1.ด้านร่างทางกาย
ได้จากการออกกำลังทั้งกลางแจ้งและในร่ม เริ่มตั้งแต่เด็กเล็ก ๆ เล่น “จับปูดำ ขยำปูนา” หรือ “โยกเยกเอย น้ำท่วมเมฆ” เด็กก็จะได้หัดใช้กล้ามเนื้อต่าง ๆ ในตัวพร้อมกับทำท่าให้เข้ากับจังหวะ พอโตขึ้นมาหน่อยก็จะชอบเล่นกลางแจ้งกับเด็กคนอื่น ๆ เป็นกลุ่มเล็กบ้างใหญ่บ้าง เช่น ขี่ม้าก้านกล้วย ตาเขย่ง ตีลูกล้อ วิ่งเปี้ยว ขี่ม้าส่งเมือง ตี่จับ เตย ฯลฯ การละเล่นบางอย่างมีบทร้องประกอบทำให้สนุกครึกครื้นเข้าไปอีก อย่าง รีรีข้าวสาร โพงพาง มอญซ่อนผ้า อ้ายเข้อ้ายโขง งูกินหาง นอกจากจะได้ออกกำลังกายแล้วยังได้ฝึกความว่องไว ฝึกความสัมพันธ์ของการเก็งจังหวะแขนเท้า เช่น กาฟักไข่ ได้ฝึกการใช้ทักษะ ทางตาและมือในการเล็งกะระยะ เช่น การเล่นลูกหิน ทอยกอง (http://student.swu.ac.th/sc511010362/ workhome/0kunka.Htm)
2. ด้านอารมณ์
การละเล่นไทยทุกประเภทเมื่อเด็กได้เล่นแล้วจะช่วยให้เด็กอารมณ์ดี เบิกบาน สดชื่น กระฉับกระเฉง
สนุกสนาน คลายเครียด
3. ด้านสังคม
การละเล่นไทยส่วนใหญ่จะเป็นการเล่นเป็นกลุ่ม ซึ่งจะช่วยให้เด็กเรียนรู้ถึงความสามัคคี ฝึกการเป็นผู้นำผู้ตาม
ฝึกการยอมรับข้อตกลงและเคารพกฎกติกาในการเล่น รวมทั้งฝึกการมีน้ำใจเป็นนักกีฬา ให้รู้จักรู้แพ้-รู้ชนะ-รู้อภัย
4. ด้านสติปัญญา
การละเล่นของไทยหลายประเภทช่วยฝึกทางด้านสติปัญญา เช่น การเล่นหมากเก็บ ช่วยฝึกเรื่องคณิตศาสตร์
ในการนับจำนวน การเล่นจ้ำจี้มะเขือเปราะและรีรีข้าวสาร ช่วยฝึกในเรื่องของภาษา จากคำศัพท์และคำคล้องจองที่ใช้ร้องประกอบในการเล่น การเล่นตี่จับ ที่ฝึกให้รู้จักวางแผนและใช้ความคิดในการแก้ไขปัญหา
(https://sites.google.com/site/madoomunsa/prayochn-khxng-ka-ra)
ที่สำคัญอีกประการคือเป็นการช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมของชาติซึ่งเราควรหวงแหนด้วยครับ
แต่ก็อดวิตกไม่ได้ว่าต่อไปนี้เยาวชนไทยคงเล่นเป็นก็แต่เกมส์บนมือถือที่ผู้ปกครองซื้อให้นะครับ