*ข้อ 1. เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2553 โจทก์ได้ขอซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 11 ตำบลลาดยาว อำเภอลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 22 ตารางวา พร้อมอาคารพาณิชย์เลขที่ 10 ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินดังกล่าว ของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ในราคา 8,000,000 บาท ในวันนั้นจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกล่าวข้อความอันเป็นเท็จหลอกหลวงโจทก์ว่า ที่ดินและอาคารพาณิชย์ของจำเลยที่ 1 มีราคาตามท้องตลาด 8,000,000 บาท ก็จริง แต่เนื่องจากจำเลยที่ 2 มีที่ดินเปล่าเนื้อที่ 4 ไร่ เศษข้างๆ อาคารพาณิชย์ดังกล่าว และจำเลยที่ 2 ได้ตกลงทำสัญญาร่วมทุนกับชาวต่างชาติเพื่อทำการก่อสร้างโรงแรมชั้นหนึ่งบนที่ดินเปล่านี้มีกำหนดแน่นอนที่จะเริ่มก็สร้างในเดือนสิงหาคม 2553 หากโรงแรมนี้สร้างเสร็จที่ดินและอาคารพาณิชย์จะมีราคาไม่ต่ำกว่าสิบห้าล้านบาท หากโจทก์ต้องการซื้อก็จะขายให้ในราคา 10,000,000 บาท เพราะมีความจำเป็นต้องใช้เงิน และต้องซื้อทันทีเพราะมีคนพร้อมซื้ออยู่อีกหลายราย ทำให้โจทก์หลงเชื่อตามคำที่จำเลยทั้งสองหลอกหลวงดังกล่าว โจทก์จึงได้ซื้อที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 ในราคา 10,000,000 บาท เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2553 รายละเอียดปรากฏตามสำเนาสัญญาซื้อขายและโฉนดที่ดิน เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 1 และ 2
*ข้อ 2. ต่อมาวันที่ 10 กันยายน 2553 โจทก์จึงทราบความจริงว่าที่ดิน 4 ไร่ เศษของจำเลยที่ 2 นั้นได้ถูกบังคับคดีขายทอดตลาดไปตั้งแต่เดือนตุลาคม 2552 แล้ว และผู้ที่ประมูลซื้อไปก็ไม่มีโครงการสร้างใดๆ บนที่ดินนี้ด้วย รายละเอียดปรากฏตามสำเนาโฉนดที่ดิน เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3 ซึ่งจำเลยทั้งสองทราบความจริงนี้มาก่อนหน้าที่โจทก์จะเจรจาขอซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์จากจำเลยที่ 1 แล้ว
*ข้อ 3. การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการร่วมกันหลอกลวงและละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์หลงผิดต้องเสียเงินซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์จากจำเลยที่ 1 ในราคาที่สูงกว่าท้องตลาดไปเป็นเงิน 2, 000,000 บาท จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวให้แก่โจทก์ พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2553 จนกว่าจำเลยทั้งสองจะร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินให้แก่โจทก์ครบถ้วน ซึ่งดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 6 เดือน เป็นเงิน 75,000 บาท รวมค่าเสียหายถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,075,000 บาท
*ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ได้มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถาม ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับถึงจำเลยทั้งสอง รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือบอกกล่าวและใบตอบรับของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4 และ 5 จำเลยทั้งสองได้รับแล้วเพิกเฉย
โจทก์ไม่มีทางบังคับจำเลยทั้งสองได้จึงต้องนำคดีมาฟ้องเพื่อขอบารมีศาลเป็นที่พึ่งบังคับจำเลยทั้งสองต่อไป
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
คำขอท้ายฟ้อง
*ข้อ 1. ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 2, 075,000 บาท และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในเงินต้น 2,000,000 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินให้แก่โจทก์ครบถ้วน
ข้อ 2. ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันค่าฤชาธรรมเนียมศาลและค่าทนายความแทนโจทก์
หมายเหตุที่ทำ * คือย่อหน้า