(ถอดความโดยสรุป) รายการปฏิรูปกฎหมายกับ คปก. (ตอนที่ 11 14/01/2556) ข้อสังเกตต่อกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ตามกรอบยุทธศาสตร์ใหญ่ 5 ยุทธศาสตร์
Source: http://www.youtube.com/watch?v=0ieqR8JC7HM
ผู้ดำเนินรายการ: ยศพร ผยุงสุวรรณ
ผู้ร่วมรายการ: รศ. วิระดา สมสวัสดิ์
ประเด็น: ข้อสังเกตต่อนโยบายพัฒนาบทบาทสตรีตามกรอบยุทธศาสตร์ใหญ่ 5 ยุทธศาสตร์ ในการพัฒนาบทบาทสตรีของรัฐบาล การตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความไม่เชื่อมั่นในประสิทธิภาพการนำเงินไปใช้ การบริหารจัดการกองทุนที่ควรจะอยู่ภายใต้รัฐ หรือ ประชาชนควรจะจัดการกันเอง
จากยุทธศาสตร์ในการพัฒนาบทบาทสตรี 5 ประการ ต้องดูว่าอยู่ในบริบทและเข้ากับสถานการณ์ที่เป็นจริงของสังคมไทยไหม อย่างไร ในเรื่องของประเด็นปัญหาผู้หญิง
โดยยุทธศาสตร์แรกที่รัฐบาลได้ประกาศ โดยเนื้อหาแล้วกล่าวถึง มีการสร้างความเข้าใจและสร้างทัศนคติที่ดีต่อผู้หญิง ให้มีการยอมรับความเสมอภาคระหว่างหญิง-ชาย
--สังคมไทยปัจจุบันนี้ไม่ได้มีแต่ความเป็นหญิงความเป็นชาย แต่มีความหลากหลายทางเพศ เพื่อสะท้อนภาพปัจจุบันรัฐบาลอาจต้องเลือกใช้คำใหม่ ดังนั้นยุทธศาสตร์นี้ก็ไม่ครอบคลุมประชากรทั้งหมดที่มีอยู่ในสังคมไทยตอนนี้ และเพื่อเป็นการสะท้อนความเข้าใจในปัญหาของรัฐบาล
โดยยุทธศาสตร์ที่สอง แนวทางการพัฒนาบทบาทสตรี เป็นการเพิ่มโอกาส ศักยภาพ เน้นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ผู้หญิงสามารถจะใช้ในการพัฒนาทางเศรษฐกิจและเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้
--รัฐบาลมีข้อมูลเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นมากน้อยแค่ไหนเพียงไร เพราะบางสิ่งไม่เหลือแล้ว รัฐต้องเข้าใจว่าบางกรณีผู้หญิงก็มีบทบาทอยู่แล้ว และบ้างครั้งก็มีความหลากหลายของผู้หญิงทางชาติพันธ์ หรือ ความหลากหลายทางชนชั้นทางเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องทางศาสนา ความคิดความอ่านทางการเมือง ดังนั้นการจะพูดถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นนี้ต้องมีความละเอียดอ่อน เพราะสิ่งที่รัฐพูดนั้นมันกว้างไปและๆไม่ได้ดูบริบทของชุมชนบางชุมชนที่อาจมีความแตกต่างกัน และอาจเป็นกรณีที่กลุ่มเพศชายอาจมีการครอบงำอยู่ ผู้นำในชุมชนอาจจะครอบงำอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเพศชาย หรือถ้าจะพูดกันในเรื่องความคิดทางการเมืองหรือความเชื่อทางศาสนาก็มีการตีความที่ต่างกัน ดังนั้นถ้าผู้ที่รักษาหรือตีความภูมิปัญญานั้นเป็นผลลบต่อผู้หญิง จะทำอย่างไร ดังนั้นจึงต้องมีความละเอียดสำหรับแต่ละพื้นที่ เพราะมันมีความแตกต่างหลากหลายที่อยู่ในนั้น บางคำพูดที่สั้นและไม่ชัดอาจเป็นการกระทบต่อผู้หญิง เพราะคำบางคำเช่น จารีต ประเพณี แต่มันยังกดขี่เอารัดเอาเปรียบต่อผู้หญิง แล้วเราจะดำเนินตามหรือเคารพต่อจารีต ประเพณีนั้นอย่างไร เป็นต้น
โดยยุทธศาสตร์ที่สาม กล่าวถึง สุขภาวะ ความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต ครอบครัว และสังคม
--ไม่ได้ให้ความละเอียดอ่อนต่อเรื่องเพศภาวะ ถ้าผู้หญิงคนนั้นเชื่อว่าการเป็นผู้นำครอบครัวเป็นเรื่องของผู้ชาย และเมื่อถามถึงเรื่องของความมั่นคงในครอบครัวคืออะไร คือการไม่มีความแตกร้าว แตกฉานในครอบครัว ผู้หญิงจึงไม่กล้าที่จะพูด แสดงความคิดเห็นเพราะกลัวครอบครัวแตกร้าว ถามว่าความมั่นคงปลอดภัยแบบนั้นมันกระทั่งต่อความมั่นคงปลอดภัยของผู้หญิงไหม ดังนั้นจึงต้องถามว่าความหมายของคำว่ามั่นคงในครอบครัวในความหมายของใคร เพราะถ้าเป็นความมั่นคงในครอบครัวตามความหมายกระแสหลัก ผู้ชายก็สามารถพูดได้ว่าในเมื่อพ่อเป็นหัวหน้าครอบครัวและบอกอะไรก็ต้องเชื่อ ดังนั้นยุทธศาสตร์ต้องกระจ่างในปัจจัยและบริบทที่เกิดขึ้นจริง จะใช้คำรวมไม่ได้ บางครั้งความต้องการใช้คำกระชับนั้นกลับเป็นการตอกย้ำ และยังรวมถึงการแบ่งงานกันทำและอะไรหลายๆ อย่าง แม่ต้องเลี้ยงลูก ต้องทำกับข้าว ก็ต้องทำต่อไปเพราะครอบครัวมั่นคงดี แต่หากผู้หญิงบอกว่าเหนื่อยคุณช่วยทำได้ไหม ช่วยทำกับข้าวหน่อย ช่วยดูแลลูกหน่อย ดูแลพ่อแม่ของคุณเองหน่อย ดังนั้นจึงต้องตอบว่าเป็นความมั่นคงของใคร การใช้คำนั้นต้องให้มีความละเอียดอ่อนทางเพศภาวะ ต้องให้เข้าไปอยู่ในยุทธศาสตร์ เพราะจะกลายเป็นการสร้างเงื่อนไขเพื่อเอารัดเอาเปรียบกันต่อไป เพราะคำใหญ่ๆ ที่ตีความตามกระแสหลัก เพราะตีความตามผู้ชายที่เป็นผู้นำครอบครัว เป็นผู้นำชุมชน นี่คือระบบคิดที่ให้ความเป็นใหญ่แก่ผู้ชาย การตีความตามกระแสหลักมันมีอยู่แล้ว
โดยยุทธศาสตร์ที่สี่ เป็นการเพิ่มศักยภาพ การมีส่วนร่วมของผู้หญิง เพื่อเป็นผู้นำมากขึ้น ให้มีความรู้ความสามารถเพื่อดึงขึ้นมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เข้มแข็ง
--ควรมีข้อปฏิบัติที่ชัดเจน โดยต้องรู้ว่าประเทศไทยนั้นอยู่ในบริบทอะไร ต้องนึกถึงบริบทของโลกาภิวัตน์ ระบบเศรษฐกิจเสรีนิยม ที่มีแต่จะฉุดให้คนต้องอยู่กับที่หรือถอยหลัง ในเรื่องของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นเป็นเรื่องคนจำนวนน้อยซึ่งมีทุน ผู้หญิงจะอยู่ตรงไหน ทุกวันนี้ในโลกาภิวัตน์ผู้หญิงมีแต่ถูกนำไปค้าทางเพศ ค้าแรงงาน ดังนั้นหากจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย แนวไหน? ทุนนิยมเสรี? ซึ่งแห่ตามกระแสโลกาภิวัตน์ตามประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจ ถ้าอยู่ในแนวเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีนี้ ผู้หญิงและเด็กก็เป็นสินค้าทางเพศเพิ่มมากขึ้น ตอบสนองความต้องการโลกาภิวัตน์ โดยมีประเทศมหาอำนาจของโลกเป็นผู้วางนโยบาย
โดยยุทธศาสตร์ที่ห้า การเสริมสร้าง พัฒนาศักยภาพและกลไกสตรี ในระดับองค์กร
--รัฐประกาศตัวว่าจะเป็นแกนกลางขององค์กร ซึ่งจะเห็นได้ว่าองค์กรก็กำลังเข้มแข็งอยู่แล้ว แต่เมื่อไรที่รัฐบาลเข้าไปแทรกปัญหามันเกิดขึ้น รัฐบาลไม่ต้องมาเป็นแกนกลาง แต่รัฐบาลควรจะเสริม ให้ทรัพยากร โดยไม่ต้องแทรกแซง เพราะรัฐบาลก็มีพรรคการเมือง เพราะเราก็ไม่ต้องการให้พรรคการเมืองมานำการมีศักยภาพของประชาชน ไม่ว่าพรรคใด ให้การสนับสนุนด้านต่างๆ เช่น ทรัพยากร บุคลากร งบประมาณ เพราะภาคประชาสังคมเขามีอยู่แล้ว เขาทำหน้าที่ในส่วนที่รัฐบาลทำไม่ได้มานานพอสมควรแล้ว อย่าไปกลืนเขา