ชื่อโครงการการศึกษาปัญหาและรูปแบบการพัฒนาบุคลากรเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเกษียณอายุราชการ ของบุคลากร

               โรงพยาบาลนครปฐม

ผู้วิจัยนายอดิศักดิ์           พรภคกุล

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

      ในการเตรียมตัวเข้าสู่วัยสูงอายุนั้นจะเห็นว่า การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสัจธรรม ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่คนเดียว แตกต่างตรงสาเหตุและเวลาเท่านั้น และไม่มีผู้ใดล่วงรู้ และกำหนดเวลาเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของตนเองได้ จึงเป็นอนิจจัง ผู้สูงอายุส่วนไทยส่วนใหญ่ จะมีบุตร หลาน คอยดูแล เพราะหน่วยงานเพื่อการสงเคราะห์ผู้สูงอายุนั้น มีจำนวนน้อย ไม่สมดุลกับจำนวนผู้สูงอายุทั่วประเทศ แต่รัฐก็ไม่ได้ทอดทิ้ง ได้มองเห็นสำคัญ และปัญหาของผู้สูงอายุ ซึ่งนับวันก็ยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ สังคมไทยยกย่องบุคคลที่มีความกตัญญู การเลี้ยงดูบุพการี เป็นสิริมงคล อันทุกคนควรปฏิบัติ จึงทำให้ผู้สูงอายุในประเทศไทยใช้ชีวิตในบั้นปลายอยู่ร่วมกับบุตรหลาน ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ที่ต่างก็ได้เรียนรู้และปรับตัวให้อยู่ด้วยกันได้ โดยมีปัญหาน้อยที่สุด  ผู้สูงอายุที่อยู่กับบุตรหลานตลอดก็ไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก แต่ผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพัง เพราะบุตรหลานแยกครอบครัวออกไป หากต้องกลับไปอยู่กับบุตรหลานในบั้นปลายชีวิต จะต้องปรับตัวเองอย่างมากกับการผจญกับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ หลายประการ เช่น สถานที่ ระเบียบวินัย จำทำให้เกิดปัญหาแก่ผู้สูงอายุ ไม่มากก็น้อยแน่นอน สิ่งที่ผู้สูงอายุควรปฏิบัติด้วยตนเอง ได้แก่ 1) การเตรียมทางด้านร่างกาย 2) การเตรียมทางด้านจิตใจ 3) การเตรียมทางด้านสังคม

      โรงพยาบาลนครปฐม เป็นหน่วยงานภาครัฐซึ่งมีจำนวนบุคลากร ทั้งสิ้น 1,962 คน แยกเป็นข้าราชการ 818 คน ลูกจ้างประจำ 295 คน ลูกจ้างชั่วคราว 849 คน จากข้อมูลสหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลศูนย์นครปฐม พบว่า บุคลากรของโรงพยาบาลนครปฐมเป็นสมาชิกของสหกรณ์ออมทรัพย์ จำนวน  1,087  คน (ร้อยละ 55.40) และเป็นลูกค้าเงินกู้สหกรณ์ จำนวน 695 คน (ร้อยละ 63.94) เหตุผลการขอกู้เงินลำดับแรกคือการใช้จ่ายส่วนตัว รองลงมาซื้อรถ ใช้หนี้สินและจากการสำรวจของปัญหาการวางแผนการใช้จ่ายของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลศูนย์นครปฐม  ในช่วงอายุ 40-60 ปี พบมีการวางแผนเกษียณผิดพลาด ส่งผลให้มีเงินออมไม่พอใช้หลังเกษียณ ความผิดพลาดดังกล่าวมีอยู่ หลายประการ ซึ่งทำให้คนที่อยู่ในช่วงวัยนี้มีเงินออมไม่พอใช้หลังเกษียณ กล่าวคือ  เริ่มวางแผนช้าเกินควร คือ มีเพียง ร้อยละ 38 ที่เคยวางแผนเพื่อการเกษียณและปฏิบัติตามแผนได้อย่างสม่ำเสมอ การวางแผนด้วยความมั่นใจมากเกินควร โดยร้อยละ 71 ของสมาชิกที่ไม่เคยวางแผนเพื่อการเกษียณมั่นใจว่าคุณภาพชีวิตหลังเกษียณจะใกล้เคียงหรือดีกว่าปัจจุบัน การวางแผนโดยขาดความรู้ความเข้าใจที่เหมาะสม กลุ่มตัวอย่างคาดว่าการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในสัดส่วนที่สูงขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น การประมาณค่าใช้จ่ายหลังเกษียณน้อยเกินควร การประมาณอายุขัยเฉลี่ยน้อยเกินควร จะพบข้อผิดพลาดนี้ในกลุ่มสมาชิกเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ซึ่งสมาชิกกลุ่มนี้มีโอกาสที่เงินออมจะหมดก่อนสิ้นอายุขัย การออมเงินไว้น้อยเกินควร ถ้าสินทรัพย์เพื่อการเกษียณไม่รวมอสังหาริมทรัพย์ สมาชิกส่วนใหญ่จะมีเงินออมไม่เพียงพอสำหรับวัยเกษียณ แต่ถ้ารวมอสังหาริมทรัพย์ สมาชิกส่วนใหญ่จะมีเงินออมเพียงพอสำหรับวัยเกษียณ และ การเกษียณอายุก่อนกำหนด ร้อยละ 28 ของสมาชิกต้องการเกษียณก่อนกำหนด แต่ผู้ที่ต้องการเกษียณก่อนกำหนดส่วนใหญ่มีเงินออมไม่เพียงพอสำหรับวัยเกษียณ(ข้อมูล รายงานสหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลศูนย์นครปฐม ประจำปี 2555) 

      จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น สรุปผลว่า  การเกษียณอายุราชการของข้าราชการจะเป็นภาวการณ์ที่เกิดขึ้นกับข้าราชการทุกคนโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  แต่เพื่อเป็นการป้องกันผลกระทบอันอาจเกิดขึ้นภายหลังการเกษียณ  ผู้วิจัยจึงมีแนวความคิดที่จะศึกษาปัญหาการเตรียมความพร้อมก่อนการเกษียณอายุราชการ ของบุคลากรโรงพยาบาลศูนย์นครปฐมว่ามีปัญหาด้านใดบ้างที่ยังเป็นปัญหา เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่จะเป็นพื้นฐานในการให้ความรู้ คำแนะนำตรงกับความต้องการของผู้ที่จะเกษียณ ว่าควรจัดการเตรียมความพร้อมในรูปแบบใดบ้าง สำหรับการพัฒนาบุคลากรในการเตรียมความพร้อมก่อนการเกษียณอายุราชการ ของบุคลากรโรงพยาบาลนครปฐม  เนื่องจากข้าราชการเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ  มีประสบการณ์ในการทำงานมายาวนาน  ซึ่งเป็นผู้ที่ให้ข้อเสนอแนะที่ดีกับทางโรงพยาบาลได้  และเพื่อนำผลการศึกษาที่ได้รับมานำเสนอเป็นข้อมูลและแนวทางในการจัดการเตรียมตัวก่อนการเกษียณให้แก่ทุกหน่วยงานของโรงพยาบาล รวมถึงการจัดสวัสดิการให้เหมาะสม ให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความต้องการของบคลากรเหล่านี้ให้พร้อมหลังเกษียณการทำงาน ทั้งยังเป็นหลักความมั่นคงทางชีวิตและจิตใจ รู้จักแผนชีวิต รู้จักวางแผนเพื่ออนาคต มีกระบวนการคิดเป็นขั้นตอน ส่งผลให้สามารถปรับตัวเองได้เป็นอย่างดี  เพื่อนำมาซึ่งความสุขภายหลังเกษียณอายุราชการต่อไป

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

          1. เพื่อศึกษาปัญหาการเตรียมความพร้อมก่อนการเกษียณอายุราชการ ของบุคลากรโรงพยาบาลนครปฐม

     2.เพื่อศึกษารูปแบบการพัฒนาบุคลากรสำหรับการเตรียมความพร้อมก่อนการเกษียณอายุราชการ ของบุคลากรโรงพยาบาลนครปฐม

 ขอบเขตของการวิจัย

        1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

       1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นบุคลากรของโรงพยาบาลศูนย์นครปฐม ซึ่งเป็นผู้ที่ปฏิบัติงานหรือดำรงตำแหน่งในสายงานต่างๆ ซึ่งเป็นข้าราชการและลูกจ้างประจำ  มีอายุอยู่ในช่วง 40– 55 ปี  และเป็นผู้ที่ยังรับราชการอยู่ในปีงบประมาณ 2556 จำนวน  350  คน

     1.2 กลุ่มตัวอย่างเป็นตัวแทนของบุคลากร โรงพยาบาลศูนย์นครปฐม จำนวน 187 คน จากการคำนวณตามสูตรของยามาเน่(Yamané)และใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple random sampling)

        2.ตัวแปรที่มุ่งศึกษา มีดังนี้

       ความพร้อมก่อนการเกษียณอายุ แบ่งออกเป็น 4 ด้าน ประกอบด้วย  ด้านร่างกายและจิตใจ  ด้านการเงิน  ด้านที่อยู่อาศัย  และด้านการมีส่วนร่วมในสังคม

      รูปแบบการพัฒนาบุคลากรสำหรับการเตรียมความพร้อมก่อนการเกษียณอายุราชการ ของบุคลากรโรงพยาบาลนครปฐม

 นิยามศัพท์เฉพาะ

     1.บุคลากรก่อนเกษียณ  หมายถึง ข้าราชการพลเรือน  ลูกจ้างประจำ  และลูกจ้างชั่วคราว ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในปีงบประมาณ 2556 โดยมีอายุอยู่ในช่วง 40 – 55 ปี 

     2.สถานภาพส่วนบุคคล หมายถึง ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ประกอบด้วย

       อายุ หมายถึง อายุปัจจุบันของบุคลากร โรงพยาบาลศูนย์นครปฐม คิดตามปีปฏิทินสากล

       อายุการทำงาน หมายถึง ระยะเวลาการทำงานที่เริ่มปฏิบัติงานในโรงพยาบาลศูนย์นครปฐม นับเป็นปี

      รายได้ หมายถึง เงินค่าตอบแทนหรือค่าจ้างที่ได้รับต่อเดือน นับรวมค่าสวัสดิการหรือรายได้พิเศษอื่นๆ

      สุขภาพ หมายถึง ความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายไม่ เจ็บป่วย

       ที่อยู่อาศัย หมายถึง ที่พัก ที่อยู่ รวมถึงการวางแผนพักอาศัย

      การใช้จ่าย หมายถึง การใช้จ่ายเงินเพื่อส่วนตัว จุนเจือสมาชิกในครอบครัว ซื้อ/เช่าบ้าน ที่ดิน ซื้อ/เช่าพาหนะและสิ่งอานวยความสะดวกต่างๆ ลงทุนในธุรกิจหรืออาชีพเสริม

       การเป็นสมาชิกกลุ่ม หมายถึง การเป็นสมาชิกกลุ่ม/ชมรม/สมาคมต่างๆ

       3. การศึกษาปัยหาการเตรียมความพร้อมก่อนเกษียณอายุ  หมายถึง ระดับของการเตรียมความพร้อม ในด้านต่างๆ โดยแบ่งออกเป็น 4 ด้าน ดังนี้

      3.1 ความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจ หมายถึง เตรียมศึกษาหาความรู้เพื่อให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในวัยสูงอายุ เช่น อ่านเอกสาร/บทความเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติตนที่ถูกต้องและการดูแลรักษาสุขภาพในวัยสูงอายุ การตรวจสุขภาพประจาปี การออกกำลังกายและออกกำลังกายสม่ำเสมอ อาหารที่มีประโยชน์ ถูกหลักโภชนาการ และเหมาะสมกับวัย ปัญหาสุขภาพ การเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย จิตใจ และสังคมของผู้สูงอายุ เพื่อเตรียมใจให้พร้อมที่จะเผชิญเมื่อเกษียณอายุ การรักษาสุขภาพจิต

        3.2 ความพร้อมด้านการเงิน หมายถึง การจัดสรรเงินเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตหลังเกษียณอายุได้อย่างไม่เดือดร้อน ความรู้ด้านกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สิน มรดก อสังหาริมทรัพย์ ความรู้ใหม่ๆเกี่ยวกับเรื่องการลงทุนในธุรกิจต่างๆ เพื่อเพิ่มรายได้ เช่น การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ความรู้เกี่ยวกับอาชีพสำรอง การพัฒนาการดำเนินชีวิตให้เหมาสมกับสภาพทางเศรษฐกิจที่จะประสบหลังการเกษียณ

       3.3 ความพร้อมด้านที่อยู่อาศัย หมายถึง การเตรียมหรือวางแผนมีบ้านเป็นของตนเองเพื่อพักอาศัยหลังเกษียณอายุ การจัดสภาพภายในบ้านให้เหมาะสมกับวัยผู้สูงอายุ ความรู้เกี่ยวกับสถานสงเคราะห์ บ้านพักคนชราของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น ค่าใช้จ่าย การให้บริการ สวัสดิการเงินกู้เพื่อที่พักอาศัย กฎหมายที่ดินและที่อยู่อาศัย

      3.4 ความพร้อมด้านการมีส่วนร่วมในสังคม หมายถึง การเข้าร่วมเป็นสมาชิกชมรมหรือกลุ่มกิจกรรมต่างๆในชุมชน การบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม ร่วมเป็นคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับงานด้านสาธารณสุข เช่น ชมรมผู้สูงอายุ ชมรมอาสาสมัครสาธารณสุข ความสัมพันธ์กับบุคคลต่างวัย และวัยเดียวกัน

 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย

    1. ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการเตรียมตัวก่อนเกษียณอายุราชการของบุคลากรโรงพยาบาลศูนย์นครปฐม

  2. นำผลการศึกษาระดับความพร้อมของการเตรียมตัวเกษียณอายุราชการของบุคลากรโรงพยาบาลศูนย์นครปฐม เป็นข้อมูลในการการจัดสวัสดิการให้เหมาะสมกับกลุ่มของบุคลากร

     3. ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการวางรูปแบบกิจกรรมการเตรียมตัวก่อนการเกษียณอายุของบุคลากรโรงพยาบาลศูนย์นครปฐม

     4.ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยจะเป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในอนาคต

 แนวคิด ทฤษฏี และเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

                            1.       แนวคิดเกี่ยวกับการเกษียณอายุ

                            1.1    ความหมายของการเกษียณอายุ

                            1.2    การกำหนดอายุของการเกษียณอายุ

                            1.3    วิธีการนับอายุบุคคลในปัจจุบัน

                            1.4    ระยะเวลาต่างๆ ของการเกษียณอายุ

                            1.5    หลักการเกษียณอายุ

                            1.6    ปัญหาของผู้เกษียณอายุจากงาน

                            1.7    ความเป็นมาของการเกษียณอายุข้าราชการไทย

                            1.8    การปรับปรุงระบบเกษียณอายุข้าราชการของไทย

                            1.9    กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง               

                      2.   แนวคิดเกี่ยวกับการประเมิน

                            2.1    ความหมายของการประเมิน

                            2.2    รูปแบบของการประเมิน

                      3.   บริบทของโรงพยาบาลศูนย์นครปฐม

                            3.1    ประวัติของโรงพยาบาล

                            3.2    แผนการดำเนินงานของโรงพยาบาล

                      4.   งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

 

วิธีดำเนินการวิจัย

     การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ผู้วิจัยมุ่งศึกษาปัญหาการเตรียมความพร้อมก่อนการเกษียณอายุราชการและศึกษารูปแบบการพัฒนาบุคลากรสำหรับการเตรียมความพร้อมก่อนการเกษียณอายุราชการ ของบุคลากรโรงพยาบาลนครปฐมโดยผู้วิจัยกำหนดวิธีการดำเนินการวิจัยดังนี้

ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย

      ประชากรที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่  เป็นบุคลากรของโรงพยาบาลศูนย์นครปฐม ซึ่งเป็นข้าราชการผู้ที่ดำรงตำแหน่งในสายงานต่างๆ ซึ่งเป็นข้าราชการ  ลูกจ้างประจำ  และลูกจ้างชั่วคราว มีอายุอยู่ในช่วง 40– 55 ปี  และเป็นผู้ที่ยังรับราชการอยู่ในปีงบประมาณ 2556 จำนวน  350  คน

      กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่  บุคลากรโรงพยาบาลศูนย์นครปฐม จำนวน 187 คน  ซึ่งเป็นข้าราชการผู้ที่ดำรงตำแหน่งในสายงานต่างๆ ซึ่งเป็นข้าราชการ  ลูกจ้างประจำ  และลูกจ้างชั่วคราว มีอายุอยู่ในช่วง 40 - 55 ปี  และเป็นผู้ที่ยังรับราชการอยู่ในปีงบประมาณ 2556 ทั้งนี้เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมและกระจาย ผู้วิจัยจึงใช้วิธีการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่าง ของ Taro Yamane’ (ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ. 2536 : 260-261 ; อ้างอิงจาก Yamane. 1967 : 886-887)  และสุ่มตัวอย่างแบบการสุ่มอย่างง่าย (Simple random sampling)

       สถิติที่ใช้ในการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างสูตรของ  Taro Yamane  (ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ. 2536 : 260-261 ; อ้างอิงจาก Yamane. 1967 : 886-887)

 

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

      เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถาม (Questionnaire) เพื่อความพร้อมก่อนเกษียณอายุราชการ ของบุคลากรโรงพยาบาลศูนย์นครปฐม โดยแบบสอบถามจะแบ่งออกเป็น 2 ตอน ดังนี้

         ตอนที่ 1   เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม

         ตอนที่ 2   เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมก่อนเกษียณอายุ โดยแบ่งออกเป็น 4 ด้านดังนี้

                                        1. ด้านร่างกายและจิตใจ 

                                        2. ด้านการเงิน

                                        3. ด้านที่อยู่อาศัย 

                                        4. ด้านการมีส่วนร่วมในสังคม

         ตอนที่ 3   เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับรูปแบบการพัฒนาบุคลากรสำหรับการเตรียมความพร้อมก่อนเกษียณอายุ

        ตอนที่ 4 ข้อเสนอแนะอื่นๆ

การเก็บรวบรวมข้อมูล

       การศึกษาการประเมินความพร้อมก่อนเกษียณอายุราชการ ของบุคลากรโรงพยาบาลศูนย์นครปฐม  ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลในการศึกษา ดังนี้

         1.ทำหนังสือรับรอง มหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐม เพื่อขอความอนุเคราะห์ไปยังผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบเครื่องมือ และเพื่อขอความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลกับบุคลากรของโรงพยาบาลศูนย์นครปฐม

         2.ผู้วิจัยสร้างแบบสอบถามไปเก็บข้อมูลกับบุคลากรของโรงพยาบาลศูนย์นครปฐม

          3.นำแบบสอบถามที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลมาทำการวิเคราะห์ทางสถิติ

          4.นำผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามมาสรุปผล

 กา