ เวลาก็ผ่านไปเป็นสิบปี อาจารย์ส่วนมากจึงมักเป็นนักวิชาการ ซึ่งไม่เคยได้ทำงานจริง เพราะในมหาวิทยาลัยมีแต่ห้องทดลอง บริษัทจำลอง .........นี่ผมคิดมากไป (negative) หรือเปล่าครับ