อาร์ม
อาภาวรรณ โสภณธรรมรักษ์

สธ.เผยผลวิจัย พบเด็กกินนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือน ป้องกันเด็กป่วยจากโรคท้องเสียได้นานถึงอายุ2 ขวบ


สวัสดีผู้อ่านทุกท่านค่ะ

นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายรณรงค์การปกป้อง ส่งเสริม สนับสนุนให้แม่หลังคลอด ที่มีประมาณปีละ 8 แสนราย เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือนให้ได้ร้อยละ 60 ภายในพ.ศ.2558 โดยมีนโยบายให้โรงพยาบาลเป็นพื้นที่ปลอดนมผงในทุกระดับทั้งในสังกัดและนอกสังกัดของกระทรวงสาธารณสุข

จากข้อมูลจากกรมอนามัยในปี 2555 เพียงร้อยละ 48 ของหญิงหลังคลอดทั่วประเทศที่สามารถ เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว โดยไม่ให้ น้ำ ของเหลว หรืออาหารอื่น ก่อนลูกมีอายุครบ 6 เดือนเต็ม (180 วัน) ซึ่งยังห่างจากเป้าหมายในปีพ.ศ.2558ค่อนข้างมาก นายสรวงศ์ จึงเน้นให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลซึ่งมี 9750 แห่ง ร่วมกับ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านหรืออสม.ที่มีกว่า 1 ล้านคนทั่วประเทศ รณรงค์ให้หญิงทุกคนฝากครรภ์ก่อนอายุครรภ์ครบ 12 สัปดาห์ เพื่อให้ทารกในครรภ์ได้รับการดูแลอย่างมีคุณภาพ มีน้ำหนักแรกเกิดตั้งแต่ 2500 กรัมขึ้นไป มารดาสามรถคลอดลูกอย่างปลอดภัยเพื่อเริ่มต้นการเลี้ยงลูกด้วยนมอย่างเดียวโดยเร็วที่สุด

ในการดำเนินงานให้ถึงเป้าหมายพื้นที่ปลอดนมผง โรงพยาบาลต้องช่วยให้แม่ทุกคนมีน้ำนมมาเร็ว โดยกระตุ้นให้แม่เริ่มโอบกอดลูกเนื้อแนบเนื้อและให้ลุกดูดนมครั้งแรกภายใน 1 ชั่วโมงแรกหลังคลอด และช่วยให้แม่มีน้ำนมอย่างเพียงพอกับความต้องการของลูกก่อนจำหน่ายคู่แม่ลูกออกจากโรงพยาบาล ลูกควรได้ดูดนมแม่บ่อยครั้งตามความต้องการ 8-12 ครั้งต่อวัน ยิ่งให้ลูกดูดนมและแม่ขยันบีบนมบ่อยๆ น้ำนมแม่ยิ่งสร้างและหลั่งมากขึ้นตามการไหลของน้ำนม

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขย้ำถึงกลุ่มแม่ที่ต้องทำงาน ว่าสามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้อย่างต่อเนื่องขณะไปทำงาน โดยใช้วิธีง่ายๆ คือให้บีบนมน้ำนมแม่ใส่ถุงเก็บน้ำนมไว้ให้ลูกขณะไปทำงาน น้ำนมแม่ที่ให้ลูกวันต่อวันสามารถแช่ในช่องตู้เย็นธรรมดาได้นาน 2-3วัน ถ้าต้องการเก็บนมแม่ไว้ใช้ระยะยาว ควรนำนมแม่ที่บีบไว้อย่างปลอดภัย ไปแช่ช่องแช่แข็งในตู้เย็นชนิด 2 ประตู จะสามารถเก็บน้ำนมได้นานถึง 3 เดือน ถ้าใช้ตู้เย็นแช่แข็งที่มีอุณหภูมิต่ำถึงลบ20 องศาเซลเซียส จะสามารถเก็บน้ำนมแม่ได้นานถึง 6 เดือน โดยน้ำนมแม่ยังคงคุณค่าสารอาหารเช่นเดียวกับนมที่ลูกดูดจากเต้าโดยตรง

กระทรวงสาธารณสุขยืนยันนโยบายสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือนและการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ร่วมกับอาหารตามวัยจนถึงขวบปีที่ 2หรือนานกว่านั้นตามองค์การอนามัยโลก(พ.ศ. 2549) เนื่องจากมีหลายงานวิจัยทั้งของต่างประเทศและในประเทศที่สนับสนุนว่ามารดาและทารกได้รับประโยชน์ด้านสุขภาพอย่างมากมาย โดยเฉพาะผลงานวิจัยของศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักส่งเสริมสุขภาพแห่งชาติเมื่อพ.ศ.2551-2553 เพื่อติดตามผลด้านสุขภาพของเด็กไทยที่กินนมแม่อย่างเดียวติดต่อกัน 6 เดือนตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงอายุ 2 ขวบ และได้นำเสนอในการประชุมนมแม่แห่งชาติเมื่อเดือน มิถุนายน พ.ศ. 2556

รองศาสตร์ตราจารย์แพทย์หญิงกุสุมา ชูศิลป์ อาจารย์ประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการวิจัย ได้นำเสนอผลการดำเนินงานของ 11 โรงพยาบาลที่ร่วมวิจัยในทุกภาคของประเทศไทย อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวลดจากร้อยละ 94.9 ในช่วงสัปดาห์แรกหลังเกิด เป็นร้อยละ39.6 เมื่อทารกอายุ 6 เดือนเต็ม การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนป้องกันการเจ็บป่วยในเด็กได้หลายโรค เมื่ออายุ 6เดือนทารกที่ได้รับนมแม่อย่างเคียวมีอาการไข้น้อยที่สุด เพียงร้อยละ26.9 เมื่อเทียบกับทารกที่ได้รับนมผสมอย่างเดียว (ร้อยละ30.8) ได้นมแม่และน้ำ (ร้อยละ38.4) ได้นมแม่และนมผสม(ร้อยละ 45.1) และได้นมผสมร่วมกับอาหารอื่น( ร้อยละ 51.2 ) โรคที่ลดลงได้อย่างชัดเจน ได้แก่ โรคท้องเสีย และโรคผื่นแพ้ที่ผิวหนัง

เมื่ออายุ 2 ขวบทารกที่เคยได้รับนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือนมีอัตราเจ็บป่วยด้วยโรคท้องเสียน้อยที่สุด เพียงร้อยละ1.3 ในขณะที่ทารกที่ได้รับนมแม่ร่วมกับน้ำ (ร้อยละ 10.8) และนมแม่ร่วมกับนมผสม (ร้อยละ 19.0)ป่วยด้วยโรคท้องเสียประมาณ 10 ถึง20เท่าของทารกที่ได้รับนมแม่อย่างเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภูมิคุ้มกันโรคจากน้ำนมแม่ สามารถปกป้องกันทารกไม่ให้ป่วยจากโรคติดเชื้อได้นานถึง 2 ขวบ หรือมากกว่านั้น

อาการของภาวะภูมิแพ้ที่พบบ่อยในช่วง 6 เดือนแรกหลังเกิดทารก มีโอกาสเกิดน้อยที่สุดในทารกที่ได้รับนมแม่อย่างเดียวเมื่ออายุ 2 เดือน (ร้อยละ4.0), 4เดือน (ร้อยละ4.5) 6 เดือน (ร้อยละ 2.7)และอายุ24 เดือน (ร้อยละ3.4) ทารกที่ได้รับนมแม่ร่วมกับน้ำมีโอกาสเกิดภาวะภูมิแพ้สูงที่สุดเมื่ออายุ24 เดือน (ร้อยละ5.1) โดยทารกที่เป็นผื่นแพ้ผิวหนังมักจะมีโอกาสเป็นโรคหืดตามมาด้วยเมื่อเด็กโตขึ้น

อย่างไรก็ตาม หลัง 6 เดือนควรให้เด็กกินนมแม่อย่างน้อยจนอายุ 1 ขวบ โดยกินควบคู่กับอาหารอื่น เพื่อป้องกันภาวะขาดสารอาหาร โดยสามารถดูได้จากสมุดบันทึกสุขภาพและเด็กที่ได้รับจากสถานพยาบาลตั้งแต่เริ่มฝากครรภ์การกินนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือน จะช่วยป้องกันภาวะน้ำหนักเกินเกณฑ์ หรือป้องกันโรคอ้วนในเด็ก ได้ผลและป้องกันน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ได้ โดยเมื่ออายุ 24 เดือน เด็กที่กินนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน น้ำหนักเกินเกณฑ์ร้อยละ 4ขณะที่เด็กที่กินนมผสม อัตราน้ำหนักเกินร้อยละ 6

ส่วนในเรื่องของพัฒนาการเด็ก จากการติดตามทดสอบพบว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ กระตุ้มการเริ่มพฤติกรรมในสัดส่วนสูงสุด เช่น การยกหัวสูงจากพื้น 90 องศา (ร้อยละ 52)เมื่ออายุ 2 เดือน การพลิกตัวจากคว่ำเป็นหงาย(ร้อยละ 75) เมื่ออายุ 4 เดือน การคว้าจับวัตถุโดยใช้นิ้วชี้ และหัวแม่มือ(ร้อยละ 62)เมื่ออายุ 6 เดือน และการกระโดด 2 ขา ชิดกัน (ร้อยละ 68) เมื่ออายุ 24 เดือน

มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย

02-354-8404

หมายเลขบันทึก: 549934เขียนเมื่อ 1 ตุลาคม 2013 10:41 น. ()แก้ไขเมื่อ 1 ตุลาคม 2013 10:43 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี