ยัง เป็นข้อถกเถียงกันอยู่ทุกปี สำหรับการละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ ซึ่งในบ้านเราบางที่ก็ละหมาด 20 รอกะอัต บางที่ก็ละหมาด 8 และวิตรอีก 3 รอกะอัต |
<table><tbody><tr>
<td><p>
<br> แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ยังดีกว่าผู้ที่ไม่ได้ไปละหมาดเลย "สลามทูเดย์" จะพามาทำความเข้าใจกันดีกว่าว่าซุนนะห์ของการละหมาดตะรอเวี๊ยะห์เป็นอย่าง ไร?<br> ละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ถูกบัญญัติให้ละหมาดรวมกันเป็นญะมาอะห์ ดังหะดิษของท่านหญิงอาอิชะฮฺ ที่แจ้งว่า “แท้จริงท่านรอซูลุลลอฮฺ ได้ออกไปคืนหนึ่งในกลางดึกแล้วท่านได้ละหมาดในมัสยิด และได้มีผู้คนมาร่วมละหมาดกับท่านนบี ในวันรุ่งขึ้นผู้คนได้พูดถึงกันและได้รวมตัวกันมากขึ้น แล้วท่านได้ละหมาด (ในคืนที่สอง) ผู้คนก็ได้มาร่วมละหมาดกับท่าน ต่อมาในวันรุ่งขึ้นก็ได้มีการกล่าวถึงกันอีก ผู้คนได้มารวมตัวกันในมัสยิดมากยิ่งขึ้นในคืนที่สาม ท่านรอซูลุลลอฮฺ ก็ได้ออกมาทำการละหมาดเช่นเคย ต่อมาในคืนที่สี่มัสยิดเนืองแน่นไปด้วยผู้คน จนกระทั่งท่านนะบีได้ออกไปละหมาดซุบฮฺ เมื่อท่านละหมาดเสร็จแล้วท่านได้หันหน้าไปยังผู้ที่มาร่วมละหมาดแล้วได้ กล่าวสรรเสริญอัลลอฮฺ และกล่าวชะฮาดะฮฺ แล้วกล่าวว่า “พึงทราบเถิดสถานภาพของพวกท่านเป็นที่ประจักษ์แจ้งแก่ฉันแล้ว แต่ฉันกลัวว่าการละหมาดนี้จะถูกบัญญัติให้เป็นฟัรดูแก่พวกท่าน แล้วพวกท่านก็ไม่สามารถจะกระทำได้ ต่อมาท่านรอซูลุลลอฮฺได้ถึงอะญัลของอัลลอฮฺ การละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ก็คงสภาพอยู่เช่นนั้น” (บันทึกโดย อัลบุคอรีย์ และมุสลิม)<br> <br> ในสมัยคอลีฟะห์ อุมัร อิบนุลค๊อฎฎ๊อบ ได้ฟื้นฟูซุนนะห์อันนี้ ดังที่อับดุรรอหฺมาน อิบนฺ อับดิน อัลกอรี้ยุ ได้บอกเล่าไว้ว่า “ฉันได้ออกเดินไปคืนหนึ่งในเดือนรอมฎอนกับอุมัรอิบนุลค๊อฎฎ๊อบ ยังมัสยิดอันนะบะวีย์ ก็เห็นมหาชนยืนละหมาดแยกกันเป็นกลุ่มๆ บ้างก็ยืนละหมาดคนเดียว บ้างก็ยืนละหมาดเป็นญะมาอะห์ อุมัรจึงกล่าวขึ้นว่า แท้จริงฉันเห็นว่าหากฉันจะรวมเขาเหล่านั้นให้ยืนละหมาดกับอิหม่ามคนเดียวก็ จะเป็นการดียิ่ง แล้วอุมัรก็ได้ตัดสินใจรวมพวกเขาเหล่านั้นให้ยืนละหมาดตามอุบั๊ย อิบนฺกะอฺบ ต่อมาฉันได้ออกไปกับอุมัรในคืนต่อๆ มา และได้เห็นผู้คนยืนละหมาดตามอิหม่ามคนเดียว อุมัรได้กล่าวชื่นชมขึ้นว่านี่มันเป็นเหตุการใหม่ที่ดียิ่ง การละหมาดในเวลาดึกซึ่งเป็นเวลาพักผ่อนดีกว่าการละหมาดในเวลาหัวค่ำ”(บันทึก โดย อัลบุคอรีย์)<br> <br> <b> จำนวนรอกะอัต </b><br> <br> ผู้คนมีความเห็นแตกต่างกันในการกำหนดจำนวนรอกะอัต ความเห็นที่สอดคล้องกับแนวทางของท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.)คือ 8 รอกะอัต โดยไม่รวมละหมาดวิตร ดังคำกล่าวของท่านหญิงอาอิชะฮฺ ที่ว่า “ท่านนบีไม่เคยละหมาดมากกว่า 11 รอกะอัต ทั้งในเดือนรอมฎอนและในเวลาอื่นๆ” (บันทึกโดย อัลบุคอรีย์ และมุสลิม)<br> <br> ญาบิร อิบนฺอับดิลลาฮฺ เห็นคล้อยกับท่านหญิงอาอิชะฮฺ เขากล่าวว่า “แท้จริงเมื่อท่านนบีได้นำละหมาดร่วมกับมหาชนคืนหนึ่งในเดือนรอมฎอน ท่านได้ละหมาด 8 ร๊อกะอัต และได้ทำวิตร” (บันทึกโดย อิบนฮิบบาน และอัฎฎอบรอนีย์ และอิบนนัศร)<br> <br> และเมื่ออุมัร อิบนุลค็อฎฎ๊อบ ได้ฟื้นฟูการปฏิบัติตามซุนนะห์เช่นนี้ ผู้คนได้รวมตัวกันทำการละหมาดตะรอเวี๊ยะห์จำนวน 11 รอกะอัต เพื่อให้ตรงกับซุนนะห์ที่ถูกต้อง ดังที่มาลิก อิบนฺอะนัส ได้บันทึกไว้ในหนังสือของเขา (1/115) ด้วยสายสืบที่ถูกต้องที่สุดจากมุฮัมมัด อิบนยูซุฟ จากอัซซายิบ อิบนยะซีด กล่าวว่า “อุมัร อิบนุลค๊อฎฎ๊อบ ได้ใช้ให้อุบัย อิบนฺก๊ะอฺบ และตะมีม อัดดารีย์ เป็นอิหม่ามนำละหมาดตะรอเวี๊ยะห์แก่มหาชนจำนวน 11 รอกะอัต และกล่าวว่า ผู้นำละหมาดได้อ่านจำนวนหลายร้อยอายะห์ จนกระทั่งพวกเราใช้ไม้เท้ายัน เพราะต้องยืนเป็นเวลานาน และจะไม่เลิกจากการละหมาดจนกระทั่งก่อนจะถึงเวลาฟัจรเพียงเล็กน้อย"<br> <br> <b> <i> อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะละหมาด 8 หรือ 20 รอกะอัต ความดีงามของการละหมาดตะรอเวียะห์มันอยูที่หัวใจของความศรัทธาต่อสัญญาของ อัลลอฮฺและมีความบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮฺตาอาลาและไม่ว่าจะละหมาดกี่รอกะอัต ต่างฝ่ายก็ถือว่ามีเป้าหมายเดียวกันก็คือเพื่อแสวงหาความพึงพอพระทัยของอัล ลอฮฺตาอาลา </i></b><br> <br> มีอัลหะดิษได้ระบุถึงความดีงามของการละหมาดตะรอเวียะห์ในแง่ของ การละหมาดที่มีความศรัทธาเชื่อในสัญญาของอัลลอฮฺและมีความบริสุทธิ์ใจ อัลลอฮฺก็จะให้อภัยบาปแก่เขาที่ผ่านพ้นมาแล้ว <br> <br> รายงานจากท่านอบูฮุรอยเราะฮ์ (ร.ฎ.) ความว่า ท่านนบี(ซ.ล.) กล่าวว่า "ผู้ใดที่ดำรง(ละหมาด)ในเดือนรอมฎอนโดยมีความศรัทธา(ต่อสัญญาของอัลลอฮฺ) และมีความบริสุทธิ์ใจ(หรือแสวงหาการตอบแทนจากอัลลอฮฺ) เขาก็จะถูกอภัยโทษให้จากบาปที่ล่วงผ่านมาแล้ว" (บุคอรีและมุสลิม)<br> <br> <b> ความประเสริฐของการละหมาดตะรอเวียะห์ในเดือนรอมฎอน </b><br> <br> รายงานจากท่านนบี อาลี อิบนิ อบีตอเล็บ มีคนถาท่านนบีเกี่ยวกับความ ประเสริฐของการละหมาดตะรอเวียะห์ในเดือนรอมฎอน ท่านนบีได้กล่าวว่า “ใครละหมาดในตะรอเวียะห์ในเดือนรอมฎอนเขาจะได้รับ ดังนี้<br> <br> คืนแรก เขาจะได้รับการปลดโทษทั้งหมดของเขาเสมือนกับวันแรกที่เขาคลอดจากท้องมารดา<br> คืนที่สอง เขาและพ่อแม่ของเขาจะถูกอภัยโทษ<br> คืนที่สาม มาลาอีกะห์จะประกาศใต้บังลังก์ของอัลลอฮฺว่า“เขาทำอิบาดะห์ด้วยความ บริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮฺ(ซบ.) อัลลอฮฺ(ซบ.) จะอภัยโทษในสิ่งที่เขาได้ทำไว้ในอดีต”<br> คืนที่สี่ เขาจะได้รับผลตอบแทนเหมือนกับเขาได้อ่าน เตารอต,อินยีล,ซะบูรและกุรอานคืนที่ห้า อัลลอฮฺจะให้ผลตอบแทนเหมือนกับผู้ที่ทำละหมาดในมัสยิดฮารอม, มัสยิดนบีและมัสยิดอัคซอ<br> คืนที่หก เขาจะได้รับผลตอบแทนเขาเหมือนกับผู้ที่ได้เวียนรอบ(ตอวาฟ)ใบตุ้ลมะมูร อีกทั้งหินและกรวด จะขออภัยโทษให้เขา<br> คืนที่เจ็ด เขาจะได้รับผลตอบแทนเสมือนกับเขาได้ช่วยนบีมูซาในการต่อต้านฟิรอูน<br> คืนที่แปด อัลลอฮฺจะให้ผลตอบแทนเขาเท่ากับที่พระองค์ให้นบีอิบรอฮีม<br> คืนที่เก้า เขาจะได้รับผลตอบแทนเสมือนกับการทำอิบาดะห์ของท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.)<br> คืนที่สิบ เขาจะประสบโชคความดีงามทั้งดุนยาและอาคิเราะห์<br> คืนที่สิบหนึ่ง เขาจะจากโลกดุนยาไปโดยไม่มีโทษเสมือนเขาถูกคลอดใหม่ๆ<br> คืนที่สิบสอง เขาจะถูกบังเกิดในวันกิยามะห์โดยที่เขามีรัศมีที่หน้าเสมือนกับพระจันทร์วันเพ็ญ<br> คืนที่สิบสาม เขาจะได้รับความปลอดภัยในวันกิยามะห์<br> คืนที่สิบสี่ มาลาอิกะห์จะเป็นพยานว่าเขาละหมาดตะรอเวียะห์ และจะไม่ถูกสอบสวนในวันกิยามะห์<br> คืนที่สิบห้า บรรดามมลาอิกะห์ที่แบกบัลลังก์ของอัลเลาะห์จะทรงขอพรให้เขา<br> คืนที่สิบหก อัลลอฮฺจะให้เขาปราศจากไฟนรกและได้รับสู้สรวงสวรรค์<br> คืนที่สิบเจ็ด เขาจะได้รับผลตอบแทนเท่าบรรดานบี<br> คืนที่สิบแปด มาลาอิกะห์จะประกาศว่าอัลลอฮฺทรงพอพระทัยเจ้าและพ่อแม่ของเจ้า<br> คืนที่สิบเก้า อัลลอฮฺจะยกระดับเขาให้ได้รับสวรรค์ชั้นบรมสุข<br> คืนที่ยี่สิบ เขาจะได้ผลตอบแทนเท่ากับคนที่ตายชะฮีดและคนซอและห์<br> คืนที่ยี่สิบหนึ่ง อัลลอฮฺจะสร้างบ้านที่ทำด้วยรัศมีให้เขาในสรวงสวรรค์<br> คืนที่ยี่สิบสอง เขาจะไม่ได้รับความกังวลใจและโศกเศร้าใจในวันกิยามะห์<br> คืนที่ยี่สิบสาม อัลลอฮฺจะสร้างเมืองให้กับเขาด้วยสวรรค์<br> คืนที่ยี่สิบสี่ เขาจะได้รับตอบการขอพรของเขา 24 ประการ<br> คืนที่ยี่สิบห้า เขาจะไม่ได้รับอะซาบ (การลงโทษ) ในกุโบร<br> คืนที่ยี่สิบหก อัลลอฮฺจะให้ผลตอบแทนเสมือนเขาทำอิบาดะห์ถึง 40 ปี<br> คืนที่ยี่สิบเจ็ด อัลลอฮฺจะให้เขาข้ามสะพานซิรอต้อลมุสตากีม อย่างรวดเร็วเสมือนสายฟ้าแลบ<br> คืนที่ยี่สิบแปด อัลลอฮฺจะให้ความประเสริฐเหนือคนอื่นๆ พันเท่าในสรวงสวรรค์<br> คืนที่ยี่สิบเก้า อัลลอฮฺจะให้ผลตอบแทนเขา เท่ากับนักหะดิษที่ท่องจำหะดิษได้ 100,000 หะดิษหนึ่งพันคน<br> คืนที่สามสิบ อัลลอฮฺจะทรงตรัสกับเขาว่า บ่าวของเจ้า เจ้าจงกินผลไม้ในสรวงสวรรค์เถิด และจงชำระร่างกายเจ้า ด้วยน้ำจากสวรรค์ เจ้าจงดื่มน้ำจากบ่อเกาซัรและข้าคือผู้อภิบาลของเจ้าและเจ้าคือบ่าวของข้า </p></td>
</tr></tbody></table>