ผมกำลังอ่านหนังสือเล่มหนึ่งอยู่ ชื่อ "On Writing Well” โดย William Zinsser วันนี้ไม่ได้จะมาเขียนปริทัศน์หนังสือเล่มนั้น คงไม่จำเป็น เพราะหนังสือเล่มนั้น (ตอนนี้เป็น ฉบับแก้ไขปรับปรุงครั้งที่ ๓ ปี ค.ศ. ๒๐๐๖) ถือเป็นหนังสือดีเล่มหนึ่งของสหรัฐฯ เขาแนะนำวิธีเขียนเรื่องที่ไม่ใช่นิยาย (non-fiction) ในภาษาอังกฤษ ฉบับพิมพ์ครั้งแรกออกมาเมื่อ ๓๖ ปีก่อน ถึงตอนนี้ก็มียอดขายเป็นล้านเล่ม แต่พูดสั้นๆ ได้ว่า ใครอยากเขียนบทความภาษาอังกฤษ หรือเขียนหนังสือดีๆ เป็นภาษาอังกฤษก็ควรอ่านเล่มนี้ ผมซื้อมาจาก Kinokuniya ที่ Paragon ในราคา ๕๐๑ บาท พอรับไหว อ่านดูแล้วก็เห็นว่าดีจริง และแนะนำ ถ้าใครอยากจะไปซื้อหามาอ่าน


ผมอ่านเล่มนี้แล้วเพียงบางส่วนเพิ่ง "ถึงบางอ้อ" ว่าในบทความภาษาอังกฤษที่เราเคยอ่านเจอ ไม่ว่าจะเป็น ข่าวต่างประเทศ บทความสารคดี บทความวิจัยก็ตาม ในฐานะที่คนไทยเราใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง เราไม่เคยหรือมักไม่สามารถแยกแยะได้เลยว่า การใช้การใช้คำไหนของผู้เขียนฝรั่งดีหรือไม่ดี สำนวนไหนดีหรือไม่ดี  พออ่านเล่มนี้ก็รู้สึกสะดุดใจว่า เท่าที่ผ่านมา จากการเสพสื่อบนเว็บของเรา(ของผมด้วยนั่นแหละ) แม้เนื้อหาจะเป็นภาษาอังกฤษ เราก็เจอกับสำนวนคุณภาพต่ำอยู่บ่อยๆ เช่นในแง่ ศัพท์ที่ใช้นั้นไม่ตรงบริบท ศัพท์ที่ใช้เป็นแบบศัพท์เฉพาะกลุ่ม ศัพท์เฉพาะสาขาวิชา (jargon) เป็นคำสะแลง หรือ เป็นคำหรือสำนวนอะไรที่ "ฮิต" กันชั่วคราว ที่ไม่สมควรจะใช้เยอะมาก แล้วคนไทยเราก็เรียนรู้จากสื่อออนไลน์เหล่านั้น หรือจากแม็กกาซีนกระดาษก็ตามซึ่งบรรณาธิการไม่ใส่ใจในคุณภาพงานเขียนของนักเขียนบทความเพียงพอ เนื้อความที่มีคุณภาพไวยากรณ์ต่ำเหล่านั้นมันก็กลายมาเป็นรูปแบบที่เราใช้ภาษาอังกฤษไปโดยปริยาย คุณภาพงานเขียนของเราก็ยังไม่เข้าขั้นไปด้วย เพราะเราได้รูปแบบไม่ดีมาเป็นแบบแผนให้เราเลียนแบบ


ภาษาอังกฤษมีข้อดีคือมีหนังสือให้อ่านและศึกษามาก มีหนังสืออ้างอิงเล่มหนึ่งที่ผมชอบ (แต่ยังไม่ค่อยได้ใช้) อยากพูดถึงก็คือ The Oxford Dictionary for Writers & Editors (ผมซื้อมาหลายปีแล้ว เป็นฉบับพิมพ์แก้ไขครั้งที่ ๒ ปี ค.ศ. ๒๐๐๐) ผมว่าเล่มนี้เหมาะมีไว้สำหรับคนที่อยากจะเขียนภาษาอังกฤษดีๆ แต่ไม่เห็นมีขายที่ไหนตอนนี้


แต่สิ่งที่สะท้อนมาในความคิดจากการอ่าน “On Writing Well” ของผมเป็นเรื่องคู่ขนานกันด้วย คือเรื่องการใช้ภาษาไทย เรื่องการใช้คำ เรื่องการใช้สำนวน ผมคิดว่าแนวคิดที่ Zinsser นำเสนอความเห็นเกี่ยวกับการใช้ภาษาอังกฤษคุณภาพแย่ลง ของนักเขียน และนักการเมืองอเมริกัน ในหลายสิบปีที่ผ่านมา ก็ใช้ได้กับการเขียนภาษาไทยที่แย่ลงในทำนองเดียวกัน แต่ต่างกันหน่อยตรงที่คนไทย(รุ่นผม)สามารถใช้วิจารณญาณแยกแยะได้ว่าคำไหนดี คำไหนไม่ดี แต่ว่าอาจจะต้องอาศัยประสบการณ์คนอ่านมากหน่อยเท่านั้น (ผมอ่านรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ ร. ๑ จบทั้งชุดตั้งแต่ อยู่ประถม ๔ และไม่อยากจะบอกว่า อ่านสามก๊กของเจ้าพระยาพระคลังหนจบไปกี่รอบตั้งแต่เด็ก กลัวไม่มีคนคบ) แน่นอนว่า ผมเคยสังเกตเห็นการใช้คำผิดๆ ในงานเขียนของนักเขียนรุ่นหลังบางคน และผมเกรงว่า หากงานเขียนพวกนั้นเป็นงานที่อนุชนอ่านกันมาก ต่อไปก็จะเป็นแบบอย่างที่แย่ลงๆ ของภาษาต่อไป


ถึงตอนนี้ผมไม่ทราบว่า มีหนังสือภาษาไทยเล่มไหนบ้างไหม มีหรือไม่ ที่แนะในเรื่อง การใช้คำ สำนวนที่ถูกต้อง สำหรับการเขียนที่ดี ถ้ายังไม่มีผมอยากเรียกร้องมายังนักภาษาไทยให้ผลิตงานอะไรออกมาคล้ายๆ กับหนังสือทั้งสองเล่มที่ผมพูดถึงนี้บ้าง ก่อนที่ภาษาไทยจะแย่ลงไปมากกว่านี้ ผมอดคิดไม่ได้ว่า อีก ๑๐๐ ปีข้างหน้า ภาษาไทยจะยังมีใช้กันอยู่ในสังคมไทยในอนาคตหรือไม่ หรือไปใช้ภาษาอังกฤษกันหมด (ทั้งโลก) ภาษาไทยกลายไปเป็นภาษาสูญพันธุ์ หรือถ้ายังอยู่ คุณภาพของภาษาไทยจะเป็นไปแบบไหนก็ไม่ทราบ ถึงตอนนั้นสังขารผมเองคงไม่อยู่แล้วแต่ว่าก็อดห่วงแทนอนุชนรุ่นต่อๆ ไปไม่ได้

บอกก็ได้ว่าที่ผมสนใจเรื่องคุณภาพงานเขียน เพราะ ๒ เหตุผล แน่นอนว่า ข้อหนึ่งผมเขียนงานภาษาอังกฤษและภาษาไทยอยู่ ก็อยากทำให้ดีขึ้น และอีกข้อหนึ่งนั้นเป็นความสนใจส่วนตัวแต่เดิมในเรื่อง text processing & machine translation (ซึ่งเรื่องนี้ก็อิงกับคุณภาพของงานเขียน เพราะต้องสื่อความหมายให้ถูกต้อง) สำหรับผมแล้ว เห็นว่า กรณีประมวลผลเนื้อความภาษาไทย (Thai text processing) นั้น อยู่ในสภาพที่ขาดการพัฒนาเท่าที่ควร (ผมรู้อยู่ว่ามีการทำวิจัยกันเป็นกลุ่มเล็กๆ และผมอ่านงานวิจัยท่านเหล่านั้น) และผมเห็นว่าในอนาคต หากไม่มีการวิจัยให้เป็นลำ่เป็นสัน ผมเห็นว่าภาษาไทยก็จะค่อยๆ สูญพันธุ์ไปจากการใช้งานของคนไทย แต่ว่าวันนี้ผมแค่มาระบายความรู้สึกค้างคาเรื่องคุณภาพงานเขียนกันก่อน เพราะถ้าคนไทย(รุ่นใหม่)เขียนกันโดยใช้คำไม่ถูกบริบท ความหมายคลาดเคลื่อนไปจากเดิม รูปแบบการเขียนทำให้เข้าใจยาก ใช้คำไม่กระชับ สำนวนเยิ่นเย้อ (เช่น "ทำการ"จับกุม) ใช้สำนวนอังกฤษในภาษาไทย (เช่น "ได้รับ"บาดเจ็บ) ฯลฯ การจะไปทำเหมืองข้อมูลเนื้อความภาษาไทย (text mining) และการจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management) แบบอัตโนมัติอะไรนั้นมันก็ยิ่งแทบหมดหวัง