"ช้างน้อย และช้างใหญ่ ช้างผู้ชาย และช้างหญิง ช้างสาวใส่ตุ้งติ้ง โจ๊ะทิง ทิง ตลิ่งพังเอย"  ไม่รู้ทำไม ความทรงจำบทท่องบทนี้ยังอยู่ในหัวมาตั้งแต่ประถม.. 

บทช้างนี้ ได้มาจากนักศึกษา ว.ค. ที่ไปฝึกสอน หรือ ผมเรียกว่า ครูฝึกสอนสมัยนั้น มาสอนวิชาภาษาไทย มีอะไรให้ท่อง ให้จำ ให้สนุก มีละครเวทีให้ดู และมีสาระความรู้มากมายให้เก็บไว้ อาจจะเป็นเพราะได้เรียนกับคนที่เราประทับใจในความเป็นครูกระมัง ทำให้เราได้จำสิ่งที่เกิดจากการสอนของเขาเสมอมา....

จำได้ว่าเมื่อตอนประถม มีครูเด็ก ๆ มาฝึกสอนบ่อยมาก บางทีมา เทอมละคน บางคนมาฝึกสอนเป็นปี ทำให้ผม และเพื่อน ๆ รู้สึกผูกพันกับครูฝึกสอนมากจนขนาดว่า ตอนเขาฝึกสอนเสร็จแล้วจะไป พวกเราร้องไห้กันเป็นวรรคเป็นเวร เดินตามไปส่งกัน เกาะขา เกาะแขนกันซะชุลมุนวุ่นวายไปหมด เฮ่อ เด็กหนอเด็ก ....

ด้วยความประทับใจกับบทบาท การวางตัว และความรู้ของครูฝึกสอนที่ผมได้พบเจอมา ทำให้เด็ก ๆ ผมมีแรงบันดาลใจอันแก่กล้าว่าจะต้องเรียนแล้วจบมาเป็นครูให้ได้  อยากเก่งเหมือนครูฝึกสอน  อยากสอนเด็ก ๆ ให้มีความรู้  อยากทำหน้าที่พ่อพิมพ์ของชาติ  แต่จนแล้วจนรอด ณ เวลานี้ ผมได้เบี่ยงเบนจากความเป็นครู มาเป็น นักทรัพยากรบุคคล ที่ต้องทำงานเกี่ยวข้องกับคุณครู อยู่ดี

แล้วผมก็ได้พบว่า ความเป็นครูในยุคปัจจุบัน ได้รับการตอบแทนจากสังคม เป็นอย่างดี ทั้งเรื่องของค่าตอบแทนแต่ละเดือน  เงินเพิ่มพิเศษตามวิทยฐานะ หรือการได้รับการอุดหนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ  ซึ่งมีมากมาย  

และผมก็คิดว่า นี่คงเป็นผลตอบแทนของคุณงามความดี สำหรับพ่อพิมพ์ แม่พิมพ์ ที่ดี ที่หมั่นสร้างสมความรู้ คุณธรรม จริยธรรม และถ่ายทอดมาสู่เยาวชนให้เป็นคนดีของชาติต่อไป

อ๊ะ อ๊ะ นั่งนึกถึงความหลัง แล้วเหตุไฉน ไถลไปไกลจนเกือบจะหาทางกลับไม่ถูกเลยนะ ตาแบงค์